เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 2/2561 ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมรับทราบการตั้งคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด และคณะทำงานอำนวยการจัดการข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำแห่งชาติ มีเลขาฯ สทนช.เป็นประธาน
โดยให้จัดประชุมติดตามสถานการณ์น้ำภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเตรียมการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบข้อมูลได้ทันต่อเหตุการณ์ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ โดยพล.อ.ฉัตรชัย สั่งการว่า อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จำนวนกว่า 40 แห่ง ให้เร่งระบายน้ำ ส่วนอ่างเก็บน้ำที่มีแนวโน้มปริมาณน้ำมากกว่าสูงกว่าระดับที่กำหนด โดยเฉพาะภาคอีสานต้องเร่งปรับ และให้กระทรวงมหาดไทย และกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำรวจอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่มีอยู่กว่าหมื่นแห่งว่ามีผู้รับผิดชอบหรือไม่ พร้อมกับสั่งการให้ทุกหน่วยงานประสานงานเพื่อเฝ้าระวังในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก 28 แห่ง จำนวนกว่า 8 ล้านไร่ โดยให้มีแผนป้องกันภัยในระดับจังหวัด มีผู้รับผิดชอบหลักโดยตรง ให้ตรวจสอบความพร้อมใช้งานสภาพประตูระบายน้ำ คันกั้นน้ำ เป็นต้น
นายสมเกียรติ กล่าวว่า นอกจากนั้นให้กระทรวงมหาดไทย กำชับผู้ว่าราชการจังหวัด รับข้อมูล และข้อสั่งการต่างๆ ไปปฏิบัติ โดยให้มีศูนย์ข้อมูลของตนเอง และกำหนดผู้รับผิดชอบในทุกอาคารและทุกพื้นที่ ส่วนกรมอุตุฯให้ประกาศข้อมูลพยากรณ์อากาศให้เป็นเอกภาพ ขณะที่กลไกทหารจะพร้อมในการพัฒนาฟื้นฟู ทั้งนี้ในวันที่ 4 มิ.ย. นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานมอบนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางการปฏิรูปการบริหารจัดการน้ำของประเทศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ในวันที่ 4 มิ.ย.นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อสร้างการรับรู้และเฝ้าระวัง ให้กับประชาชน และความพร้อมรับสถานการณ์น้ำหลากปี 2561 ขณะที่ต่างจังหวัดจะดำเนินการสร้างการรับรู้ในพื้นที่ต่างๆ ในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อเตรียมพร้อมโดยเฉพาะเดือน ส.ค.-ก.ย. นี้ ที่จะเป็นช่วงปลายฤดูฝน ที่คาดว่าจะมีพายุเข้าและอาจเกิดน้ำท่วมได้
“พล.อ.ฉัตรชัย สั่งการให้ว่าในทุกอาคารทุกพื้นที่ ต้องมีผู้รับผิดชอบหากเกิดกรณีที่เกิดน้ำท่วม ให้ทุกหน่วยติดป้ายประกาศพร้อมเบอร์โทรศัพท์สายตรงไปถึงหัวหน้าศูนย์ อธิบดี ถึงขอบเขตความรับผิดชอบ เพื่อให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย.นี้ เพื่อจะได้ไม่มีการเกี่ยงความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานเกิดขึ้น และหากมีการเพิกเฉย จะถือว่ามีความผิดละเลยการทำหน้าที่ได้ ยกตัวอย่างในกทม. เมื่อมีการคาดกาณ์ว่าจะเกิดฝนตก และอาจเกิดน้ำท่วมต้องทำงานเชิงรุก เตรียมการระบายน้ำไว้ล่วงหน้าในพื้นที่ที่อยู่ในเขตความรับผิดชอบทันที อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์ในพื้นที่เขตรอยอย่างใกล้ชิด อาทิ กรุงเทพฯ-ปทุมธานี และพื้นที่ในและนอกเขตชลประทาน ฯ”