“อภิรดี”รับลูกบิ๊กตู่ เซ็นแล้ว สั่งจ่ายค่าเสียหายจีทูจี บุญทรงพึ่งศาลฟ้องถึงที่สุด “บิ๊กติ๊ก”ไม่สนลูก-เมียโดนคุ้ย

รมว.พาณิชย์เซ็นแล้ว สั่งฟ้องยึดทรัพย์คดีขายข้าวจีทูจี บุญทรงโต้คดียังไม่จบ สั่งยึดทรัพย์แล้ว ซัดไม่เป็นธรรม-จ้องล้มล้าง “บิ๊กติ๊ก”เมิน โดนบี้ปม”ฝายแม่ผ่องพรรณ” ลั่นเมียทำถูกต้อง แฉอีกมีเครื่องบินทหารอำนวยความสะดวก บินตรวจฝาย รองผวจ.ตรังยันเดินหน้าถวายฎีกา-ร้องศาลปกครอง ไม่สนคนโทร.มาขอเคลียร์

ยื่นร้อง”ปปช.”ปมฝายผ่องพรรณ
เมื่อ วันที่ 19 ก.ย. ที่สำนักงานคณะกรรม การป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบกรณีการตั้งชื่อฝาย “ผ่องพรรณพัฒนา” และการมอบแท็งก์น้ำติดชื่อของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งน่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย

นายศรี สุวรรณกล่าวว่า จากที่มีการเผยแพร่ภาพฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา และแท็งก์น้ำที่ติดภาพและชื่อของพล.อ.ปรีชา พร้อมด้วยนางผ่องพรรณ ทางโลกโซเชี่ยลมีเดียจำนวนมาก กรณีดังกล่าวน่าจะไม่ถูกกฎหมาย เพราะนางผ่องพรรณไม่ได้เป็นข้าราชการในสังกัดกระทรวงกลาโหม เป็นเพียงภริยาปลัดกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ดังนั้นการดำเนินการของนางผ่องพรรณทั้งการสร้างฝายและการตั้งชื่อฝายให้สอด คล้องกับชื่อตนเองจึงไม่น่าจะถูกกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีการใช้ เจ้าหน้าที่ทหารในการดำเนินการ

แฉอีกเมียบิ๊กติ๊กนั่งเครื่องทหาร
นายศรี สุวรรณกล่าวอีกว่า และการเดินทางจาก กทม.ไปเชียงใหม่ก็ใช้เครื่องบินของกองทัพอากาศซึ่งเป็นทรัพย์สินของทาง ราชการ โดยมีพล.อ.ปรีชา พล.อ.อ.ตรีทศ สนแจ้ง ผบ.ทอ. พล.ท.ศิริพงษ์ วงศ์ขันตี เจ้ากรมการพลังงานทหาร สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.พิสิทธิ์ สิงหราไชย ผอ.ศูนย์พัฒนาปิโตรเลียมภาคเหนือ สังกัดศูนย์การปฏิบัติการป้องกันประเทศและพลังงานทหาร กรมการพลังงานทหาร สำนัก งานปลัดกระทรวงกลาโหม อำนวยความสะดวกให้นางผ่องพรรณ และคณะภริยา ซึ่งไม่ใช่หน่วยงานราชการ

“ดังนั้นทั้ง 4 คน จึงเข้าข่ายละเลยและทุจริตต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542” นายศรีสุวรรณกล่าว

กห.ชี้ชาวบ้านตั้งชื่อฝาย”แม่ผ่อง”
แหล่ง ข่าวจากสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ชี้แจงถึงการวิพากษ์วิจารณ์การสร้างฝายที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ว่า การสร้างฝายที่จุดนี้เป็นไปตามแนวคิดของนางผ่องพรรณ จันทร์โอชา นายกสมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ที่หารือหน่วยในพื้นที่ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2559 หลังรับทราบปัญหาจากชาวบ้านในพื้นที่ จึงขอให้หน่วยในพื้นที่ไปสำรวจว่าควรจะสร้างฝายในจุดใดให้ประชาชน รวมทั้งจะนำโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติไปปลูกในพื้นที่ด้วย จากนั้นทหารก็ร่วมกับชาวบ้านสำรวจและเลือกจุดที่จะสร้างฝายแล้วก็ช่วยกัน สร้าง โดยใช้ไม้ไผ่และหินที่มีอยู่แล้วตามภูมิประเทศ ไม่ได้ใช้งบประมาณมากนักมีแค่ค่าอาหาร เครื่องดื่มและน้ำมันรถ โดยใช้งบฯของกรมการพลังงานทหาร กระทรวงกลาโหม

แหล่งข่าวระบุ ด้วยว่า ส่วนเรื่องชื่อฝาย “แม่ผ่องพรรณพัฒนา” นั้น ทางหน่วยรายงานว่าชาวบ้านช่วยกันคิดชื่อขึ้นมาเองเพื่อเป็นการต้อนรับ เนื่องจากชาวบ้านมีความคุ้นเคย เคารพนับถือนางผ่องพรรณอยู่แล้ว เพราะปกติจะมาทำประโยชน์ให้ชาวบ้าน มาเยี่ยมเยียนแจกผ้าห่ม และมีโครงการนำลูกหลานกำลังพลที่เป็นเด็กพิเศษมาเที่ยวจ.เชียงใหม่ด้วย

คาดฝีมือพวกตกโผย้ายทหาร
แหล่ง ข่าวระบุอีกว่า ที่มีรูปภาพนางผ่องพรรณ และฝายออกมา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีคนในนำภาพเหล่านี้ไปส่งต่อเพื่อเผยแพร่บิดเบือนและหวังผล เพราะรู้ว่านางผ่องพรรณเป็นเป้าทางการเมือง เนื่องจากเป็นภริยาพล.อ.ปรีชา ซึ่งเป็นน้องชายของพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ก็น่าที่จะสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากพวกที่ผิดหวังจากการแต่งตั้งโยกย้ายโผทหาร ล่าสุด และไม่พอใจปลัดกลาโหม นอกจากนี้ อาจเป็นเพราะมีคนในไม่พอใจหรือไม่ชอบนางผ่องพรรณ เนื่องจากเป็นคนดุ เข้มงวด และเจ้าระเบียบก็อาจทำให้เกิดความไม่พอใจ นางผ่องพรรณจะชี้แจงเรื่องนี้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 20 ก.ย. เวลา 14.30 น. นางผ่องพรรณ จะเดินทางมาเป็นประธานเปิดงานที่ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง สมาคมภริยาข้าราชการสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ย่านศรีสมาน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี

บิ๊กติ๊กโต้ลูกรับงานทภ.3 ถูกต้อง
พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกระแสข่าวระบุ หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ที่นายปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย ถือหุ้นส่วนได้รับเหมา 2 โครงการ ของกองทัพภาค 3 (ทภ.3) ส่วนหน้า สร้างอาคารค่ายพ่อขุนผาเมือง ตึกแถวนายทหารประทวน โรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ จ.ตาก จำนวน 26.9 ล้านบาทในช่วงปี 2558-2559 ว่า เรื่องนี้บุตรชายทำถูกกฎหมายทุกอย่าง โดยเฉพาะขั้นตอนของการประกวดราคาที่มีหลายบริษัทเข้าร่วมแข่งขัน เมื่อบริษัทลูกชายของตนเสนอราคาเป็นที่น่าพอใจทางกองทัพภาคที่ 3 จึงได้ว่าจ้างให้บริษัทลูกชายตนเข้าไปรับเหมาก่อสร้าง

“ผม ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย และไม่ได้ใช้อำนาจวาสนาของผมเลย เป็นเรื่องของลูกชาย ผมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอะไร ส่วนจะนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย ผมก็ไม่ได้สนใจอะไร อยากจะเปิดเผยข้อมูลอะไรก็เปิดไปไม่ได้มีความกังวลอะไร แต่ถ้าอะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด เพราะทุกอย่างในการดำเนินของลูกชายทำไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ไม่ได้แทรกแซงอะไรหรือเอาอำนาจไปบีบบังคับว่าคนนี้เป็นลูกชายผมแล้วจะต้อง ได้โครงการ ดังกล่าว ผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบริษัทลูกชายอยู่แล้ว” พล.อ.ปรีชากล่าว

เมินถูกคุ้ย-มั่นใจไม่ได้ทำผิด
ผู้ สื่อข่าวถามว่าเพราะเป็นน้องชายนายกฯ เลยถูกจับตามองใช่หรือไม่ พล.อ.ปรีชา กล่าวว่า แน่นอนอยู่แล้ว จึงได้นำประเด็นหลายๆ ประเด็นมาผูกโยงกัน แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภริยา และบุตรชาย ตนไม่สนอยู่แล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่ทุกอย่างครอบครัวตนทำอย่างถูกต้องตรงไปตรงมา ถ้าเรื่องไม่ถูกต้องตนไม่ทำอยู่แล้ว

“อยากจะขุดคุ้ยอยากจะ ทำอะไรก็ทำไป ถ้าเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่ถ้าทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องเดี๋ยวก็ย้อนกลับไปหาเขาเอง ตนก็ไม่อยากจะพูดอะไรมาก” พล.อ.ปรีชากล่าว

กกต.ธีรวัฒน์ยื่นค้านมติผู้ตรวจ
รายงาน ข่าวแจ้งว่า นายสมภพ ระงับทุกข์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายธีรวัฒน์ ธีรโรจน์วิทย์ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการพรรคการเมือง ได้ส่งหนังสือโต้แย้งไปยังสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติว่านายธีรวัฒน์มีพฤติกรรมเข้าข่ายผิดจริยธรรม พร้อมกับขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 ขอสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาพิจารณาในการยื่นอุทธรณ์มติของผู้ตรวจการแผ่นดิน

นาย ธีรวัฒน์อ้างว่า มติของผู้ตรวจการฯ เป็นไปโดยรวบรัด ปกปิดการดำเนินการและรับฟังข้อมูลของผู้ร้องเพียงด้านเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องทราบข้อร้องเรียน ข้อเท็จจริง รวมทั้งพยานหลักฐานที่ผู้ร้องอ้างว่าตนกระทำผิด ทำให้ไม่สามารถโต้แย้งแสดงหลักฐานได้ถูกต้องตรงประเด็น เมื่อยื่นคำชี้แจงไปก็อ้างว่าส่งมาล่าช้า และรีบสรุปความมีมติว่าตนมีพฤติกรรมผิดจริงตามที่ร้อง

โวยไม่ให้ผู้ถูกร้องชี้แจง
ทั้ง ที่กระบวนการรับฟังข้อเท็จจริงยังไม่ยุติ และไม่ควรยุติโดยการฟังความข้างเดียว เท่ากับว่าผู้ตรวจการฯ กระทำการฝ่าฝืนมาตรา 31 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดิน 2552 การดำเนินการของผู้ตรวจการฯ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและจริยธรรมการตรวจสอบที่มีการดำเนินการไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนอย่างร้ายแรง จึงขอโต้แย้งมติและขอใช้สิทธิตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร คัดสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้อง

โดยเอกสาร ที่นายธีรวัฒน์ขอตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารประกอบด้วย หนังสือร้องเรียนของผู้ร้องเรียนทุกฉบับ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง พยานหลักฐานประกอบคำร้องทุกชิ้น หนังสือที่ประธานสภาพัฒนาการเมืองได้ยื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบ พร้อมหลักฐานที่เกี่ยวข้อง บันทึกข้อเท็จจริงและความเห็นของเจ้าหน้าที่ที่ใช้ประกอบการพิจารณาของ ผู้ตรวจการฯ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง บันทึกความเห็นของผู้ตรวจการฯ แต่ละคน รายงานการประชุมที่เกี่ยวเนื่องกับการพิจารณาและมีมติในเรื่องนี้ พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้อง และเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่มีในสำนวนนอกเหนือจากที่ขอมา โดยขอให้จัดส่งสำเนาเอกสารทั้งหมดภายใน 7 วัน หรืออนุญาตให้ไปตรวจเอกสารสำนวนดังกล่าวและถ่ายเอกสารได้ หากผู้ตรวจการฯ ไม่ให้ข้อมูลข่าวสารตามที่นายธีรวัฒน์ร้องขอ ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่นายธีรวัฒน์มากขึ้น และยังเป็นการตอกย้ำถึงการดำเนินการที่ปกปิดซ่อนเร้น ไม่โปร่งใส มุ่งร้ายต่อนาย ธีรวัฒน์โดยตรง เข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้

อภิรดีให้ปลัดสั่งฟ้องข้าวจีทูจี
ที่ กระทรวงพาณิชย์ นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ช่วงเช้าวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เซ็นหนังสือคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายในคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี นักการเมืองและข้าราชการรวม 6 คน เรียบร้อยแล้ว ในหนังสือดังกล่าว ตนลงนามแทนนายกรัฐมนตรี โดยตนมอบหมายให้น.ส.ชุติมา บุญยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ลงนามแทนตน

ด้าน น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวหลังการลงนามในหนังสือบังคับทางปกครองว่า การลงนามเป็นไปตามคำสั่งของระบบราชการ หลังจากนี้กระทรวงจะส่งคำสั่งไปตามขั้นตอนของระบบราชการ เมื่อคำสั่งถึงผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ก็จะต้องรับทราบภายใน 30 วัน หากเพิกเฉยจะส่งหนังสือแจ้งเตือนรอบที่ 2 มีระยะเวลา 15 วัน หากยังเพิกเฉยอีกก็จะส่งเรื่องไปยังกรมบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์ต่อไป

ชี้ผู้ถูกฟ้องร้องค้านต่อศาลปค.ได้
น.ส.ชุติมากล่าว ด้วยว่า ทุกกระบวนการ ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์คำสั่งต่อศาลปกครองได้ทุกเมื่อ หากศาลปกครองสั่งทุเลากระบวนการก็หยุด แต่หากไม่มีคำสั่งทุเลาออกมา กระบวนการทุกอย่างก็จะเดินหน้าต่อไป ส่วนที่ลงนามนั้นไม่เกี่ยวกับกรณีใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งคสช. ที่ 56/2559 ให้ความคุ้มครองผู้ปฏิบัติ เพราะเป็นหน้าที่ ซึ่งตรงกับจังหวะที่มาตรา 44 ประกาศใช้พอดี คงไม่สามารถตอบได้มาทำไมมาตรา 44 จึงประกาศใช้ในช่วงนี้พอดี

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเรียกค่าเสียหายขายข้าวจีทูจีนักการเมือง-ข้าราชการ 6 คน รวม 20,000 ล้านบาท ประกอบด้วยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ 1,770 ล้านบาท นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ 2,300 ล้านบาท พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว.พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ โดยต้องจ่ายคนละ 4,000 ล้านบาท

ปลัดคลังพร้อมลงนามถ้ามีคำสั่ง
นาย สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ที่มีนายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เป็นประธาน ได้สรุปเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหายจากโครงการรับจำนำข้าวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งรายงานมาให้ คาดว่าอาจส่งตรงถึงนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลังเลย เพราะเป็นไปตามกระบวนการทำงาน ซึ่งน.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่ดูแลเรื่องนี้อาจส่งไปให้รมว.คลังโดยตรงเลย โดยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนักนายกฯ ในโครงการรับจำนำข้าวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุความเสียหายที่ต้องชดใช้ทั้งหมด 2.86 แสนล้านบาท แต่คณะกรรมการของนายมนัสยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนว่ามีค่าเสียหายเท่าไร

นาย สมชัยกล่าวว่า ในหลักการ นายกฯและรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่ได้รับความเสียหายจะเป็นผู้ลงนามในคำสั่ง ปกครองเรียกค่าเสียหาย ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์นั้น นายกฯได้มอบหมายให้รมว.พาณิชย์เป็นผู้เซ็น แต่รมว.พาณิชย์ได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์เซ็นแทน ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลังคาดว่าจะเป็นในลักษณะเดียวกัน โดยในฐานะปลัดกระทรวงพร้อมที่จะลงนามคำสั่งทางปกครองเรียกค่าเสียหายจา กน.ส.ยิ่งลักษณ์ หากได้รับมอบหมายจากนายกฯและรมว.คลัง เพราะเป็นหน้าที่ และมีกฎหมายดูแลข้าราชการที่ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่แล้ว

บุญทรงชี้คดีไม่จบแต่สั่งยึดทรัพย์
ด้าน นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า จากที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องตนและผู้ที่เกี่ยวข้องต่อศาลฎีกาแผนกคดี อาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาล ต่อมามีการใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ออกคำสั่งพิเศษเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายและตลอดถึงการยึดทรัพย์ ทำให้ตนเห็นความผิดปกติและความไม่เป็นธรรมในการออกคำสั่ง เพราะ 1.คดีที่ตนถูกฟ้องร้องยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล แต่กลับมีความเร่งรีบ รวบรัดให้เตรียมยึดทรัพย์ แทนที่จะให้ความเป็นธรรมกับตนโดยนำคดีขึ้นสู่ศาลเพื่อให้ต่อสู้พิสูจน์ความ บริสุทธิ์ดังที่ศาลฎีกาฯดำเนินการอยู่ เมื่อยังไม่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาฯการเมืองจึงเห็นว่าไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง ที่จะใช้อำนาจทางการบริหารแทนอำนาจของศาลเพื่อยึดทรัพย์

2.ใน ส่วนเรื่องค่าเสียหาย ตัวเลขไม่ชัดเจนว่ามีความเสียหายเกิดขึ้นจริงหรือไม่ เป็นเงินเท่าไร เพราะคดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น และเป็นการลัดขั้นตอน 3. ผู้ที่จะลงชื่อในคำสั่งบังคับทางปกครองเป็นอำนาจหน้าที่ของใคร ทราบว่ามีการถกเถียงหารือว่าใครจะเป็น ผู้ลงชื่อในเอกสารคำสั่งบังคับทางปกครอง ทั้งนายกฯ รมว.พาณิชย์ และปลัดกระทรวง หรือว่าคำสั่งบังคับทางปกครองนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นเผือกร้อน มีพิรุธ ทุกคนที่มีอำนาจหน้าที่ต่างหลีกเลี่ยงที่จะลงนาม หรือเกรงกลัวว่าจะเป็นเหมือนข้าราชการคนก่อนๆ ที่กระทำตามหน้าที่ตามนโยบายของรัฐบาลแต่กลับถูกดำเนินคดีอยู่ในปัจจุบัน

ซัดเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้อง
นาย บุญทรงกล่าวว่า ขอแจ้งไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่าการนำมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาใช้บังคับเกี่ยวกับกรณีคำสั่งบังคับคดีเพื่อยึด ทรัพย์ แม้ว่าพล.อ.ประยุทธ์ สามารถใช้คำสั่งมาตรา 44 สั่งมาให้หน่วยงานต่างๆ ยึดทรัพย์โดยให้มีผลคุ้มครองเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติให้ไม่มีความผิด แต่ต้องอย่าลืมว่าสิ่งที่ปฏิบัตินั้นต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะโดยความเป็นจริงแล้วหากดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาไม่มีการกลั่นแกล้งกัน หรือกระทำในสิ่งที่ไม่มีกฎหมายรองรับก็ไม่เห็นจะต้องมีมาตรา 44 มาให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว ตรงนี้ใช่หรือไม่ที่ทำให้เจ้าหน้าที่ที่เป็นฝ่ายปฏิบัติเกรงกลัว เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าไม่สามารถดำเนินการได้ หรือคำสั่งบังคับทางปกครองนี้ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง ไม่อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความเป็นจริงและเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ ของกฎหมาย

