เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 พ.ค. เนื่องในวัน ครบรอบ 8 ปี การสลายการชุมนุม 2553 ที่วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ถนนพหลโยธิน แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) พร้อม นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานที่ปรึกษา นปช. ,นายแพทย์ เหวง โตจิราการ และนายก่อแก้ว พิกุลทอง


พร้อมด้วยแกนนำกลุ่ม นปช. จำนวนหนึ่ง จัดทำบุญสังฆทานอุทิศส่วนกุศล ให้พี่น้องผู้เสียชีวิตเนื่องในเหตุการณ์เดือน พ.ค. 2553 โดยนิมนต์พระสงฆ์ 10 รูป เลี้ยงเพล ทำบุญ ถวายสังฆทาน เพื่ออุทิศส่วนกุศล และเป็นกำลังใจให้กับญาติวีรชนที่สละชีวิต โดยมีญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตประมาณ 200 คน เข้าร่วมด้วย พร้อมมีพิธีไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนางธิดา ถาวรเศรษฐ ร่วมพิธีไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในฐานะแกนนำ นปช. ปีนี้เราจัดกิจการรำลึก โดยการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต มีตัวแทนญาติของผู้เสียชีวิตเข้าร่วมด้วย และพูดคุยให้กำลังใจสำหรับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เป็นการให้สัญญาว่าจะเดินหน้ากันต่อ เพื่อทวงถามความยุติธรรมให้กับผู้บาดเจ็บ และผู้ที่เสียชีวิต จากเหตุการณ์ชุมนุมดังกล่าว

เรียนฝ่ายมีอำนาจ ให้เข้าใจและสบายใจว่า การจัดกิจกรรมนี้ ไม่มีวาระเผชิญหน้าหรือสร้างสถานการณ์วุ่นวายทางการเมือง แต่ต้องทำ เพราะ พวกเราคือแกนนำของผู้ชุมนุม มีคนบาดเจ็บ และเสียชีวิต แต่จะไม่ปิดกั้นเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตามสังเกตการณ์ เพราะเป็นการดำเนินการอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาอย่างที่เคยทำมาตลอด

“เรื่องการชุมนุมของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งในวันที่ 22 พ.ค. ที่จะถึงนี้ จะมีความรุนแรงเหมือนปี 2535 หรือไม่นั้น ตนคิดว่าคนที่รวมตัวกันในนาม กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เป็นกลุ่มปัญญาชน และเป็นผู้นิยมในสันติวิธีอย่างชัดเจน ข้อเรียกร้องไม่ได้มีอะไรเกินเลย ไปกว่า ทำประกาศหรือสัญญาจากผู้ที่มีอำนาจให้ไว้กับประชาชน นั่นคือ การเลือกตั้ง การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ตลอดทุกครั้งที่ผ่านมาก็ยังไม่ปรากฏความรุนแรง เห็นด้วยที่ประเทศไทยต้องมีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด และเชื่อว่าแกนนำของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ไม่ได้ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย”

การแสดงการไว้อาลัย จากญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม

ดังนั้น เหตุการณ์ทั้งหมดจุดสำคัญอยู่ที่เจ้าหน้าที่ หรือฝ่ายผู้มีอำนาจว่า จะปฏิบัติหรือแสดงออกอย่างไรต่อประชาชน ถ้าหากเปิดใจให้กัน และทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า นี่คือการเรียกร้อง ซึ่งไม่ได้มีอะไรเกินเลยไปกว่าหลักการของประชาธิปไตย เป็นการเรียกร้องที่ตนมั่นใจว่ามันตรงกับความรู้สึกนึกคิดของคนไทยส่วนใหญ่ที่อยากให้มีการเลือกตั้ง แทนที่จะไปขัดขวางกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง หากผู้มีอำนาจกำลัง เตรียมการเรื่องพรรคการเมืองเตรียมการเรื่องการจะลงเลือกตั้ง ก็ไปทุ่มเทกำลังตรงนั้นให้เต็มที่ ประชาชนก็กำลังรออยู่ การไปใช้มาตรการขัดขวางกับกลุ่มผู้ชุมนุม อาจทำให้เกิดความเสียหาย และสถานการณ์ก็จะบานปลาย สุดท้ายกลุ่มผู้ที่มีอำนาจก็จะต้องเป็นคนรับผิดชอบ”

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจพูดถึงคนเสื้อแดง ว่า ฮาร์ดคอร์ เสื้อแดง อย่าได้แหลมออกมา ตนก็ไม่ทราบว่าหมายความว่าอะไร แต่ถ้าพูดถึง นปช. เรายืนยันหลักการสันติวิธีมาโดยตลอดช่วงนมเคลื่อนไหวของกลุ่มคนคนอยากเลือกตั้ง แกนนำ นปช. ก็เคารพในแกนนำของกลุ่มดังกล่าว ไม่ได้เข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมแต่อย่างใด ฮาร์ดคอร์ จะแหลมหรือไม่แหลม ตนไม่ทราบ แต่อยากฝากบอกเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย ว่า อย่ามาแหลมเกินไป ทำให้สถานการณ์บานปลาย

ขณะนี้ก็ผ่านมาแล้ว 4 ปี สำหรับรัฐบาล คสช. คิดว่าการปกป้องสิทธิมนุษยชนล้มเหลว หรือไม่นั้น ส่วนตัวคิดว่า ตลอดเวลา 4 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ของประเทศไม่ได้พัฒนาในทางที่ดีขึ้นอย่างที่ผู้มีอำนาจพยายามจะกล่าวอ้าง หลายท่านบอกว่า ตั้งใจจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมือง พยายามทุ่มเทมาตลอด 4 ปี ตนก็รับฟัง แต่ผลจากการกระทำตนไม่เห็นว่า มันจะแตกต่างหรือนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่าได้ ในส่วนของความปรองดองจนถึงวันนี้มีรูปธรรมอยู่อย่างเดียวคือ น้องเกี่ยวก้อย (มาสคอตสัญลักษณ์ความปรองดอง) การปฏิรูปมีแต่แผน กระบวนการเลือกตั้งก็ไม่มีหลักประกันว่าจะเกิดขึ้นได้ตาม โรดแม็ป ไม่มีหลักประกันว่าหลังการเลือกตั้ง บ้านเมืองจะคลี่คลายไปสู่ประชาธิปไตย เพราะแผนการทอดอำนาจก็ยังเป็นที่สังเกตและวิพากษ์วิจารณ์อยู่ปัจจุบัน

การแสดงความไว้อาลัย ผ่านดอกกุหลาบแดง และจุดเทียนแดง

“ ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ไม่ว่าตัวเลขที่ฝ่ายเศรษฐกิจรัฐบาลแถลงมาอย่างไร ตนรับฟัง แต่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่หาเช้ากินค่ำ สะท้อนกลับมาว่า หากินลำบาก ไม่รู้ว่าแผนเศรษฐกิจของรัฐบาล นอกจากคุยกับนายทุนประชารัฐแล้ว ได้ไปพบปะกับผู้ที่หาเข้ากินค่ำหรือไม่ ถ้าหากท่านไป เพราะความจริงเช่นนั้นจะอธิบายกับประชาชนเรื่องสภาพเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างไร ไม่ได้ไปอยู่ในสถานะที่จะประเมินการทำงานของรัฐบาล เพียงแต่ตนพูด ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งว่า ยังไม่เห็นอะไรที่ดีกว่า และยังไม่เห็นอนาคตที่ดีขึ้น “

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การสั่งปิดช่อง พีชทีวี สอดคล้องกับการชุมนุมหรือไม่นั้น ตนพยายามประเมินเหตุผลอื่นๆ แต่จากสถานการณ์ที่ผ่านมาพบว่า หากเกิดเหตุการณ์ทางการเมืองใดเกิดขึ้น ชะตาก็จะเกิดกับช่องพีชทีวีอยู่เป็นประจำ เมื่อมีกำหนดเวลา ที่การออกอากาศก็ไปพอดีกับการจัดกิจกรรมรำลึกครบรอบ 4 ปีของรัฐประหาร ซึ่งกลุ่มคนอย่างเลือกตั้งก็ได้นัดหมายไว้ล่วงหน้า ตนไม่แน่ใจว่าถ้าหากบ้านเมืองเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง พีชทีวีจะยุติการออกอากาศในสถานการณ์ โดยณรงค์หาเสียงเลือกตั้งด้วยหรือไม่ นี่เป็นอีกรูปธรรมหนึ่ง ที่อธิบายว่าเรื่องสิทธิ์มนุษยชนเสรีภาพของประชาชนทั้งการเผยแพร่ และรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ยังไม่ได้รับการปกป้องดูแลอย่างอย่างแท้จริง เราพยายามเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับพีชทีวีอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ในใจก็ยอมรับว่า โลกของความเป็นจริงมันลำบากที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมในวันที่ฝ่ายบ้านเมืองไม่มีให้

