วันที่ 3 มิ.ย. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มนปช. กล่าวถึงการเปิดตัวพรรคการเมืองของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ว่า ทำไมต้องตั้ง “พรรครวมพลังประชาชาติไทย” และทำไมน้ำตาต้องท่วมเวที เพราะลำพัง 5 มาตรการดังต่อไปนี้ ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้ว่า คสช.จะสืบทอดอำนาจได้จากการเลือกตั้งตามรธน.60ของพวกเขา
1.การทำงานมวลชนอย่างทุ่มเท ใช้กำลังพลทั้งทหารและพลเรือนนับแสน ลงพื้นที่เกือบ 9 หมื่นหน่วย รวมทั้งงบประมาณจำนวนหลายแสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนทัศนคติของประชาชนที่มีต่อพรรคเพื่อไทย ระบอบทักษิณ และการเมืองเก่าแบบเลือกตั้ง แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จดังที่ตั้งเป้าหมายไว้ แม้จะซ่อนเร้น “ภายใต้ข้ออ้างว่ายกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน”ก็ตาม
2.การจัดการกับพรรค “อนาคตใหม่”(อคม.) โดยการขู่ถึงขั้นอาจจะโดนยุบพรรค หรืออาจจะถูกกล่าวหา ว่าเป็น “กบฏ”ด้วยซ้ำเพียง เพียงเมื่อ อคม.ประกาศที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 60 โดยให้ประชาชนมีส่วนในการร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ทั้งนี้เนื่องจากการตอบรับของประชาชนวงการต่างๆที่มีต่อพรรคอนาคตใหม่เป็นไปอย่างคึกคักและนับแต่ขยายตัวเข้มแข็งมากยิ่งๆขึ้นทุกวัน
3.การจัดการกับพรรค “เพื่อไทย”ในหลายมิติ ที่หนักหน่วงที่สุด ก็คือการตั้งข้อหา ผู้ใหญ่พรรคจำนวน8ท่านด้วยข้อกล่าวหาฉกรรจ์ 6 ข้อหาด้วยกัน และข้อกล่าวหาดังกล่าวพร้อมที่จะยกระดับเป็น “การยุบพรรค”ได้ในทันทีที่มีความจำเป็น แต่กลายเป็นว่า ยิ่งตีก็ยิ่งโต ยิ่งทุบก็ยิ่งขยายตัว ยิ่งรังแกยิ่งได้รับคะแนนสงสารมากขึ้น
4.การดูด นักการเมือง ชื่อดัง กลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนครปฐม กลุ่มสมศักดิ์เทพสุทิน กลุ่มสุวัจน์ลิมปตพัลลภ กลุ่มชลบุรี กลุ่มสุชาติตันเจริญ กลุ่มสุพรรณบุรี อดีตสส.ปชป ฯลฯเพื่อเตรียมมาเป็นฐานการเมืองรองรับคสช.ในอนาคตแต่เมื่อดูจากความเป็นจริงแล้วปริมาณยังไม่พอ แม้จะนับรวมภูมิใจไทยเข้าไปด้วยก็ตาม
5.พรรคการเมืองตั้งใหม่จำนวนหนึ่งไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชารัฐ พรรคพลังธรรมใหม่ พรรคประชาชนปฏิรูป และพรรคอื่นๆอีกหลายพรรค ก็ไม่สามารถเป็นแกนกลางในการสร้างฐานมั่นคงแข็งแรงสนับสนุนคสช.ให้กลับมาเป็นนายกฯหรือรัฐบาลได้
นพ.เหวง กล่าวอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องอาศัย ฐานมวลชน กปปส. ที่คสช.ฝากความหวังไว้ว่า จะสร้างฐานคะแนนสนับสนุนได้ นี่จึงเป็นที่มาของการ จัดตั้ง พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) เริ่มแรกตั้งใจที่จะให้ใหญ่โตเลิศหรูอลังการ แต่พอคุณธานี เทือกสุบรรณเปิดตัวตั้งแต่เดือนมีนา61 ก็แผ่วทันที ไม่ได้เกิดผลสะเทือนที่มุ่งมาดปรารถนาเลยแม้แต่น้อย จึงต้องพยายามที่จะไปรวบรวมเอา แม่เหล็กมารวมตัวกันจัดตั้งเป็นพรรค จนได้ อเนกเหล่าธรรมทัศน์ ประสารมฤคพิทักษ์ สุริยใสกตะศิลา จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจจะสร้างแรงสะเทือนได้