“แต่เป็นเรื่องที่จะล้มล้างกันในทางการเมืองให้ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องดับสูญสิ้นไปดังคำพูดหลุดจากปากนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ว่า “พี่ไม่ใช่นักการเมือง” ยืนยันว่ากรณีคำสั่งตาม มาตรา 44 เป็นการดำเนินการไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนจะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องจนกว่าจะถึงที่สุด แม้ว่าจะต้องไปต่อสู้กันในศาลกี่ศาลก็ตาม หากไม่เช่นนั้นก็อย่าไปมีกฎหมายอะไรให้มากเรื่อง ใช้มาตรา 44 บริหารและปกครองบ้านเมืองนี้ไปเสียเลย” นายบุญทรงระบุ

เรืองไกรยื่นท้วงคำสั่งคสช.ที่ 56
ที่ ศูนย์บริการประชาชนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ ขอให้พิจารณาการออกคำสั่งที่ 56/2559 ที่ให้กรมบังคับคดียึดทรัพย์คดีข้าว เป็นการกระทำโดยสุจริตและชอบหรือไม่

นายเรืองไกรกล่าวว่า จากที่พล.อ.ประยุทธ์ ออกคำสั่งที่ 56/2559 คำสั่งนี้อาจทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับการคุ้มครองถ้าทำโดยสุจริต แต่จากการติดตามรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในเว็บไซต์กรมการค้าภายในมีข้อความบ่งบอกถึงส่วนความรับผิดทางละเมิดทางแพ่ง พุ่งเป้าไปที่นายบุญทรงและน.ส.ยิ่งลักษณ์ อีกทั้งมีการตั้งข้อสังเกตให้สำนักนายกฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลังเร่งเรียกค่าเสียหายทางละเมิดโดยเอกชนมีอายุความ 1 ปี ขณะที่ของน.ส.ยิ่งลักษณ์ และนายบุญทรง จะหมดอายุความในเดือนก.พ. 2560

ชี้”ครม.”ควรเซ็นเองอย่าโยนขรก.
นาย เรืองไกรกล่าวว่า ในบันทึกการประชุมมีหลายส่วนบ่งบอกว่าการจะเรียกชดใช้ค่าเสียหาย แต่ตนมองว่ายังไม่น่าจะกระทำได้เพราะ 1.การปิดบัญชีตามคำสั่ง หัวหน้าคสช.ที่ 175/2559, 176/2559, 177/2559 ต้องทำอย่างสมบูรณ์ แต่การปิดบัญชีวันที่ 22 พ.ค. 2557 กับ 30 ก.ย. 2557 มีตัวเลขไม่สอดคล้องกับบันทึกการประชุมครม. และรายงานนบข. ซึ่งเป็นการปิดบัญชีที่ไม่ถูกต้อง การปิดบัญชีต้องมาจากการทำบัญชี หัวหน้าคสช. ต้องตั้งคณะจัดทำบัญชีขึ้นมา อีกทั้งการปิดบัญชี 2 ครั้งเขียนไว้ชัดเจนว่ายังไม่ผ่านการตรวจสอบและสอบทานจึงไม่ถูกต้องเพราะไม่ มีการรับรองโดยสตง. เมื่อตัวเลขบัญชียังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ จะนำมูลเหตุอะไรมาตั้งเป็นค่าเสียหาย หรือกล่าวหาว่าทุจริตไม่ได้

นาย เรืองไกรกล่าวว่า หากจะให้เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการคุ้มครองตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 56/2559 จะต้องทำบัญชีตรวจสต๊อกสินค้าทั้งหมด ปิดบัญชีและสอบบัญชีให้เรียบร้อยก่อน การเร่งพิจารณาโดยไม่คำนึงถึงความยุติธรรมที่ถือเป็นสาระสำคัญของคดี เหมือนฝ่ายบริหารโยนเผือกร้อนไปให้ข้าราชการ หากจะทำให้เกิดความเหมาะสมนายกฯ รมว.พาณิชย์ และรมว.คลัง ควรเป็นผู้ลงนามคำสั่งเองจะเหมาะสมที่สุด ถ้ามั่นใจว่าตัวเลขบัญชีในคดีมีความถูกต้อง

พท.จี้ปปช.ทบทวนคดีชงนิรโทษ
ที่ สำนักงาน ป.ป.ช.ตัวแทนอดีต 40 ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดย นพ.ประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย น.ส.สุณีย์ เหลืองวิจิตร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ขอให้ทบทวนคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนตามคำสั่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่นายบวร ยสินทร ได้ยื่นกล่าวหาอดีต 40 ส.ส.ที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง โดยมี พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ ผู้ช่วยเลขาฯ ป.ป.ช.มารับเรื่อง

นพ.ประเสริฐ กล่าวว่า เราได้ทบทวนสิ่งที่เรากระทำแล้วว่าอยู่ในกรอบที่ ส.ส.สามารถใช้สิทธิเสนอกฎหมายในสภาได้ ขณะที่อำนาจหน้าที่ของป.ป.ช.คือการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่วันนี้กลับมากล่าวหาการทำหน้าที่ของ ส.ส. ทำให้พวกเรารู้สึกไม่สบายใจว่าเพียงแค่เสนอกฎหมายก็ถูกกล่าวหาว่าอาจจะมี ความผิด ขอยืนยันว่าเราทำตาม กรอบกฎหมาย ไม่มีเจตนาหรือวาระซ่อนเร้นใดๆ ดังนั้นขอให้ ป.ป.ช.ทบทวนกรอบการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ด้วย

ด้าน น.ส.สุณีย์กล่าวว่า เสนอกฎหมายตามสิทธิและหน้าที่โดยชอบ อีกทั้งเราทำตามรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 90 และ 142 ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวไม่ได้มีการระบุข้อความหรือเนื้อหาที่เอื้อประโยชน์ต่อ ใครคนใดคนหนึ่ง ยืนยันว่าดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย ดังนั้นขอให้ป.ป.ช.ทบทวนคำสั่งที่แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบพวกตนใน เรื่องดังกล่าวด้วย ทั้งนี้ไม่ได้คัดค้านตัวบุคคล แต่อยากให้ป.ป.ช.ทบทวนคำสั่งด้วย

ด้านนายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายแล้ว ไม่อาจทำได้ ทำได้แค่ยื่นเรื่องคัดค้านบุคคลในคณะอนุกรรมการไต่สวนฯเท่านั้น แต่หากมีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมตามที่ยื่นเรื่องมาก็อาจนำไปรวมในสำนวนได้เช่น เดียวกัน

อัดกกต.เว่อร์เกินขอจับ-ขัง-ฟ้อง
นาย สามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะทำงานติดตามการร่างรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการติดดาบให้อำนาจ กกต.ในการจับกุม คุมขังและฟ้องร้องได้ว่า เว่อร์เกินไป การจับกุม คุมขัง มีหน่วยงานราชการที่มีอำนาจในการดำเนินการอยู่แล้ว กกต.ก็ใช้อำนาจที่มีในช่วงการเลือกตั้งนั้นขอ หรือสั่งการให้หน่วยงานเหล่านี้เข้ามาดำเนินการ เพราะช่วงการเลือกตั้ง กกต.ถือเป็นพระเอกที่มีอำนาจในการสั่งการหรือขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นๆ อย่างเต็มที่อยู่แล้ว

“การที่กกต.จะขยายอำนาจตัวเองไปถึง การจับกุม คุมขัง ฟ้องร้องเอง ตัดสินเองนั้นหนักเกินไป มากเกินไป ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และหากไปขยายอำนาจถึงขนาดนั้นการทำงานหรือการทำหน้าที่จะไปซ้ำซ้อนกับหน่วย งานที่มีอยู่ สุดท้ายจะกลายเป็นกระทรวงการเลือกตั้งไปเสีย เพราะต้องมีบุคลากรของตัวเองมาดำเนินการ ดังนั้นกกต.ควรประสานหรือบูรณาการใช้หน่วยงานที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูง สุดจะดีกว่า เพราะที่ผ่านมา กกต.มีอำนาจนั้นอยู่แต่ใช้ไม่เป็น” นายสามารถกล่าว

ปชป.โอเค”กกต.”ติดดาบ
นายนิ พิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่กกต.เสนอร่างกฎหมายลูกเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ กกต. ที่ระบุให้มีอำนาจตามป.วิอาญา คือสามารถออกหมายเรียก ตรวจค้น ยึด อายัด จับกุมซึ่งหน้าได้ว่า เรื่องนี้ตนเห็นด้วย เพราะบางครั้งเวลามีคนไปแจ้งว่าพบการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง พบการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เขตนั้นเขตนี้ ถ้ากกต.มีอำนาจส่วนนี้แล้ว เชื่อว่าการดำเนินการจะเร็วขึ้น เพราะเดิมทางกกต. จะต้องประสานงานกับฝ่ายตำรวจ กว่าตำรวจจะออกหมายค้นหรือดำเนินการอะไร ก็ช้าไม่ทันกับการทำผิดกฎหมาย การให้อำนาจที่เด็ดขาดถือว่าเป็นการติดดาบให้ กกต. ถ้าใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม คิดว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่ควรระบุด้วยว่าการใช้อำนาจส่วนนี้ต้องตรวจสอบได้ ถ้าเกิดมีฝ่ายการเมือง หรือใครก็ตามพบว่า กกต.ใช้อำนาจไปกลั่นแกล้งใคร กกต.ต้องได้รับโทษสูงใกล้เคียงกับผู้กระทำผิดด้วย เพราะอำนาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบ

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะกฎหมาย ปชป. กล่าวว่า หากกกต.เพิ่มอำนาจตัวเองเพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการทำงานก็ไม่มีปัญหา แต่มีข้อแม้ว่าการทำงานในลักษณะเช่นนี้ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของ กกต. เพื่อให้ความเป็นธรรมกับผู้สมัคร รวมถึงโปร่งใส ขอย้ำว่าการฟ้องร้องต้องกระทำผ่านกระบวน การอัยการเท่านั้น เพราะขนาด ป.ป.ช. ยังไม่สามารถไปฟ้องร้องด้วยตัวเองได้ แต่ที่ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง คือกรณีให้ อำนาจสตง. ปปง. หรือผู้สอบบัญชี ดำเนินการตามที่ กกต.มอบหมาย ให้ระงับการเลือกตั้งในช่วงที่ผู้สมัครกำลังหาเสียง เพราะผู้สมัครอาจเกิดความเสียหายได้หากเขาไม่ได้กระทำผิดจริง ควรปล่อยให้หาเสียงเลือกตั้งให้เสร็จสิ้นก่อน

“มีชัย”ถกกม.ลูกกับ”ศุภชัย”
ที่ รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อสงสัยจาก กกต. ถึงการกำหนดโทษตัดสิทธิเลือกตั้ง หรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ว่า มาตรา 98 ข้อ 11 คือ ลักษณะต้องห้ามตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิต ฐานทุจริตการเลือกตั้ง ที่ต้องมีคำพิพากษาศาลถึงที่สุด ส่วนมาตรา 226 วรรคสาม โทษมี 2 อย่างคือ ตัดสิทธิเลือกตั้ง หรือตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี ซึ่งบางความผิดอาจไม่ถึงขั้นทุจริตเลือกตั้ง แต่ผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ฐานความผิดตามมาตรานี้จะมีระดับของมัน จึงต้องกำหนดแต่ละฐานความผิดให้ชัดในกฎหมายลูก แล้วศาลจะเป็นผู้ชี้ขาด เช่น มีคนดื่มเหล้าก่อนวันเลือกตั้ง มีความผิด แต่ไม่ถึงขั้นทุจริต ดังนั้นกกต.เข้าใจอย่างไรก็เขียนมา

นายมีชัยกล่าวถึงการจัด ทำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่า ได้รับจากกกต.แล้ว 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และพ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยวันนี้จะหารือกับ นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ถึงร่างกฎหมายลูกที่ส่งมา เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการสัมมนาการร่างกฎหมายลูกที่กรธ.จะจัดช่วงปลายเดือน ก.ย.นี้ ส่วนกรธ.เองยังไม่ได้มีตุ๊กตากฎหมายลูกเอาไว้ ต้องรอรวบรวมความเห็นจากการสัมมนาสิ้นเดือนนี้ก่อน

เมื่อถาม ถึงร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยกกต.มีการเสนอยืดวาระการดำรงตำแหน่ง นายมีชัยกล่าวว่า ยังไม่เห็นรายละเอียดเนื้อหา แต่จากร่างรัฐธรรมนูญ กรรมการทุกองค์กรจะอยู่ตามเดิม เว้นแต่กฎหมายลูกจะเขียนให้ไม่อยู่ แต่ถ้าจะไม่ให้เขาอยู่ ก็ต้องให้เหตุผลประกอบ

กกต.ปัดติดดาบตัวเอง
นาย ศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. แถลงภายหลังหารือร่วมกับนายมีชัย ว่า วันนี้กกต.ได้ชี้แจงถึงสาระสำคัญในร่างกฎหมายดังกล่าวต่อกรธ. โดยวันที่ 28 ก.ย. นี้ กรธ.จะจัดรับฟังความคิดเห็นต่อกฎหมายลูกของกกต. และเชิญให้กกต.มารับความเห็น หากกรธ.มีข้อสงสัยกกต.ก็จะชี้แจงถึงหลักการและเหตุผลที่เขียนกฎหมายในแต่ ละมาตรา ซึ่งเราพยายามทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ กกต.ยืนยันว่าไม่ได้ติดดาบตามที่มีการกล่าวหา

นายศุภชัย กล่าวว่า ส่วนการกำหนดโทษเพิกถอนสิทธิรับสมัครเลือกตั้งหรือ ใบดำ รวมถึงโทษใดที่จะเข้าข่ายเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือใบแดง ทางกรธ.ได้ชี้แจงว่าจะเป็นฝ่ายดำเนินการเขียนรายละเอียดเองว่าโทษใดที่เข้า ข่ายลักษณะใบดำ ส่วนที่เสนอให้คดีเลือกตั้งไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลปกครอง เพราะเห็นว่าหากมีการไปร้องที่ศาลปกครอง แล้วศาลสั่งระงับการดำเนินการเป็นการชั่วคราวก็จะทำให้การเลือกตั้งชะงักมี ปัญหา กรณีกรธ.เสนอว่าอยากให้กกต.ชุดปัจจุบันได้เริ่มนับวาระใหม่พร้อมกับกกต.อีก 2 คน ที่จะมาใหม่นั้น กกต.ไม่มีข้อคิดเห็นเพราะถือว่ามีส่วนได้เสียกับเรื่องนี้