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า ในการชุมนุมรำลึกในวันที่ 19 พ.ค. กับ วันที่ 22 พ.ค. รัฐประหาร มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่นั้น ตนมองว่า เหตุการณ์บ้านเมืองเชื่อมโยงกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 แล้ว แต่การจัดกิจกรรมแต่ละวาระ มีสถานการณ์เฉพาะอยู่ในตัวเอง เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ตอนเกิดเหตุการณ์ วันที่ 19 พ.ค. 2553 ก็ยังไม่มีการรัฐประหาร ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 วันนี้เป็นวาระที่เรารำลึกถึงคนที่บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากสถานการณ์นั้นเป็นสำคัญ

“ จะมีความเกี่ยวโยงหรือไม่นั้นก็เป็นเรื่องของบรรทัดประวัติศาสตร์ที่อธิบายว่า ความสูญเสียของประชาชนเมื่อปี 2553 ยังไม่ได้สร้างบทเรียนให้กับสังคมไทยว่า บ้านเมืองนี้ต้องแก้ไขหาความขัดแย้งทางการเมืองทางประชาธิปไตย จนสุดท้ายเกิดการรัฐประหาร ในวันที่ 22 พ.ค. 2557 จนได้ การรำลึกอดีตทุกครั้ง สังคมต้องหมายถึง การสรุปบทเรียน เพื่อเดินไปข้างหน้า แต่วันนี้กลายเป็นว่า เป็นการรำลึกอดีต เพื่อตอกย้ำความเจ็บปวดของผู้ถูกกระทำ และไม่รู้ว่าจะค้นหาความเป็นธรรมให้คนเจ็บ คนตายจากที่ใด ”

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนคดี 99 ศพ ของ นปช. อาการหนักกว่าเรื่องการสร้างความปรองดองที่รัฐบาลทำไว้ การสร้างความปรองดองอย่างน้อยเห็น น้องเกี่ยวก้อย ที่อนุสาวรีย์ชัยฯ แต่คดี 99 ศพ ไม่เห็นอะไรเลย แม้แต่เสียงอธิบายจาก ป.ป.ช. หลังจากยุติการชุมนุม ทุกอย่างไปเริ่มต้นที่ ป.ป.ช. ผ่านมา 8 ปีแล้ว วันนี้ทุกอย่างก็กลับไปเริ่มต้นที่ ป.ป.ช. อยู่เหมือนเดิม คดีนี้ยิ่งเดินยิ่งไกล ได้รับความเพิกเฉย ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้ที่มีอำนาจที่จะรับผิดชอบ

ในเดือนนี้ ปปช. จะรับคำร้องไปพิจารณา ตนก็จะรอดูที่สุดถ้าจะต้องพึ่งกระบวนการของกฎหมายความจะต้องวางร้อง และจะขอความกรุณาจาก ป.ป.ช. ว่า อย่าได้วางตัวเป็นคู่กรณีประชาชน ขอให้ท่านทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ตนเชื่อว่าต้องเป็นยอมรับ

อย่างไรก็ตามเรายังศรัทธาในความจริง วันหนึ่งความยุติธรรมจะต้องกลับมาคืนสู่สังคมอีกครั้ง ไม่มีสังคมไหนอยู่ภายใต้อยุติธรรมตลอดกาล ” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการทำบุญ ได้พิธีไว้อาลัย จุดเทียนสีแดง และวางดอกไม้กุหลาบสีแดง เพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต ในวันที่ 19 พ.ค. 2553

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีตำรวจมาร่วมสังเกตการณ์ และควบคุมความสงบ 1 กองร้อย จำนวน 150 นาย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน