เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ รร.รัตนโกสินทร์ คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 และมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม จัดงานรำลึก 26 ปี พฤษภาประชาธรรม และเสวนาหัวข้อ “วิสัยทัศน์ผู้นำพรรคการเมือง” โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสรอรรถ กลิ่มประทุม แกนนำพรรคภูมิใจไทย และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปราย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า

อยากเห็นประเทศไทยมีอนาคตที่คาดหวังได้ เพราะ เราติดหล่มความขัดแย้งมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าการเมืองและการปกครองไม่นิ่ง ก็จะเดินต่อไปได้ยาก เทคโนโลยีที่เข้ามาจะทำให้คนตกงาน รัฐต้องเตรียมตัวรับมือตรงนี้

การเมืองต้องเปลี่ยนความคิดจากการแย่งชิงอำนาจไม่ว่าจะเป็น อำนาจจากพรรคการเมืองด้วยกัน หรือ ระหว่างรัฐราชการ ที่นำโดยทหารกับฝ่ายการเมืองที่มาจากประชาชน ซึ่งทุกคนต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เคารพเสียงประชาชน และกติกา ไม่ใช่สู้กันโดยไม่ยึดกติกาจนการเมืองวุ่นวาย

หากแย่งชิงอำนาจกันอยู่ การปรับโครงสร้างอำนาจเพื่อรับต่อการเปลี่ยนแปลงก็จะทำไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องคิดการเมืองในบริบทใหม่ เราแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจนไม่เหลือซากอะไรแล้ว ฝ่ายการเมืองต้องหยุดคิดการแก่งแย่งทางอำนาจ แล้วต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนทำมาหากินได้

ตัวเลขทางเศรษฐกิจตอนนี้ดูดี แต่คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะเกษตรกรยังรู้สึกลำบากอยู่ ก็เพราะความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ต้องกลับไปดูว่า ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจรากหญ้าแค่ไหน

เมื่อก่อนการช่วยเหลือตรงนี้ถูกมองเป็นประชานิยม แต่วันนี้ก็อาจเรียกประชารัฐ ซึ่งการสนับสนุนรากหญ้าไม่ใช่เรื่องคะแนนเสียง แต่เป็นการเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ การแจกเงินหวังคะแนนเสียงจะมีแค่คะแนน แต่เศรษฐกิจไม่กระเตื้อง แต่การช่วยเหลือรากหญ้าไม่ว่าจะเรียกอะไรก็แล้วแต่ เศรษฐกิจมันจะดีขึ้น

นโยบายทางเศรษฐกิจวันนี้มองว่า ไม่ถูก ไม่ได้ตั้งใจจริงกระตุ้นเศรษฐกิจ ใช้เงินล้านล้านบาทไปในหลายโครงการ แต่ไม่ได้เชื่อในศักยภาพของคนในชนบท จึงลงเงินผ่านระบบข้าราชการที่รุงรัง เรียกแบบชาวบ้านคือ ยิงไม่เข้าเป้า

ในแง่การปฏิรูป แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยังแยกไม่ออกกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หากจะมีแผนที่ดีต้องเกิดการมีส่วนร่วมจากประชาชน การมีส่วนร่วมวันนี้เป็นเพียงรูปแบบ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง เอาแต่คนที่เรียกตัวเองว่าดีมาทำ ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

การเสนอนโยบายของพรรค ต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติตามที่คสช.วางเอาไว้ ซึ่งหากแผนเหล่านั้นดี พรรคการเมืองก็ไม่อยากคิดอะไรมาก คงไปหยิบแผนเหล่านั้นมา แต่ที่ผ่านมามันไม่มี พรรคการเมืองจึงต้องไปคิดกันมาให้ประชาชนเลือก หากไม่ดี 4 ปีก็เปลี่ยนใหม่

