พระเมธีฯฮึ่มเคลื่อนไหว 48องค์กรพุทธร่วมค้าน ตร.โต้จับแพะแฮ็กเกอร์ ยื่นปปช.สอบบ้านบิ๊กติ๊ก
สนช.ถกวันนี้ แก้พ.ร.บ.สงฆ์ มหาเถรฯ-นักวิชาการฮือค้าน ห่วงทำขัดแย้งเพิ่ม 48 องค์กรพุทธเผยยื่นถวายฎีกาแล้ว ให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายกับฝ่ายสงฆ์ เจ้าคุณประสารฮึ่มเคลื่อนไหว “ออมสิน”โยนเป็นเรื่องของสนช. สื่องดตั้งฉายาสภานิติบัญญัติฯ ศรีสุวรรณยื่นป.ป.ช. สอบบ้าน”บิ๊กติ๊ก” ตร.โต้วุ่นจับแพะ นำโจ๋ 19 ฝากขังแล้ว
บิ๊กตู่ร่วมชมขรก.ออกกำลังกาย
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมาร่วมชม และให้กำลังใจข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานต่างๆ ภายในทำเนียบรัฐบาลที่มาร่วมกันออกกำลังกายประจำวันพุธ ที่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบของขวัญซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ผ้าฝ้ายจากร้านจิตรลดา ให้เจ้าหน้าที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ที่มาเป็นวิทยากรนำออกกำลังกาย ทุกสัปดาห์ พร้อมอวยพรขอให้มีความสุขใน วันปีใหม่
สำหรับการออกกำลังกายในวันนี้ ถือเป็นวันพุธสุดท้ายของปี 2559 โดย พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้ร่วมออกกำลังกายครั้งนี้ เนื่องจาก มีภารกิจในนามนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในพิธีวางพานพุ่มดอกไม้ถวาย ราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และในเวลา 17.00 น. นายกฯเข้าเฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่
ตั้ง”บิ๊กป๊อก”นั่งคสช.
วันเดียวกัน ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศคสช.ฉบับที่ 3/2559 เรื่องเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งในคสช. ระบุตามที่มีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในคสช.ตาม ประกาศคสช.ฉบับที่ 1/ 2559 ลงวันที่ 30 ก.ย.2559 แล้วนั้น เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ของคสช. เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) หัวหน้าคสช. จึงให้เปลี่ยน แปลงรายชื่อผู้ดำรงตำแหน่งในคสช. ดังนี้ จากเดิม พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา เป็น พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ตั้งแต่วันที่ 21 ธ.ค. 2559 ประกาศ ณ วันที่ 25 ธ.ค. 2559
สมเด็จช่วงหายอาพาธกลับวัด
ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ สมเด็จพระมหา รัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ กรรมการมหาเถรสมาคม และผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ได้เดินทางกลับวัดแล้ว หลังเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ด้วยอาการลำไส้เล็กตีบตันจากเยื่อพังผืดในช่องท้อง คณะแพทย์รักษาด้วยการผ่าตัด จนอาการโดยรวมปกติดีขึ้น โดยมีคณะภิกษุสามเณร อุบาสก อุบาสิกาวัดปากน้ำ พร้อมใจมาต้อนรับ
ทั้งนี้ พระมหาศาสนมุนี เลขานุการสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ พร้อมด้วยคณะแพทย์ นำรถเข็น มารับไปที่พระอุโบสถวัดปากน้ำภาษีเจริญ เพื่อรับการถวายสักการะจากคณะสงฆ์วัดปากน้ำ นำโดย พระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ พร้อมทั้งเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กลับกุฏิเพื่อพักผ่อน
“เจ้าคุณประสาร”แย้งสนช.
