เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ และรองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึง การควบควบคุมตัวแกนนำคนอยากเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า บรรยากาศที่เราเห็นคล้ายตอนยึดอำนาจใหม่ๆ คือ เมื่อปฏิวัติ มีกฎอัยการศึก ห้ามชุมนุม ห้ามเรียกร้อง แต่พออยู่มา 4 ปี แล้วจึงมีความสำคัญ เพราะอยู่เท่าเวลาของรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง หากรัฐบาลปกติ จะมีการเลือกตั้งทุก 4 ปี การมาทวงโรดแมปเลือกตั้ง ที่ 4 ปีแล้ว แต่ยังไม่บอกวันเลือกตั้ง ก็เป็นสิทธิของประชาชนเจ้าของประเทศที่จะมาถามได้
“ความผิด ฐานชุมนุมเกิน 5 คนขึ้น ไม่ใช่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เป็นความผิดเพราะ คสช.บอกว่าผิด ตามคำสั่งคสช.ที่ห้าม สิ่งที่ควรพูด ไม่ใช่เรื่องของการให้ประกันตัว แต่จะต้องไม่ควรถูกฝากขังเลย จะผิดจะถูกก็สู้คดีกันไป ด้วยความเคารพต่อคสช. ตัวเลขผู้ชุมนุมก็ไม่ได้สูง แต่ผลของการชุมนุมออกมาเยอะ เพราะ เจ้าเหน้าที่ไปขัดขวาง ไปจับกุม ก็เลยเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมา หากปล่อยให้แสดงออกตามสมควร ไปยื่นหนังสือ เรื่องก็คงไม่ใหญ่โต หากทำไม่ดี จะเกิดกระแสตีกลับมายังคสช.ได้” นายปริญญากล่าว
ส่วนสถานการณ์การเมือง ที่คสช. ใช้พลังดูดอดีตส.ส. เพื่อเตรียมสืบทอดอำนาจหลังการเลือกตั้ง นายปริญญา มองว่า เพราะ เป้าหมายคือ ต้องการเป็นรัฐบาลต่อ จึงต้องทำแบบนี้ ผลที่จะเกิดจะเป็นผลในทางลบต่อคสช. เอง เพราะเป็นการเมืองแบบเดิม หากจะเป็นนายกฯ แล้วอยู่ได้ ลำพัง 250 ส.ว. ที่แต่งตั้งเองคงไม่พอ จะต้องมีเสียงส.ส. ในสภาอย่างน้อย 250 เสียงด้วย แต่จากสถิติการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ได้ส.ส.รวมกันเกิน 400 เสียง แม้วิธีการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปเป็นบัตรใบเดียว แต่ก็เชื่อว่า ทั้ง 2 พรรคใหญ่ จะมีคะแนนรวมกันเกิน 250 เสียงอยู่ดี
“หากว่าเดือนมิ.ย.นี้ ตัวเลขส.ส.เก่าในมือ กดเครื่องคิดเลข บวกลบคูณหารแล้ว หากไม่ถึงจำนวนที่จำเป็นต่อการตั้งรัฐบาลแล้วอยู่ได้ ผมว่าถอยดีกว่า ถ้าเดินหน้าต่อไปก็ไม่ได้เป็น แล้วกลับสู่สถานะคนกลางอีกครั้ง ทุกอย่างจะเกิดเรื่องในทางบวกคืนมา”