ร้อนถึงสุเทพ เทือกสุบรรณต้องเปลืองตัวลงมาเล่นเอง แต่สุเทพมาเล่นบทนี้กลับเป็นการลดเกรดตนเองให้ถอยลงจากเดิม ที่เป็นหัวหน้ากปปส.ประกาศว่ามีมวลมหาประชาชนหลาย 10 ล้านคนสนับสนุนตน มาวันนี้หาคนมาเข้าร่วมเพื่อจัดตั้งพรรค ยังแทบจะควานหาไม่เจอ ขุนพลรอบข้างกลับไปซบกับประชาธิปัตย์แทนและที่หวังว่ากปปส.จะไปยึดครองประชาธิปัตย์นั้นแทบจะไม่เห็นหนทางใดเลยว่าจะเป็นจริงไปได้ ถ้าเป็นเพียงพันธมิตรกันในบางเรื่องอาจจะเป็นไปได้
ในวันนี้การเปิดตัว รปช.แทนที่จะสร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้อย่างแรง กลับไม่มีอะไรเลยในการเปิดตัวในครั้งนี้ มีก็แต่น้ำตาของนายสุเทพท่วมเวที ซึ่งก็ไม่ทราบว่าน้ำตาที่หลั่งมานี้ หลั่งมาด้วยความสะเทือนใจที่มีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์กปปส.ชัตดาวน์ประเทศไทยจริงหรือไม่ หรือหลั่งเพราะถูกแทงใจดำด้วยข้อกล่าวหาว่า “ตระบัดสัตย์”ซึ่งจะนำความเสียหายมาให้กับ รปช.เอง หรือ “ขมขื่นใจกับการปิดประเทศของกปปส.เพื่อกรุยทางให้เกิดการรัฐประหาร คสช.แล้ว สิ่งที่เรียกว่า ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง” หรือเปล่า
การเปิดตัวของ รปช.น่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง แม้จะเป็นการเปิดตัวของฝ่ายสนับสนุนรัฐประหาร แต่ก็น่าจะยิ่งใหญ่อลังการสร้างผลสะเทือนทางการเมืองได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า การเปิดตัวของ น้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มแจ้งเกิดทางการเมืองอย่าง “อนาคตใหม่”
แต่การณ์กลับเป็นว่า เทียบชั้นกันไม่ได้เลย แบบมองไม่เห็นฝุ่น อย่าคิดว่า “การใช้น้ำตา”จะเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศได้ อย่าคิดว่า เพียงพร่ำพูดว่า “ยอมเป็นขี้ข้าประชาชน”แล้วจะเรียกเสียงสนับสนุนจากประชาชนได้
เพราะประชาชนเห็นได้อย่างชัดเจนจากบทบาทของ นายสุเทพตลอดระยะของการเป็นนักการเมืองอย่างยาวนานแล้วว่า ยอมเป็นขี้ข้าประชาชนหรือไม่ ยิ่งในตอนที่เป็นกปปส.ยิ่งชัดเจนว่า สุเทพยอมเป็นขี้ข้าประชาชนหรือไม่
ขี้ข้าประชาชนคนไหนที่ ยกกองกำลังไปปิดล้อมธนาคารสามแห่งที่เตรียมเงินนับพันล้านเพื่อจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนา ขี้ข้าประชาชนคนไหนที่ยกกำลังไปปิดล้อมสถานเอกอัครราชทูตสองประเทศใหญ่ประจำประเทศไทยเพื่อเรียกร้องไม่ให้ซื้อข้าวจากไทย
“ประชาชนต้องจับตาดูต่อไปว่าบรรดาคนทั้งหลายเหล่านี้จะมีบทบาทอย่างไรต่อไปในอนาคตการเมืองไทย ยังจะสร้างสถานการณ์เพื่อเป็นเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารยึดอำนาจอีกต่อไปหรือไม่ ยังจะทำหน้าที่เป็นบริษัทบริวารให้กับคณะยึดอำนาจรัฐประหารในการบริหารประเทศอีกต่อไปหรือไม่ คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลมแต่อย่างใดแต่เห็นได้ชัดจากประวัติทางการเมืองของบรรดาพลพรรคเหล่านี้ต่างหาก” นพ.เหวงกล่าว