วันนี้พรรคการเมืองแทบจะเสนอนโยบายไม่ได้เลย เพราะติดอยู่ในกรอบนี้ นี่จะกลายเป็นปัญหาในอนาคต การเสนอนโยบายอาจเสี่ยงต่อการติดคุกได้ ซึ่งผลเสียทั้งหมดจะตกอยู่กับประชาชน
ปัญหาที่กังวลคือ โอกาสในการแข่งขันตามระบบประชาธิปไตย ที่จะเสนอนโยบายเพื่อแข่งขันกันจะถูกลดทอน และทำให้ประชาชนถูกตัดโอกาสลงไป ที่ผ่านมาเรามีตัวแทนกรรมการแต่ละคณะมาคิดแทนให้ต้องเดินตาม ประชาชน

นอกจากไม่มีส่วนร่วมแล้วยังต้องทำตาม ถามว่ามันถูกหรือไม่ หลักคิดแบบนี้ ไม่น่าจะมีข้อดีต่อประชาชนเท่ากับการให้ประชาชนมีส่วนร่วม หัวข้อการปฏิรูปที่ทำอยู่ทุกคนเห็นด้วยหมด แต่หลักคิดและวิธีการ ก็ต้องถามทุกคนว่า มีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหน แตกต่างจากแผนของสภาพัฒน์อย่างไร

หากเป็นเช่นนี้จะต้องแก้หรือไม่นั้น ฝ่ายการเมือง คือผู้ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนให้มาทำงาน แต่หากทำไม่ได้ เพราะติดกรอบเหล่านี้ ก็ไม่รู้จะทำกันทำไม หากมันมีอุปสรรค เราก็ต้องกลับไปหาประชาชนว่า เมื่อเป็นแบบนี้ ก็ต้องชี้ให้เห็น ประชาชนจะให้แก้หรือไม่

แม้ทำด้วยความหวังดี แต่หากมีอุปสรรคแล้วติดขัด การแก้ไม่ใช่เรื่องผิด การทำให้ดีขึ้น คือเรื่องที่ควรถูกสรรเสริญ หากเอาผลประโยชน์ของส่วนร่วมเป็นที่ตั้ง และผลประโยชน์ของ อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ แม้แต่การแก้รัฐธรรมนูญ

หากเทียบเคียงสถานการณ์สืบทอดอำนาจวันนี้กับปี 2535 ดิฉันว่า ยุคนี้รุนแรงกว่า ตอนนั้นมีความพยายามสืบทอดอำนาจเหมือนกัน พยายามจะทำให้อำนาจทหารสามารถอยู่ได้

ขณะนั้นไม่ได้มีการวางกลไกกติกาที่ทำให้เกิดปัญหาการทำงานในอนาคต แต่ปัจจุบันการกระทำจะพิสูจน์สิ่งที่เป็นเจตนา จากวันแรกที่ปฏิวัติบอกจะแก้ความขัดแย้ง ใช้เวลาไม่นาน
แต่การกระทำ 4 ปี มานี้ ทำให้เห็นว่า โรดแม็ปที่มี ไม่ได้คืนประชาธิปไตย อย่างที่เป็นของประชาชน แต่เป็นโรดแม็ปของการันตีการคืนสู่อำนาจของผู้มีอำนาจต่อจะเป็นไปอย่างมั่นคงและราบรื่นมากกว่า จะมีแต่การทำลายฝ่ายประชาธิปไตยของฝ่ายการเมืองให้อ่อนแอลง

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร จะมีคนที่เชื่อว่าเป็นคนดีมาชี้ว่า ใครจะขึ้นสู่อำนาจ ขบวนการทั้งหลายจึงเลวร้ายกว่าปี 2535 เยอะ แม้จะมีเจตนาเหมือนกัน แต่การปฏิบัติยังอยู่ในครรลองมากกว่า แต่วันนี้ถูกบิดตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และเงื่อนไขทุกอย่าง แค่ระบบเลือกตั้ง แยกเบอร์ แยกเขต ก็พยายามตอดเล็กตอดน้อย ” คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน