มอบวิษณุ นั่งควบยธ.ชั่วคราว บิ๊กโด่งจ่อขึ้นรมว. บิ๊กเบี้ยว-บิ๊กโชย ก็มีชื่อในโผด้วย แบแล้วกม.พรรค

ตีลูกขนไก่- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โชว์ลีลาตีลูกแบดมินตัน ระหว่างร่วมออกกำลังกายประจำสัปดาห์กับเหล่าข้าราชการที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.

ครม.ตั้ง”วิษณุ เครืองาม” รักษาการรมว.ยุติธรรม เจ้าตัวไม่หนักใจ เพราะที่ผ่านมาก็กำกับดูแลอยู่ ด้าน”บิ๊กตู่”เผยสเป๊กรัฐมนตรีใหม่ตั้งมาแล้วต้องทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องทหาร โผปรับยังไม่ลงตัว สะพัดโยก”อุดมเดช สีตบุตร”ไปคุมกระทรวงศึกษาฯ แทน”บิ๊กหนุ่ย” ส่วนเก้าอี้รมว.ยุติธรรมนั้น”บิ๊กต๊อก”ฝากชื่อ”พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน”ผู้ช่วยรัฐมนตรีขึ้นแทน “กัมปนาท-ฉัตรเฉลิม”จ่อชิงเก้าอี้รมช.กลาโหม กรธ. แบร่างกฎหมายพรรคการเมือง มีโทษถึงยุบพรรคถ้าไม่ปฏิบัติมาตรา 23 ผุดคณะกรรมการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง

“บิ๊กตู่”ไม่ตอบปรับ”ครม.ตู่ 4”

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำสัปดาห์ ซึ่งเลื่อนมาจากวันที่ 6 ธ.ค. โดยก่อนการประชุม นายกฯ ได้มายืนดูความเรียบร้อย หลังเจ้าหน้าที่ได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประดิษฐาน บริเวณด้านหน้าตึกสันติไมตรี และอัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ประดิษฐานที่ด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความคืบหน้าการปรับครม.ตู่ 4 พล.อ.ประยุทธ์มีสีหน้าเรียบเฉยก่อนเดินขึ้นห้องประชุม ครม.ทันที

ป้อมให้ว่าไปตามกม.-กรณีบีบีซี

ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นายกฯ และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม.ถึงกระแสข่าวให้พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ไปนั่งควบรมว.ยุติธรรม ว่า ตนไม่รู้ เรื่องนี้ต้องถามนายกฯ และการปรับครม. นายกฯ ไม่ได้สอบถามตน และตนก็ไม่ได้แนะนำอะไรไป

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการดำเนินการกับเพจบีบีซีไทยที่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสถาบัน พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า เรื่องนี้มีการไปเสนอข่าว ถือเป็นหน้าที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ อะไรที่ผิดกฎหมายก็ดำเนินการทั้งหมด ไม่ละเว้น ส่วนจะมีการฟ้องร้องหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ผิดก็ว่า ตามผิด ส่วนการตรวจค้นนั้น เขาทำตามหน้าที่ ไปดูว่ามีอะไรผิดบ้าง ส่วนจะเป็นเพจจริงหรือไม่ สื่อน่าจะรู้ดีกว่าตน และถึงแม้จะมีสำนักงานอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ใช้คนในประเทศไทย เป็นเพื่อนๆ สื่อกันทั้งนั้น ต้องไปดู

เมื่อถามว่าต้องสั่งปิดสำนักงานในไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ตนยังไม่รู้เลยว่าปิดอะไร ต้องรอเจ้าหน้าที่ดำเนินการ อะไรผิดก็ว่าตามผิด

สะพัด”อุดมเดช”นั่งรมว.ศึกษาฯ

พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวก่อนประชุมครม.ถึงกระแสข่าวที่มีชื่อไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ว่า ไม่มีความเห็นเพราะเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาที่จะดูว่าใครเหมาะสมอย่างไร ตนไม่ทราบ เพราะนายกรัฐมนตรีไม่ได้บอกอะไร และขณะนี้ก็ยังทำงานเต็มที่อยู่แล้ว คิดว่าไม่นาน นายกฯ คงจะแจ้งให้ทราบเอง

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ถึงมีกระแสข่าวจะถูกปรับไปเป็นรมว.คมนาคม แทนนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ ว่า ไม่ทราบ แล้วแต่พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ส่วนการปรับครม.ครั้งนี้จะขอตำแหน่งรมช.เกษตรฯ เพิ่มอีกตำแหน่งหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับนายกฯ

รายงานข่าวแจ้งว่า สำหรับกระแสข่าวปรับ ครม. ภายหลังมีพระราชโองการแต่งตั้งให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ และพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นองคมนตรี เบื้องต้นในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ คาดว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้พล.อ. อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม มาเป็นรมว.ศึกษาธิการ ส่วนพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ ยังอยู่ที่เดิม เนื่องจากทั้งสองคนเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 14 (ตท.14) สามารถทำงานร่วมงานกันได้

ฉัตรเฉลิม-กัมปนาทจ่อนั่งแทน

ขณะที่ตำแหน่ง รมช.กลาโหม มีแคนดิเดต ประกอบด้วย บิ๊กเบี้ยว พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข 15 สมาชิกสนช. อดีตเสนาธิการทหารบก ถือเป็นคีย์แมนคนหนึ่งในการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557 และเป็นที่ไว้วางใจของ นายกฯ โดยก่อนหน้านั้นคาดกันว่าภายหลังเกษียณอายุราชการ พล.อ.ฉัตรเฉลิมจะได้เป็นรัฐมนตรี แต่ขณะนั้นนายกฯ ยังไม่สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมได้ จึงแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กรรมการบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ประธาน บอร์ด อสมท

ส่วนแคนดิเดตอีกคนที่จะได้รับพิจารณาคือ บิ๊กโชย พล.อ.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ตท.16 สมาชิก สนช.และอดีตผู้ช่วยผบ.ทบ. นายทหารทำงานใกล้ชิดนายกฯ เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ ยังเป็นน้องคนสนิทของพล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม รวมถึงพล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย

เผยไพบูลย์ชงชื่อนิวัตรคุมยธ.

รายงานแจ้งว่า แม้ พล.อ.อุดมเดช จะถูกย้ายไปเป็นรมว.ศึกษาธิการ แต่ยังคงเป็นหัวหน้าผู้แทนพิเศษรัฐบาล ในคปต.ส่วนหน้า เนื่องจากเป็นการแต่งตั้งตัวบุคคล ไม่ได้แต่งตั้ง ตามตำแหน่ง จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาภาคใต้ ขณะที่แคนดิเดตที่จะเป็น รมช.กลาโหม ทั้งสองคนมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่แล้ว โดยพล.อ. ฉัตรเฉลิมเคยเป็นอดีตเสนาธิการทหารบก ในฐานะอดีตเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ส่วนพล.อ.กัมปนาทเคยปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่หลายปี

ส่วนตำแหน่งรมว.ยุติธรรม พล.อ.ไพบูลย์ ได้เสนอชื่อ พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เพื่อนตท.15 ให้นายกฯ พิจารณาหลังจากเข้าพบเมื่อ วันที่ 6 ธ.ค. เนื่องจากมีความเหมาะสมและสานต่องานได้ แต่ขึ้นอยู่กับนายกฯ จะตัดสินใจ เพราะยังมีคนที่ไม่ได้นั่งตำแหน่งรมช.กลาโหม อีก 1 ตำแหน่ง อาจมานั่งรมว.ยุติธรรมก็เป็นได้

ตั้งวิษณุ-ธีระเกียรติรก.รัฐมนตรี

ต่อมาเวลา 13.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังการประชุม ครม. เรื่องของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลว่า รัฐบาลมีอยู่แล้ว ทั้งมาตรการทางภาษี การท่องเที่ยว การใช้ จ่ายต่างๆ ทุกอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ปัญหามีอยู่ว่าคนที่ใช้และได้รับผลประโยชน์เขาจะใช้หรือเปล่า เพราะทุกอย่างเป็นมาตรการที่ออกไปแล้ว

เมื่อถามถึงความชัดเจนในการปรับ ครม.ตู่ 4 นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ยังไม่จำเป็นต้องปรับ ครม.ทั้งหมด ตนเพียงแต่ให้มีผู้รักษาการในตำแหน่งที่ว่างลง โดยให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ รักษาการ รมว.ยุติธรรม และให้นายธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ ทำหน้าที่รักษาการ รมว.ศึกษาธิการ

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการปรับในตำแหน่ง อื่นๆ ตนจะเป็นผู้ดำเนินการในเวลาที่เหมาะสม ส่วนที่ถามว่ารัฐมนตรีใหม่จะต้องมาจากทหารหรือไม่นั้น ขอบอกว่าใครจะเป็นอะไรก็ได้ แต่ต้องเข้ามาทำงานได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ส่วนตำแหน่ง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมนั้น จะรอแต่งตั้งพร้อมกับตำแหน่งอื่นในคราวเดียวกัน ซึ่งขณะนี้พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ทำหน้าที่รักษาการ รมว.ดิจิทัลฯ อยู่ ซึ่งงานต่างๆ ยังคงเดินหน้า

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนที่มีข่าวจะรับย้ายพล.อ.ฉัตรชัยนั้น ตนเห็นว่าก็ยังทำงานได้เดินหน้าอยู่ เมื่อถามว่าการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่จะเข้ามารับหน้าที่ใน ครม.เสร็จเรียบร้อยและนำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ยัง”

ชี้ดำเนินคดีบีบีซีตามกม.ไทย

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ในเรื่องของโรดแม็ป ที่สงสัยกันว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั้น ตนพูดมาตลอดว่ามันมีอะไรเกิดขึ้นบ้างในประเทศไทย ขอให้ไปดูสถานการณ์และติดตาม ความก้าวหน้ากันต่อไป ไม่ใช่เป็นเพราะรัฐบาล อยากจะเปลี่ยน หรืออยากจะทำ

เมื่อถามถึงกรณีสื่อต่างชาติโดยเฉพาะบีบีซี นำเสนอข่าวเกี่ยวกับสถาบันของไทย นายกฯ กล่าวว่า ถ้าสื่อต่างประเทศนั้นมีสาขาอยู่ในไทย และมีนักข่าวคนไทยอยู่ เมื่อทำผิดกฎหมายไทยก็ต้องดำเนินคดี ก็แค่นั้น เหมือนเราไปอยู่ประเทศอื่น ถ้าเราทำผิดในประเทศเขาเรา ก็โดนดำเนินคดีเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศเขาอาจจะเห็นว่าไม่ผิด ตรงนี้ตนไม่รู้ แต่ในประเทศไทยถือว่าผิด ยกเว้น ไม่ได้ ใช้กฎหมายเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นสื่อหรือใครถ้าผิดก็ต้องผิด ดังนั้น จะทำอะไรต้องระวัง อย่าไปทำผิดที่เป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวคนอื่นเขา จนเกิดความวุ่นวายสับสน มาตรา 116 ก็มี ถ้าทำผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก็ต้องดำเนินคดี ตนไม่ได้ขู่ ดังนั้น ถ้าต้องการให้ประเทศสงบสุขก็ต้องช่วยกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 13.30 น. พล.อ. ประยุทธ์พร้อมด้วยพล.อ.ประวิตรเดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) โดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า เช่นเดียวกับการไปติดตามงานตามนโยบายที่กระทรวงต่างๆ ก่อนหน้านี้ คาดว่าไปดูความคืบหน้าในการปฏิรูป ตร.

วิษณุไม่ตื่นเต้นได้รก.ยุติธรรม

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวกรณีนายกฯ มอบหมายให้รักษาการ รมว.ยุติธรรมว่า ที่จริงตนดูแลกระทรวงนี้มานานแล้ว ในฐานะรองนายกฯ ที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรม ในช่วงที่พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา อดีต รมว.ยุติธรรม เดินทางไปต่างประเทศ วันนี้ยังไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ เป็นการทำหน้าที่ในช่วงที่ยังไม่มีรัฐมนตรีเท่านั้น ส่วนจะรักษาการนานเท่าใด ยังไม่รู้และนายกฯ ไม่ได้ฝากให้ดูอะไรเป็นพิเศษ ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้ คิดว่าจะนัดหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรม มาหารือ เพราะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นขนาดนั้น

ดาว์พงษ์เข้ากระทรวงลาขรก.

ที่กระทรวงศึกษาธิการ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และอดีตรมว.ศึกษาธิการ ได้เข้าสักการะพระพุทธรูปประจำกระทรวง ศาลพระภูมิเจ้าที่ และอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 เพื่ออำลาในโอกาสที่ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรี ก่อนจะรับประทานอาหาร ร่วมกับผู้บริหารองค์กรหลัก และข้าราชการ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จากนั้นเปิดโอกาสให้ข้าราชการจำนวนมาก มอบดอกกุหลาบ ที่ห้องทำงาน อาคารราชวัลลภ

พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวว่า ตลอด 15 เดือนที่ทำงานร่วมกับข้าราชการ ศธ.นั้น ทำให้ตนได้เห็นวิธีคิด การทำงานและการแก้ปัญหาต่างๆ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและมั่นใจได้ว่าข้าราชการ ศธ.ทุกคนมีความแข็งแกร่ง สามารถเดินหน้าการปฏิรูปการศึกษาได้ ฉะนั้น ไม่เป็นห่วงหรือ กังวลใดๆ เชื่อมั่นว่าข้าราชการทุกคนจะทำงานกับรมว.ศึกษาฯคนใหม่ได้อย่างดี ซึ่งการทำงาน ต่างๆ ก็ไม่ห่วงเช่นกัน เรื่องสำคัญได้เสนอคณะกรรมการนโยบายและการศึกษา หรือซูเปอร์บอร์ดด้านการศึกษา ที่มีนายกฯ เป็นประธานไว้หมดแล้ว

“นิวัตร”ก็มีชื่อจ่อนั่งรมว.ยธ.

รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรม แจ้งว่า สำหรับบุคคลที่คาดว่าจะมารับตำแหน่งรมว.ยุติธรรมคนใหม่นั้น คาดว่าจะเป็น พล.อ.นิวัตร มีนะโยธิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เนื่องจากถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ในสมัยที่พล.อ.ไพบูลย์ ยังดำรงตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม โดยปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีและเป็นที่ไว้วางใจของพล.อ.ไพบูลย์ ให้ดูแลเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด และยังคอยกลั่นกรองงานสำคัญให้กับพล.อ.ไพบูลย์ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พล.อ.นิวัตร จะมาดำรงตำแหน่ง เป็นรมว.ยุติธรรมต่อจากพล.อ.ไพบูลย์ เพราะได้รับความไว้วางใจจากพล.อ.ไพบูลย์ อีกทั้ง งานและนโยบายต่างๆ สามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง แต่ขึ้นอยู่กับนายกฯ ว่าจะตัดสินใจเลือกใครมาดำรงตำแหน่งดังกล่าว

กรธ.แบร่างกม.พรรคการเมือง

ที่รัฐสภา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน จัดแถลงเปิดเผยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งเป็นร่างที่กรธ.พิจารณาเบื้องต้น เพื่อเผยแพร่ต่อผู้เกี่ยวข้องและประชาชน เพื่อประกอบการรับฟังความคิดเห็น

นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรธ. กล่าวสรุปสาระสำคัญ ว่า เนื้อหาเหล่านี้ยังปรับได้ ตราบที่ยังไม่ได้ส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) พิจารณา กฎหมายพรรคการเมือง คือ 1 ใน 4 กฎหมายสำคัญสำหรับเตรียมการเลือกตั้ง กรธ.มุ่งหวังให้พรรคการเมืองเป็นเครื่องมือของประชาชน แม้ที่ผ่านมานักการเมืองจะตีปลาหน้าไซว่า กฎหมายฉบับนี้ ต้องการบีบพรรคให้ขาดอิสระการทำงาน ง่อยเปลี้ยเสียขาจนทำอะไรไม่ได้ แต่ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันพิจารณาเนื้อหาฉบับนี้ด้วยว่า เป็นจริงดังนั้นหรือไม่ สาระสำคัญที่กรธ.อยากให้เห็นคือ ในมาตรา 23 การดำเนินงานกิจการของพรรคต้องมีกิจกรรมตามที่กำหนด 4 ข้อ

ขัดมาตรา 23 ถึงขั้นยุบพรรค

นายอุดมกล่าวว่า จุดเริ่มต้นการเกิดพรรค การเมือง ต้องเริ่มจากการรวบรวมคนให้ได้ 500 คน เรียกว่า สมาชิกผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง มีเงินลงทุนประเดิมอย่างน้อย 2,000 บาท แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อคน ทำให้อย่างน้อยทุนประเดิมพรรคจะมี 1 ล้านบาท โดยรายนามการจ่ายเงินจะต้องมีบัญชีเปิดเผย จดทะเบียนกับนายทะเบียนพรรคการเมือง ที่เปลี่ยนมาให้เลขาธิการกกต.ดำรงตำแหน่งแทนของเดิมที่กำหนดให้เป็นประธานกกต. มีการประกาศให้รับทราบทั่วกันในราชกิจจานุเบกษา ภายในปีแรกจะต้องมีการหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คน และภายใน 4 ปี จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 20,000 คน กำหนดให้แต่ละภาคมีอย่างน้อย 1 สาขาพรรค ที่ประกอบด้วยสมาชิกพรรคที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่อย่างน้อย 500 คน ระดับจังหวัด ให้ตั้ง ตัวแทนพรรค การเมืองประจำจังหวัดกี่คนก็ได้ สำหรับจังหวัดที่มีสมาชิกอย่างน้อย 100 คน

ถ้ากระทำขัด หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา 23 ได้กำหนดโทษไว้ในมาตรา 97 ให้คณะกรรมการส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคนั้นและเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคนั้น

มีกก.สรรหาผู้ลงสมัครเลือกตั้ง

นายอุดมกล่าวว่า กลไกทั้งคณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมการสาขาพรรค และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด จะรับผิดชอบการจัดกิจกรรมทุกอย่างของพรรค และที่สำคัญคือ การสรรหาคนลงสมัครส.ส. แทนที่ของเดิมที่เป็นหน้าที่ของกรรมการบริหารพรรคเพียงอย่างเดียว จึงกำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง มีโครงสร้างประกอบด้วย คณะกรรมการบริหารพรรคจำนวนไม่เกินกึ่งหนึ่ง และอีกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ กรรมการสาขาพรรคและตัวแทนพรรค ประจำจังหวัด