วันเดียวกัน พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จันทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย (ศพศ) โพสต์เฟซบุ๊ก กรณี 84 สนช.เข้าชื่อเสนอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ระบุว่าจากการที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แถลงต่อสื่อมวลชนว่า บัดนี้ สนช.ได้เข้าชื่อกันแล้วจำนวน 84 คน เพื่อเสนอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ในมาตราที่ 7 ว่าด้วยการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชนั้น เรื่องนี้จะประชุมกันในวันที่ 29 ธ.ค.ในรายละเอียดโฆษกวิป สนช.อธิบายพอสรุปความได้ ดังนี้ 1.ให้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ 2.เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งสมเด็จ พระสังฆราชที่ผ่านมา 3.ตัดอำนาจของมหาเถรสมาคมออกไป
ในเรื่องดังกล่าวอาตมามีความเห็นแย้ง ดังนี้ 1.พ.ร.บ.คณะสงฆ์ในปัจจุบัน มาตรา 7 เขียนไว้ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง” ขอถามประธานคณะกรรมาธิการการศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว สนช. โฆษกวิปสนช. และสมาชิกสนช.ที่ลงชื่อทั้ง 84 คนว่าความหมายตามความในพ.ร.บ.คณะสงฆ์ ปัจจุบันนี้ อำนาจการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชในปัจจุบันเป็นของพระองค์ท่านหรือไม่เป็นตามความหมายและเจตนารมณ์ในมาตรานี้จะตอบว่าอย่างไร
สวนใครขัดแย้งใครระบุให้ชัด
2.เพื่อแก้ไขความขัดแย้งนั้น ถามว่าที่ผ่านมาใครขัดแย้งกับใคร ใครรูปไหนขัดแย้งกับใครในคณะสงฆ์หรือในฝ่ายบ้านเมือง ใครขัดแย้งกันในเรื่องนี้บอกมาให้ชัดเจน ยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าพูดอะไรลอยๆ แล้วที่ทำแบบนี้มันจะลดความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ ในข้อเท็จจริงความขัดแย้งเรื่องการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้นไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของคณะ สงฆ์ไทย เพราะพระราชอำนาจนั้นเป็นของพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ไม่มีใครก้าวล่วง แต่ขั้นตอนการเสนอตามกฎหมายนั้นให้เป็นของมหาเถรสมาคม (มส.) และรัฐบาล
“วันนี้ที่เห็นว่ามีความขัดแย้งก็เพราะมีกลุ่มคนบางกลุ่ม บางพวก และฝ่ายกุมอำนาจรัฐจับมือกันเข้ามาก้าวก่าย วุ่นวายในกิจการภายในของคณะสงฆ์จนทำให้เกิดมีความขัดแย้งกันขึ้น แล้วชี้มือให้สังคมเห็นว่าเป็นไงคณะสงฆ์มีความขัดแย้งกัน โดยเฉพาะปมการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ฉันจะเข้าไปแก้ปัญหาให้นะ ปัญหาทั้งปวงก็จะยุติ จึงมีการเซ็ตเรื่อง เซ็ตคน เซ็ตปัญหาทั้งหลายทั้งปวงให้เกิดขึ้นแล้วก็โยนบาปมาให้คณะสงฆ์ตัวเองก็จะเป็นอัศวินม้าขาวเข้ามาแก้ปัญหา” พระเมธีธรรมาจารย์ ระบุ
ชี้นำความขัดแย้งมาสู่สังคม
พระเมธีธรรมาจารย์ ระบุว่า ส่วนเรื่องที่ว่าเพื่อลดความขัดแย้งที่ผ่านมานั้น ประธานคณะกรรมาธิการ โฆษก และสมาชิก สนช. ที่ร่วมลงชื่อทั้งหลายจะเชื่ออย่างนั้นจริงๆหรือ วันนี้ทุกคนทั้งหลายที่กล่าวมาจะซื่อหรือ แกล้งซื่อกันแน่ เพราะวิธีที่กำลังคิดและร่วมกันทำอยู่ในขณะนี้มีแต่จะนำพาความขัดแย้งวุ่นวายสับสนมาสู่คณะสงฆ์และสังคมไทย
3.เพื่อตัดอำนาจมหาเถรสมาคมออกไป เรื่องนี้ไม่มีปัญหาใดๆ เพราะมหาเถรท่านก็ไม่ได้หวงอำนาจใดๆ อยู่แล้ว ถ้าหากว่าสิ่งเหล่านั้นจะเป็นไปเพื่อความบริสุทธิ์ ยุติธรรม เรียบร้อย ดีงาม ถูกต้องและชอบธรรม ในเรื่องนี้จึงขอให้ถามใจของตัวเองให้ดีว่าที่ทำอยู่นี้ทำเพื่ออะไร บริสุทธิ์ใจจริงหรือไม่ ซึ่งถ้าสนช.จะอ้างกันแบบนี้ ในปัจจุบันนี้ความขัดแย้งเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ก็มีสูงมากขึ้นทุกวันๆ การแก้ไขปัญหาก็ ไม่เห็นมีใครเสนอให้ใช้วิธีการตัดอำนาจ ขั้นตอนการเสนอรายชื่อนายกรัฐมนตรีออกจากอำนาจของสภา เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง อย่างที่นำมาอ้างกันเลย
ซัดผิดมหันต์-ฮึ่มเดินหน้าค้าน
“ท่านประธานคณะกรรมาธิการ โฆษก และท่านสมาชิก สนช.ทั้ง 84 ท่าน ถ้าท่านคิดว่าการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง แก้ปัญหาได้ตรงจุด ท่านกำลังคิดผิดอย่างมหันต์ คิดผิดจริงๆ อาตมาจึงขอเตือนท่านด้วยความปรารถนาดี แต่ถ้าท่านคิดว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจอันชอบธรรมของท่านและจะ เดินหน้าในเรื่องนี้แน่นอน ถ้าเช่นนั้นอาตมา องค์กรพุทธ และพระสงฆ์ทั่วประเทศก็จะเดินหน้าในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ไม่มีทางเลือกอื่น และขอฝากเรื่องนี้ไปถึงนายออมสินชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักพุทธฯ และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล ทุกท่านด้วย” พระเมธีธรรมาจารย์ กล่าว
มส.ติงสนช.ควรรับฟังผู้อื่นด้วย
ขณะที่พระพรหมเมธี (จำนง ธัมมจารี) กรรมการมหาเถรสมาคม และโฆษกมหาเถรสมาคม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การออกกฎหมายในลักษณะดังกล่าว ไม่ได้มีการสอบถามมหาเถรสมาคม ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุดในการปกครองคณะสงฆ์ไทย ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 รวมไปถึงคณะสงฆ์ทั่วประเทศ แสดงให้เห็นว่า สนช. คงไม่เห็นความสำคัญของคณะสงฆ์ เปรียบไปเสมือนกับการตัดเสื้อให้คนอื่นใส่ โดยไม่ได้มาวัดตัวคนที่จะมาสวมใส่ ดำเนินการไปเพียงฝ่ายเดียว เข้าใจว่า สนช.มีอำนาจในการออกกฎหมาย แต่ควรรับฟังความเห็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในการออกกฎหมายนั้นๆ
พระพรหมเมธีกล่าวต่อว่า โดยข้อเท็จจริงแล้ว ทางฝ่ายคณะสงฆ์กับฝ่ายบ้านเมืองเอง ก็ไม่เคยมีปัญหาขัดแย้งแต่อย่างใด ซึ่งอาตมาเข้าใจว่า การที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย แสดงว่า ควรจะมีปัญหาเกิดขึ้น แต่ถึงตรงนี้ มหาเถรฯ และคณะสงฆ์ ก็ไม่เคยมีปัญหา ขัดแย้งกับฝ่ายใด แต่ก็ไม่ทราบว่าเรื่อง ที่เกิดขึ้น สนช.มีเหตุผลใด ที่เข้ามาแก้ไข พ.ร.บ. สงฆ์ ณ ขณะนี้
ยังสงสัยทำไมต้องแก้มาตรา 7
พระพรหมเมธีกล่าวด้วยว่า อาตมาก็ ไม่ทราบว่า สนช.จะแก้กฎหมายไปทำไม ขณะนี้บ้านเมืองก็ไม่ได้มีเหตุการณ์ผิดปกติ การปกครองภายในคณะสงฆ์ก็ไม่ได้มีปัญหา ซึ่งการทำงานของมหาเถรฯ ก็ล้วนเป็นไปตามหลักกฎหมายบ้านเมือง จารีตประเพณี และพระธรรมวินัย เรื่องนี้ยังไม่ได้มีการหารือ ในที่ประชุมมหาเถรฯ อย่างไรก็ตาม จะให้นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ช่วยประสานกับนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะกำกับดูแลสำนักพุทธฯ ติดตามผลการประชุม สนช. ในวันที่ 29 ธ.ค.นี้ต่อไป
นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักพุทธฯ กล่าวว่า วันที่ 29 ธ.ค. สำนักพุทธฯ จะขอติดตามนายออมสิน เพื่อเตรียมตอบขอซักถามของ สนช.เกี่ยวกับ มาตรา 7 รวมทั้ง เพื่อรอติดตามผล การหารือระหว่างนายออมสิน และสนช.ว่า จะดำเนินการแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์หรือไม่อย่างไร จากนั้น จะนำข้อสรุปการหารือดังกล่าวรายงานให้มหาเถรสมาคมได้รับทราบต่อไป
ออมสินอ้างยังอยู่ในชั้น”สนช.”
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวกรณี 84 สนช. ลงชื่อเสนอขอแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 ตัดอำนาจมหาเถรสมาคม (มส.) ในการเสนอนามสมเด็จ พระสังฆราชว่า ให้เป็นเรื่องของสนช.ที่จะดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ต้องรอให้สนช.พิจารณาให้เสร็จสิ้นก่อน เท่าที่ทราบสนช.จะพิจารณาวันที่ 29 ธ.ค. ซึ่งตนจะเข้าไปร่วมฟังด้วย ส่วนกรณีพระเมธีธรรมาจารย์เตือนว่าหากมีการแก้ไขกฎหมายอาจมีการชุมนุมของพระสงฆ์นั้น รัฐบาลไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายและไม่อยากให้ตีตนไปก่อนไข้เพราะคงไม่มีอะไรมาก อย่าเพิ่งไปปลุกม็อบเลย คนไทยด้วยกันทั้งนั้น ต้องทำให้เกิดความรักสามัคคีกัน ทุกคนรักชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์เหมือนกัน
เมื่อถามว่าจะไปคุยกับมส.เพื่อทำความเข้าใจเรื่องนี้หรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า เท่าที่ติดตามจากสื่อไม่มีอะไรตื่นเต้น คงไม่ต้องพูดกัน เพราะอยู่ในขั้นตอนของสนช. เมื่อถามว่าการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ที่มส.มีมติและเสนอผ่านรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนเก่า หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ผ่านจะถือว่าชื่อตกไปเลยหรือไม่ นายออมสินกล่าวว่า ไม่ทราบต้องไปถามนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลเรื่องนี้มานาน
จ่อผ่าน 3 วาระรวด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม สนช.วันที่ 29 ธ.ค.มีระเบียบวาระเรื่องร่างพ.ร.บ.คณะสงฆ์ (ฉบับที่…) พ.ศ…. ซึ่งเสนอโดย พล.ต.อ.พิชิต ควรเดชะคุปต์ สมาชิก สนช.และคณะรวม 84 คน โดยการประชุมในครั้งนี้จะเป็นการประชุมเพื่อแจ้งให้รัฐบาลรับทราบเพื่อให้รัฐบาลนำกลับไปพิจารณาอีกครั้ง แต่จากการตรวจสอบเอกสารพบว่ามีสมาชิก สนช.ลงชื่อซ้ำ 3 คน ได้แก่ 1.นายชูเกียรติ รัตนชัยชาญ 2.พล.อ.ไพโรจน์ พานิชสมัย และ 3.นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลวุฒิ
ร่างดังกล่าวมีสาระสำคัญคือการบัญญัติให้พระมหากษัตริย์ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์หนึ่ง และให้นายกฯ ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ จากเดิมที่พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 กำหนดให้สถาปนาสมเด็จพระสังฆราชนั้นต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็นชอบของมหาเถรสมาคมก่อน โดยให้ที่ประชุมมหาเถรสมาคมเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์และนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรง
สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 14 ระบุว่า “ร่างพ.ร.บ.ที่เสนอโดยสมาชิกสนช.นั้น คณะรัฐมนตรีอาจขอไปรับพิจารณาก่อนสนช. จะรับหลักการก็ได้” ไม่ได้กำหนดว่าต้องส่งไปให้พิจารณา ดังนั้น การผลักดันร่างพ.ร.บ. ฉบับแก้ไขของสนช.ในวันที่ 29 ธ.ค. สามารถพิจารณารับหลักการในวาระแรก หรือพิจารณาทั้ง 3 วาระรวดได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอครม.พิจารณาว่าจะส่งร่างแก้ไขกฎหมายฉบับเดียวกันกลับมาให้สนช.ภายใน 30 วัน ขณะเดียวกัน สนช.บางส่วนเห็นว่าควรดำเนินการภายในวันเดียว เนื่องจากแก้ไขเพียงมาตรา 7 ในกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ.2535 เท่านั้น โดยจะรอดูท่าทีจากตัวแทนครม.ที่มารับฟังการเสนอแก้ไขอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังประเมินว่าไม่น่าเกิดแรงกระเพื่อม เพราะไม่ได้ตัดอำนาจมส. แต่มส.ไม่มีอำนาจเสนอชื่อได้ด้วยตัวเอง ต้องเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชจากพระราชาคณะที่มีสมณศักดิ์สูงสุด
ถวายฏีกาขอ”รบ.”หยุดวุ่นสงฆ์
ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ คัมภีรญาณนนท์ เลขาธิการพรรคอธิปไตยปวงชนชาวไทย ในนามผู้แทนองค์กรพุทธ 48 องค์กร แถลงข่าวปกป้องพระพุทธศาสนา เรียกร้องรัฐบาลหยุดกระบวนการดำเนินคดีกับพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และขอให้สนช.หยุดพิจารณาแก้ไขพ.ร.บ.สงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในมาตรา 7 โดยระบุว่าตนเองและคณะได้ยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ผ่านราชเลขานุการในพระองค์ฯ ขอให้นำความ ขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพระบารมีปกเกล้าฯ แก้ไขวิกฤตพระพุทธศาสนาแล้ว พร้อมวิงวอนขอให้รัฐบาล สนช. และหน่วยราชการทุกภาคส่วน ได้กรุณา หยุดการดำเนินการทุกเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับ พระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว พร้อมอาสาเป็นตัวกลางเข้าประสานผู้เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขวิกฤตพระพุทธศาสนาของชาติ
น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า ได้กราบบังคมทูลขอพระบารมีปกเกล้าฯ ดังนี้ 1.โปรดให้รัฐบาลหยุดใช้กฎหมายและการกระทำที่ ไม่เหมาะสมต่อพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 2.โปรดให้ สนช.ระงับการพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 3.โปรดให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องหยุดการดำเนินคดีเกี่ยวเนื่องกับ พระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นการชั่วคราว 4.โปรดให้จัดตั้งคณะกรรมการ ส่งเสริมและพิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งชาติ
แนะสังคายนาสร้างเอกภาพ
น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเสนอรัฐบาลให้จัดสังคายนาพระพุทธศาสนาโดยกราบอาราธนาพระเถระผู้ใหญ่ ผู้นำพุทธบริษัทสี่ ทุกนิกายทุกความเชื่อ สร้างเอกภาพบนความแตกต่างของการนับถือพระพุทธศาสนาในประเทศไทยทบทวนและร่างกฎหมายเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และออกมาตรการป้องกันการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา
“รวมทั้งกำหนดแนวทางการปฏิบัติต่อพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนาอย่างเหมาะสม จัดตั้งศาลสงฆ์เพื่อพิจารณาคดี ที่เกี่ยวเนื่องกับพระภิกษุสงฆ์และพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระภิกษุสงฆ์ ตุลาการ พุทธศาสนิกชนผู้มีความรู้และความยุติธรรมเข้าร่วมพิจารณาคดี ดำเนินการในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง” น.อ.(พิเศษ) คัมภีร์กล่าว
นักวิชาการชี้แก้ม.7-ปัญหาไม่จบ
ด้านนายทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านศาสนาและสังคม กล่าวถึงการผลักดันแก้ไขพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 มาตรา 7 การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชว่า ตามฉบับ 2535 เป็นการใช้ระบบคิดแบบข้าราชการคือสถาปนาพระสังฆราชตามสมณศักดิ์สูง ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยมีการ แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชตามฉบับนี้ การเสนอแก้ไขของสมาชิกสนช.ให้เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยมีนายกฯ เป็นผู้รับสนองฯ จึงกลับไปเหมือนพ.ร.บ. คณะสงฆ์ฉบับ 2505
นายทวีวัฒน์กล่าวว่า ในแง่ดีจะทำให้รัฐโดยอำนาจของพระมหากษัตริย์เข้ามาถ่วงดุลอำนาจของคณะสงฆ์ แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการต่อต้านจากพระที่สนับสนุนสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่จะมองว่าการแก้ไขลักษณะนี้คือการกลั่นแกล้งตัวบุคคล แนวทางของสนช.จะช่วยแก้วิกฤตการตั้งสมเด็จพระสังฆราชในระยะสั้น แต่ระยะยาวปัญหาเดิมจะยังไม่จบ ถ้าจะให้ดีควรกลับไปใช้พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับที่ 2 พ.ศ.2484 ที่วางหลักการประชาธิปไตยเอาไว้ และหากเราสังเกตจะพบว่าการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับสงฆ์จะเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่เป็นประชา ธิปไตยแล้วมักอาศัยอำนาจช่วงนี้ ใช้สภาที่มาจากการแต่งตั้งแก้กฎหมายแบบสายฟ้าแลบ ไม่ว่าจะเป็นปี 2505 หรือ 2535 ต่างจากฉบับ 2484 ที่ผลักดันโดยแนวคิดของคณะราษฎร แม้จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกฯใน ขณะนั้นจะเป็นทหารแต่ก็ยังมาจากการ เลือกตั้งตามกติกา” นักวิชาการศาสนากล่าว
แนะแยกศาสนาออกจากรัฐ
นายสุรพจน์ ทวีศักดิ์ นักวิชาการและ คอลัมนิสต์ด้านศาสนากล่าวว่า ตามที่มส. เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ที่มีสมณศักดิ์สูงสุด ตามพ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2535 แต่ติดขัดเรื่องคดีความ จึงมองว่าสนช.เสนอแก้กฎหมายนี้เพื่อต้องการแก้ปัญหา การตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ให้ได้ กรณีนี้ทำให้พระต้องเริ่มทบทวนตัวเองว่าระบบที่เป็นอยู่ไม่ได้ทำให้มีอิสระในตัวเอง เพราะต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจรัฐตั้งแต่มีกฎหมายคณะสงฆ์ฉบับแรก ส่งผลให้ความขัดแย้งภายใต้องค์กรสงฆ์ที่ผ่านมาต้องไปตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายอนุรักษนิยม หนทางเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือ แยกศาสนาออกจากรัฐ โดยเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องสถาปนาศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นศาสนาประจำชาติ มีตัวอย่างคือประเทศอินเดีย
“ผลกระทบที่จะตามคือพระส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกไม่พอใจ แต่คงจะเรียกร้องอะไรตอนนี้ไม่ได้มาก เพราะวัดพระธรรมกายและศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยก็ติดอยู่หลายคดีคงไม่มีพลังต่อรอง และด้วยลักษณะของรัฐบาลคสช.ก็มักดำเนินการ โดยไม่สนใจอะไร คิดว่าคุมได้ก็จะใช้อำนาจมากขึ้น สำหรับกรณีนี้คงมีการประเมินแล้วว่าเอาอยู่ แต่เมื่อประเทศกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกครั้งความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่จะปรากฏขึ้นอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังสะท้อนความขัดแย้งระหว่างสายธรรมยุตกับ มหานิกายอีกครั้ง เมื่อสายมหานิกายซึ่งมีจำนวนมากแล้วที่ผ่านมาก็มีสมเด็จพระสังฆราชน้อยกว่าธรรมยุตที่มีน้อยกว่า พอกำลังจะได้ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชก็ต้องเจอกับการแก้กฎหมาย” นายสุรพจน์กล่าว
ยื่นปปช.สอบบ้าน”บิ๊กติ๊ก”
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนถึงคณะกรรมการป.ป.ช. ให้ตรวจสอบตามที่ปรากฏเป็นข่าวว่า พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สมาชิกสนช. และอดีตปลัดกระทรวงกลาโหม มีคฤหาสน์ในจังหวัดพิษณุโลก อาจเข้าข่ายความผิดจงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช. เนื่องจากพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 33 (2) กำหนดให้ข้าราชการระดับสูงที่เกษียณอายุราชการ ต้องยื่นทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ภายใน 30 วัน นับแต่วันพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งพล.อ.ปรีชา เกษียณจากตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมเมื่อ 30 ก.ย.59 จึงต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินภายในวันที่ 30 ต.ค.59
นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ตนมีข้อสงสัยว่าการยื่นนั้น พล.อ.ปรีชา ระบุว่ามีบ้านหลังนี้ในบัญชีหรือไม่ เพราะข้อมูลตามที่ปรากฏทั่วไปพบว่าไม่ได้ยื่นและเจ้าตัวก็ยอมรับ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างการปลูกสร้างมาสองปีแล้ว แต่กลับไม่ดำเนินการยื่นต่อป.ป.ช. จึงเรียกร้องให้ป.ป.ช.ตรวจสอบเพื่อเป็นบรรทัดฐานต่อไป
จี้ยึดหรืออายัดชั่วคราว
“บ้านหลังนี้มูลค่าหลายล้าน ถ้าคนรับราชการตั้งแต่ยศนายร้อยจนถึงเป็นนายพลเงินเดือนที่ได้รับทั้งหมดประมาณ 10 กว่าล้านบาทเท่านั้น การมีเงินสร้างบ้านขนาดนี้จึงก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติด้วยหรือไม่ หากป.ป.ช.ตรวจสอบพบว่าพล.อ.ปรีชา ไม่ได้ยื่นหรือแสดงบัญชีทรัพย์สินก็ขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 41 โดยเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไป และในระหว่างที่ยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฯ ป.ป.ช.สามารถออกคำสั่งให้ยึดหรืออายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราวได้” นายศรีสุวรรณ กล่าว
ด้านนายยงยุทธ มะลิทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการป.ป.ช. ผู้รับหนังสือร้องเรียน กล่าวว่า เรื่องการอายัดทรัพย์สินตามกฎหมายป.ป.ช.จะทำได้นั้นต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงก่อน
ตร.ยันเร่งสอบเตือนบึ้มมั่วอยู่
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. กล่าวถึงกรณีที่เมื่อคืนวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา ระบบเฟซบุ๊กแจ้งเตือนเกิดเหตุระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯว่า ในกรณีนี้ขอให้พี่น้องประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยืนยันว่าไม่เป็นเรื่องจริง เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือการแจ้งเตือนดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของระบบเฟซบุ๊ก หรือเกิดจากการกระทำที่มีีเจตนาของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคม ประชาชน ผู้กระทำต้องมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา14 (2) ฐานนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยเกิดความเสียหายกับความมั่นคงของประเทศ และก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่พี่น้องประชาชน มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 500,000 บาท
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวต่อว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงและตำรวจไม่นิ่งนอน ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบทุกมิติว่าเป็นเพราะระบบมีปัญหาผิดพลาด หรือมีคนจงใจสร้างความตื่นตระหนก พร้อมทั้งตรวจสอบว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ด้วยหรือไม่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังทำหนังสือสอบถามไปยังบริษัทแม่ของเฟซบุ๊ก ถ้าตรวจแล้วพบว่าเกิดจากระบบมีปัญหาต้องดูราย ระเอียดว่าผู้ที่ดูแลระบบได้ใช้ความรู้ความสามารถหรือไม่ หรือมีความจงใจหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีมาตรการดำเนินการอยู่แล้ว ถ้าหากบริษัทแม่ของเฟซบุ๊กไม่ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดของบริษัท เจ้าหน้าที่ก็มีแนวทาง ในการดำเนินการอยู่แล้ว
โต้วุ่นจับแพะ-ย้ำโจ๋ 19มือแฮ็ก
รองโฆษกตร.กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามจับกุมกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่เจาะข้อมูลเว็บไซต์หน่วยงานราชการว่า เจ้าหน้าที่ทหารจะส่งมอบตัวผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มเติมเร็วๆ นี้ แต่ขอไม่เปิดเผยว่ามีจำนวนกี่ราย โดยจะทยอยส่งมอบตัวให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการและให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) ขยายผลถึงผู้ร่วมขบวนการที่เหลือ และหากพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงใครก็จะดำเนินคดีอย่างแน่นอน
พ.ต.อ.กฤษณะกล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีที่โลกโซเชี่ยลมีเดียมีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจับกุม นายณัฐดนัย คงดี อายุ 19 ปี ผู้ต้องหาเจาะข้อมูลเว็บไซต์หน่วยงานภาครัฐ และเป็นสมาชิกเพจต่อต้านซิงเกิลเกตเวย์ ว่าอาจจับกุมผิดคนหรือเป็นแพะนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าไม่ใช่แพะ เจ้าหน้าที่ดำเนินการทุกอย่างตามขั้นตอนของกฎหมาย อีกทั้งผู้ต้องหาก็ให้การรับสารภาพ ดังนั้น ขอย้ำว่าไม่มีการจับแพะแน่นอน
ฝากขัง-ค้านประกันโจ๋วัย19
ที่ศาลอาญา รัชดาฯ ร.ต.อ.ชลิต มณีพราว พนักงานสอบสวนบก.ปอท. ได้นำตัวนาย ณัฐดนัย มาขออำนาจศาลฝากขังเป็นครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน โดยดำเนินคดีหลายข้อหา อาทิ อั้งยี่ ปลอมและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ด้วยข้อมูลปลอมหรือเท็จ อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.ยาเสพติด ชั้นสอบสวน ผู้ต้องหาให้การภาคเสธ
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนต้องสอบพยาน อีก 5 ปาก รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลางต่างๆ จึงขอฝากขังเป็นเวลา 12 วันตั้งแต่ วันที่ 28 ธ.ค. 59-8 ม.ค.60 และขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากเกรงว่าจะหลบหนี
ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้ว ไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้
รับกองทัพมีนักรบไซเบอร์
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ผบ.สส. กล่าวถึงการป้องกันการแฮ็กข้อมูลทางไซเบอร์ว่า ต้องเข้าใจว่าเรื่องไซเบอร์ทางกองทัพดำเนินการมาหลายปี เพราะว่ากองทัพทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ส่วนที่เป็นปัญหาในสังคมไทยนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง โดยผู้เกี่ยวข้องชี้แจงทำความเข้าใจกับแล้วว่าพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2559 ที่กำลังบังคับใช้ออกมาเพื่ออะไรและมีประโยชน์อย่างไร
พล.อ.สุรพงษ์กล่าวว่า กฎกติกาเหล่านี้มีเจตนาเพื่อปกป้องคนดีคนบริสุทธิ์จากพวกอาชญากรทางเทคโนโลยี ที่พยายามแสวงหาประโยชน์ในเทคโนโลยีใหม่ๆ เพราะฉะนั้นต้องหามาตรการมาคุ้มครองคนดีไม่ให้เดือดร้อน จึงต้องออกกฎหมายฉบับนี้มา ซึ่งทั่วโลกก็ทำกัน ถ้าไม่ทำผู้ไม่หวังดีจะขยายผล สุดท้ายกลไกในการลงโทษในสังคมก็จะตามไม่ทันในที่สุด กฎระเบียบต่างๆ เหล่านี้ ก็ชี้แจงแล้วว่าสามารถแก้ไข หรือเพิ่มเติมได้
เมื่อถามว่าในส่วนกองทัพมีนักรบไซเบอร์หรือไม่ พล.อ.สุรพงษ์กล่าวว่า ทุกกองทัพทั่วโลกมีนักรบไซเบอร์ทั้งนั้น อย่างเช่นในกองทัพสหรัฐอเมริกาตั้งหน่วยบัญชาการไซเบอร์ขึ้นมา โดยมีนายทหารระดับพล.อ.เป็นผู้บังคับบัญชา ซึ่งตนคิดว่าเป็นหน่วยงานขนาดใหญ่มีนักรบไซเบอร์เป็นหมื่นๆ คน แต่ของเราเพิ่งเริ่มต้น เทคโนโลยีก็พัฒนาไม่มากนัก ดังนั้นงานพวกนี้ของเราก็ไม่เยอะ จึงจำเป็นต้องพัฒนาควบคู่กันไป อย่างไรก็ตามอยากให้แยกแยะมิติด้านความมั่นคงกับปัญหาใน โซเชี่ยลมีเดียนั้นแตกต่างกัน
สื่องดตั้งฉายาสภานิติบัญญัติ
วันเดียวกัน สื่อมวลชนประจำรัฐสภา ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการงดการตั้งฉายาแก่ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติ ว่ามีมติงดตั้งฉายาแก่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติประจำปี 2559 ออกไปก่อน เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ทางการเมืองไม่อยู่ในสภาวะปกติ ซึ่งถือเป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่ไม่มีการตั้งฉายา นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์รัฐประหาร เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2557