สำหรับข้อห่วงกังวลจะเซ็ตซีโร่พรรค การเมืองเดิมนั้น นายอุดมยืนยันว่า กรธ. ไม่มีความคิดดังกล่าว ทั้งอยากเห็นพรรคการเมืองเก่าบางพรรคที่ดีอยู่แล้ว ช่วยเข้ามาจรรโลงสังคมการเมืองตามกติกาใหม่ที่เรากำหนด พรรคเก่าจะต้องเคลียร์บัญชีสมาชิกเดิม ไม่ให้ซ้ำซ้อนพรรคอื่น ต้องระดมหาสมาชิกให้ได้ 5,000 คน ภายในปีแรกตามที่กำหนดเหมือนพรรคใหม่ ซึ่งพรรคใหญ่คงไม่มีปัญหา แต่พรรคเล็กคงต้องทำงานเหนื่อยหน่อย ถัดมา ก็ต้องเคลียร์เงิน พรรคเดิมก็สามารถกันเงินก้อนหนึ่งมาตั้งบัญชีทุนประเดิมพรรคอย่างน้อย 1 ล้านบาท

แนะพรรคเล็กอยู่เป็นกุฏิ-ชมรม

นายอุดมกล่าวอีกว่า เรายืดหยุ่นอย่างเต็มที่ แต่หากใครทำไม่ได้ ก็ต้องขอห้ามว่า อย่าเพิ่งลงสมัครรับเลือกตั้ง หลายคนกังวลว่า การเคลียร์สมาชิกและบัญชี อาจเปิดช่องให้ไปหานายทุนพรรคได้อีก ก็ต้องระวังเพราะหากบัญชีสมาชิกและการเงินพรรคที่แจ้งต่อนายทะเบียนพรรคไม่ถูกต้อง ก็จะต้องได้รับโทษ ในเรื่องการเงินพรรค ส่วนหนึ่งจะมีการช่วยเหลือตัวเอง เช่น ค่าบำรุงสมาชิก ส่วนการบริจาคของประชาชนหรือนิติบุคคลก็สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ และอีกส่วนจะมาจากการได้รับเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนของ กกต. ที่ส่วนใหญ่ก็มาจากงบประมาณของรัฐ จ่ายสมทบตามสัดส่วนคะแนน ที่มองกันว่า พรรคเล็กจะอยู่ลำบากใช่หรือไม่ ตนมองว่า ถ้าพรรคเล็กอยู่กันเป็นกุฏิ เป็นสภากาแฟ ก็ไปตั้งแค่กลุ่ม หรือชมรม ก็ช่วยส่งเสริมการเมืองได้

ด้านนายชาติชาย ณ เชียงใหม่ กรธ.กล่าวว่า ในวันที่ 14 ธ.ค. กรธ.จัดงานเเถลงข่าว นำร่างไปชี้เเจงกับผู้เข้าร่วมงานทุกฝ่าย รวมถึง พรรคการเมือง ที่สโมสรสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ขอเชิญพรรคการเมืองร่วมเเสดงความเห็นหากมีข้อเสนอเเนะใดมา จะได้มีเวลาปรับแก้ไขร่างก่อนส่งให้สนช. พิจารณาต่อไป

มาร์คมาแล้ว-แนะตู่แก้ศก.

ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชา ธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับครม.ตู่ 4 ว่า เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์จะใช้โอกาสนี้ประเมินผลงานของรัฐมนตรีทุกคน เพราะงานในช่วงเวลาที่เหลือนั้นมีความท้าทาย จะต้องเร่งทำตามโรดแม็ป ต้องยอมรับว่านายกฯ เกือบจะแบกทุกอย่างไว้ที่ตัวเอง รับบทบาทหนักในการบริหารประเทศ ขณะเดียวกันพล.อ.ไพบูลย์และพล.อ.ดาว์พงษ์ที่ไปรับตำแหน่งองคมนตรีนั้น ถือเป็นกำลังหลักของรัฐบาลชุดนี้ จึงอยาก ให้นายกฯ เลือกคนมาทำงานให้ขับเคลื่อนและผลักดันนโยบายรัฐบาลได้

“จุดเด่นของผลงานรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ คือความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และความพยายามบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ในเรื่องเศรษฐกิจยังมีข้อจำกัดจากทั้งปัจจัยภายใน และภายนอก ผมจึงอยากเสนอให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ อย่างนโยบายมอบเงินผู้มีรายได้น้อย 3,000 บาทนั้น อยากให้ปรับในลักษณะระบบสวัสดิการ ให้เกิดความยั่งยืนมากกว่า” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ดร.ปึ้งแนะเปลี่ยนทีมศก.ทั้งหมด

ด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการปรับ ครม.หลังจากรัฐมนตรี 2 คนได้รับการแต่งตั้งเป็นองคมนตรีว่า รัฐบาลต้องจัดหาคนใหม่มาแทนที่ ซึ่งทั้ง 2 ตำแหน่งนั้นคงไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหาร ทั้งนี้ ปี 2560 เป็นปีที่ต้องเตรียมความพร้อมเพราะจะผ่านกฎหมายต่างๆ ตามโรด แม็ปที่พล.อ.ประยุทธ์ประกาศไว้ ตนคิดว่าระยะ เวลาที่รัฐบาลนี้จะบริหารประเทศก็เหลือน้อยมาก เวลาเริ่มหด ตนก็ไม่คาดหวังว่าเมื่อเปลี่ยน รัฐมนตรีแล้วการบริหารงานจะดีขึ้น เพราะรัฐมนตรีที่ออกไปนั้น ไม่ได้อยู่ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ

“อยากฝาก พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเมื่อต้องปรับ ครม.ใน 2 ตำแหน่งแล้ว อาจจะคิดนำคนที่มีฝีมือด้านเศรษฐกิจมาเป็นรองนายกฯ ดูแลด้านเศรษฐกิจแทนนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รวมทั้ง มาแทน รมว.คลังและรมว.พาณิชย์ด้วย น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น แต่อยู่ที่พล.อ.ประยุทธ์ ว่าจะคิดเห็นอย่างไรบ้าง แต่ประเด็นคือบางคนมีความสามารถ ก็ไม่อยากเอาตนเองมาเสี่ยง กับระยะเวลาสั้นๆ ที่เหลืออยู่นี้ ไม่สามารถแสดงฝีมือได้เต็มที่” นายสุรพงษ์กล่าว

แกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ทำงานได้ยากลำบาก วันนี้ เรายังไม่เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ นานาชาติ สังคมโลกเขาเฝ้ามองอยู่ว่าเมื่อไรประเทศไทยจะก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบ คือมีรัฐธรรมนูญ และมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นขอฝากไว้ในดุลพินิจของพล.อ. ประยุทธ์ด้วย ซึ่งรู้เรื่องนี้ดีที่สุด ความจริงก็คือความจริง

เดินตลาด- น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หาซื้อกับข้าว ผัก ผลไม้ รวมทั้งข้าวสาร ที่ตลาดปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังจากทำบุญถวายสังฆทาน ไถ่ชีวิตโค-กระบือ ที่วัดกู้ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูป และให้กำลังใจจำนวนมาก เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.
เดินตลาด- น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หาซื้อกับข้าว ผัก ผลไม้ รวมทั้งข้าวสาร ที่ตลาดปากเกร็ด จ.นนทบุรี หลังจากทำบุญถวายสังฆทาน ไถ่ชีวิตโค-กระบือ ที่วัดกู้ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูป และให้กำลังใจจำนวนมาก เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.

ปูทำบุญวัดกู้-คนบ่นศก.แย่

ที่วัดกู้ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ทำบุญถวายสังฆทาน และไถ่ชีวิตโค กระบือ หลังจากนั้นได้เดินทางไปยังตลาดปากเกร็ด เพื่อซื้อข้าว ผัก ผลไม้ ไข่ รวมทั้งข้าวสารที่แม่ค้าซื้อมาจากชาวนา จ.บุรีรัมย์ เพื่อจำหน่ายต่อ โดยมีประชาชน พ่อค้า แม่ค้า ให้ความสนใจเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะเดียวกันมีเสียงสะท้อนจากพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นเสียงเดียวกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี คนจับจ่ายใช้สอยน้อย กำลังซื้อต่ำไม่เหมือนช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ผบ.ทบ.ลั่นเข้มงวดมาตรา 112

ที่กรมการบินขนส่งทหารบก พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์หลังมีการเปลี่ยนแปลงรัชกาลเป็น ร.10 ว่า เรื่องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งในสังคมไทยต้องยอมรับว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานหลายร้อยปี หากพูดเต็มปากคือบ้านเมืองเราที่มีเอกราช มีความเจริญรุ่งเรืองมาจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากเรามีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นจุดศูนย์รวมดวงใจประชาชนทุกคน

ผบ.ทบ.กล่าวว่า การที่จะมีใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแสดงความรู้สึก ความคิดเห็นแตกต่างด้วยเหตุผลใดๆ ก็ตาม อาจจะด้วยวัฒนธรรมจากสังคมอื่นก็ตามเพื่อทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสียโดยที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ เป็นเรื่องที่พวกเราเองที่เป็นกำลังหลักคือกองทัพคงยอมไม่ได้ ฉะนั้นเราจะบังคับใช้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อย่าง เข้มงวดกวดขันกับบุคลากรที่แสดงออกในพฤติกรรมที่สังคมไทยไม่ยอมรับ ต้องฝากเน้นย้ำกับบางคนที่ไม่มีจิตใจตามที่กล่าวแต่ด้วยอารมณ์ชั่ววูบ แชร์ โพสต์ ข้อความต่อ เมื่อเป็นความผิดแล้ว ต้องดำเนินการ ตนจะดำเนินการเข้มงวดกวดขันเรื่องนี้ ส่วนการดำเนินการกับสำนักข่าวบีบีซีไทยที่เผยแพร่บทความไม่เหมาะสมนั้น ทางพล.อ.ประวิตร ตอบไปแล้ว ต้องเป็นไปตามนั้น ให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการดำเนินการ

“บิ๊กตู่”งัดม.44 ยกเลิกคตร.

วันที่ 7 ธ.ค. เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 70/2559 เรื่อง การยกเลิกคำสั่งคสช. ที่ 45/2557 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ตามที่คสช.มีนโยบายสำคัญและเร่งด่วนในการป้องกันและขจัดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เพื่อทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ มุ่งเน้นแผนงานหรือโครงการที่สำคัญของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐ ให้โปร่งใสและถูกต้องภายใต้กรอบ งบประมาณของรัฐ แต่ปัจจุบันมีหน่วยงานหรือองค์กรภาครัฐที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายหรือได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในลักษณะเดียวกับคณะกรรมการดังกล่าวอีกหลายแห่ง จึงสมควรปรับปรุงกลไกหรือเครื่องมือป้องกันและขจัดปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและลดความซ้ำซ้อน อันเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้าคสช. โดยความเห็นชอบของคสช.จึงมีคำสั่ง ดังนี้

1.ให้ยกเลิกคำสั่งคสช. ที่ 45/2557 เรื่อง แต่งตั้งคตร. ลงวันที่ 3 มิ.ย. 2557, คำสั่งคสช.ที่ 122/2557, คำสั่งคสช.ที่ 123/2557, คำสั่งคสช.ที่ 6/2558 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และคำสั่งคสช.ที่ 4/2559 เรื่อง การปรับปรุงองค์ประกอบ คตร. ลงวันที่ 17 ต.ค. 2559

2.บรรดาบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งหรือมติครม.ใด ที่อ้างถึง คตร. ให้ถือว่าอ้างถึงคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือผู้ที่นายกฯมอบหมาย

3.ในกรณีเห็นสมควรนายกฯหรือครม. อาจเสนอให้คสช.แก้ไขเปลี่ยนแปลงคำสั่งนี้ได้

4.คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป สั่งวันที่ 7 ธ.ค.2559 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.

“ฮู”ชมออกกำลัง-“ตู่”ย้ำห้ามทิ้งงาน

เมื่อเวลา 15.12 น.วันที่ 7 ธ.ค. ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมออกกำลังประจำสัปดาห์เป็นครั้งที่ 3 กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบ โดยทันทีที่กลับจากตรวจเยี่ยมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายกฯ ได้ลงจากรถเพื่อลงไปร่วมอบอุ่นร่างกายทันทีโดยไม่เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย ประมาณ 10 นาที โดยมีเจ้าหน้าที่จากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เป็นผู้นำเพื่อเรียกเหงื่อ ก่อนที่นายกฯ จะโชว์ลีลาหวดลูกขนไก่อีกประมาณ 5 นาที ก่อนจะกลับขึ้นไปปฏิบัติภารกิจต่อ บนห้องทำงานที่ตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่บริเวณสนามหญ้ายังคงมีกิจกรรมต่างๆ เพื่อออกกำลังกาย อาทิ ชักเย่อ แบดมินตัน ตะกร้อและฮูลาฮูป

ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีการวิจารณ์รัฐบาลใช้เวลาราชการสั่งให้ข้าราชการไปออกกำลังกายว่า ตนบอกไปแล้วว่าไม่ได้สั่งข้าราชการให้มาออกกำลังกายในเวลานั้นเวลานี้ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลตนขอให้ออกกำลังกายในวันพุธ เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป หากใครมีงานที่ค้างอยู่ก็ไม่ต้องลงมา

“ยืนยันไม่ได้สั่งปิดราชการหรือหยุดให้บริการประชาชน ส่วนในต่างจังหวัดที่มีปัญหานั้นผมได้ให้ตรวจสอบแล้ว ขอย้ำว่าการบริการต่างๆ ยังคงเหมือนเดิม ขออย่าไปติดป้ายประกาศที่ไม่ควรจะปิด อย่าให้เป็นประเด็นเลย” นายกฯ กล่าว

สำนักโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นางมาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐบาลไทย กรณีพล.อ.ประยุทธ์ได้ประกาศนโยบายเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยการชักชวนให้มาออกกำลังกายเป็นประจำในระหว่างสัปดาห์ของการทำงาน ซึ่งเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับผลสรุปของการประชุมนานาชาติว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและสุขภาพ พ.ศ.2559 ระหว่างวันที่ 16-19 พ.ย.2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์การอนามัยโลกให้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมดังกล่าว

ผอ.ใหญ่องค์การอนามัยโลกกล่าวชื่นชมนโยบายดังกล่าวของพล.อ.ประยุทธ์ ว่า เป็นนโยบายที่น่าประทับใจที่เกิดจากการริเริ่มของนายกฯ ไทย ซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้กับรัฐบาลอื่นๆ ในอีกหลายประเทศทั่วโลก และสามารถกล่าวได้ว่านายกฯ ไทยเป็นผู้นำด้านการส่งเสริมการออกกำลังกายในระดับโลก

สปท.ผลงาน1ปี-ดันกม.287ฉบับ

วันที่ 7 ธ.ค. ที่หน้าห้องประชุมรัฐสภา ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นประธานแถลงสรุปผลการดำเนินงาน สปท. ครบรอบ 1 ปี โดยมีประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้ง 12 ด้าน มาร่วมสรุปผลงานด้วย

ร.อ.ทินพันธุ์แถลงว่า สปท.ได้ผลักดันกฎหมายเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศแล้ว 183 ฉบับ และเร่งผลักดันกฎหมายอีก 104 ฉบับ ซึ่งรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ได้ตั้งงบประมาณปี 2560 ไว้เพื่อการปฏิรูป 57 เรื่อง จากที่ สปท.เสนอไป 97 เรื่อง

จากนั้นประธาน กมธ.ทั้ง 12 คณะแถลงผลงาน อาทิ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า ผลงานสำคัญของ กมธ.ด้านการเมืองมี 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การปฏิรูปให้เกิดการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม 2.การปฏิรูปพรรคการเมือง 3.การปฏิรูปผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ดี 4.การปฏิรูปการควบคุมและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ 5.การเสริมสร้างวัฒนธรรมการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และ 6.แนวทางการสร้างความปรองดอง เพื่อวางแนวทางไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

นายเสรีกล่าวว่า กมธ.หวังอย่างยิ่งว่าการปฏิรูปการเมืองจะสำเร็จได้จะต้องปฏิรูปนักการเมืองควบคู่ไปด้วย ต้องมีพรรคที่เป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน และพรรคทางเลือกใหม่ควรต้องเสนอชื่อบุคคลชื่อใหม่ ไม่ใช่นักการเมืองชื่อเดิมๆ หรือหน้าเดิมๆ เพื่อให้ประชาชนได้มีทางเลือกในการตัดสินใจมากขึ้นด้วย

ด้านพ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธาน กมธ.ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน กล่าวว่า กมธ.ได้เสนอรายงานปฏิรูปผ่าน สปท.ไปแล้ว 13 เรื่อง อยู่ระหว่างการศึกษา 5 เรื่อง มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญ อาทิ กฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเสนอ ครม.ไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางแถลงนโยบายรัฐบาล การจัดทำงบประมาณ ต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ

นางนินนาท ชลิตานนท์ ประธาน กมธ.ด้านการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ปฏิรูปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 7,851 แห่ง จากเดิมประกอบด้วย อบจ. เทศบาล อบต. ให้มีโครงสร้างรูปแบบใหม่เพียง 2 รูปแบบ คือ อบจ.และเทศบาล โดยยกฐานะ อบต. ทั่วประเทศเป็นเทศบาล แบ่งอำนาจหน้าที่ชัดเจน กำหนดกลไกภาคประชาชนให้มีส่วนร่วมบริหารงานท้องถิ่นอย่างชัดเจน และอยู่บนพื้นฐานระบบคุณธรรม

บทความก่อนหน้านี้อุ่นใจป๋าเป็นประธาน พระดำรัส ต่อองคมนตรี “ในหลวง”ขอบใจ มาช่วยกันทำงาน “ม.ราชภัฏ”ทั่วปท. จัดถวายพระพร พิธีปฏิญาณตน
บทความถัดไปบิ๊กตู่เยือนตร. สายฟ้าแลบ พอใจผลงาน หนุนเพิ่มไฮเทค “บิ๊กแป๊ะ”สุดปลื้ม