รองผวจ.ตรังลั่นเดินสายร้องมท.
วัน เดียวกันนี้ นายสายัณห์ อินทรภักดิ์ รองผู้ว่าฯ ตรัง กล่าวยืนยันว่า ในวันที่ 20 ก.ย. เวลา 09.09 น. จะเดินทางมาที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อสักการะอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อรมว.มหาดไทย ผ่านทางสำนักเลขานุการรัฐมนตรี จากนั้นจะเดินทางไปถวายฎีกาที่สำนักพระราชวัง และจะเดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อขอความเป็นธรรมกับนายกฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อไป หนังสือร้องเรียนจะแจกแจงประวัติการรับราชการ อายุราชการ ผลงานที่ผ่านมา รวมทั้งรายละเอียดการสอบที่ผ่านมาด้วย อย่างไรก็ตาม หากผู้ใหญ่เห็นว่าข้อร้องเรียนมีมูล อีกทั้งยังไม่มีการทูลเกล้าฯ รายชื่อ ผวจ.ครั้งล่าสุด ก็อยากให้มีการจัดสอบใหม่ทั้งหมดและเชิญหน่วยงานกลางอื่นๆ มาเป็นคณะกรรมการสอบใหม่ด้วย อย่างไรก็ดีหลังเกิดเรื่องมีเจ้าหน้าที่เป็น ผู้หญิง อ้างว่าเป็นคณะทำงานที่กระทรวงมหาดไทยโทรศัพท์มาขอให้ตนหยุดเคลื่อน ไหวแล้วจะดูแลเรื่องให้ แต่ตนจะไม่เชื่อใครแล้ว จะเชื่อแต่ศาลอย่างเดียว

“หาก ยังคงเอาพวกสิงห์ดำมาเป็นคณะกรรมการก็จะมีแต่พวกสิงห์ดำที่สอบได้ บางคนเป็นรอง ผู้ว่าฯ แค่ปีกว่าๆ แต่พอเป็นสิงห์ดำกลับสอบเป็น ผู้ว่าฯ ได้ พวกผมที่ไม่มีสีก็ลำบาก ดังนั้นอยากให้มีการเปิดสอบใหม่ ผมเชื่อว่าคะแนนของผมก็ไม่เป็นรองใคร” นายสายัณห์กล่าว

จี้”บิ๊กตู่”สร้างระบบคุณธรรม
ที่ ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย (ส.ปอ.ท.) เป็นตัวแทนสมาชิกเข้ายื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ผ่านเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ตรวจสอบการแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบคุณธรรม

นายบุญญฤทธิ์กล่าวว่า กรณีการแต่งตั้งรองผู้ว่าฯ ครั้งล่าสุดหรือเทียบเท่า ที่ข้าราชการบางคนอายุราชการเพียง 2-3 ปี ได้ขยับเป็น ผู้ว่าฯ โดยไม่ได้พิจารณาถึงระบบคุณธรรมและอาวุโสในการทำงาน ซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะกับกรณีของนายสายัณห์เท่านั้น แต่ที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าวมาแล้ว ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานการพิจารณา รวมถึงมีข้อสังเกตว่าสถาบันการศึกษาที่แต่ละคนจบมามีผลต่อการแต่งตั้งหรือ ไม่ การร้องเรียนต่อนายกฯ เพื่อต้องการให้เกิดระบบคุณธรรม ในการแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงมหาดไทย พร้อมกำหนดแนวทางการแก้ไขที่ชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงที่ คสช. เข้ามาบริหารประเทศ และขอให้กำลังใจนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง สมาพันธ์จะรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอต่อสนช. เพื่อแก้ไขระเบียบต่างๆ โดยออกเป็นกฎหมาย ให้เกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงในระบบข้าราชการไทยในการแต่งตั้ง ขอยืนยันว่าทางสมาพันธ์ไม่มีการได้เสียกับการแต่งตั้งหรือการมาร้องเรียน ทั้งสิ้น

ป๊อกยันกก.ตั้งผวจ.ถูกต้อง
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายสายัณห์ร้องการแต่งตั้งผวจ.ไม่เป็นธรรมว่า การแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ระดับ10 มีการดำเนินการต้องทำตาม ก.พ.กำหนด ต้องมีคณะกรรมการพิจารณา 2 คณะ พร้อมกับหลักการที่ว่า จะเอาผู้ที่สมัครเข้ามาเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด และมาคัดออกให้เหลือ 2 เท่าของตำแหน่งที่ว่าง และคณะกรรมการชุดที่ 2 จะพิจารณาอีกรอบ ทั้งการแสดงวิสัยทัศน์ ผลงานต่างๆ ส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการ ต้องยึดตามกฎหมาย และคะแนน ความอาวุโส ใครอาวุโสมากกว่าก็ได้ไป
“ผม ทราบว่า รองสายัณห์ในรอบแรกเข้ามาอยู่ในกลุ่ม 48 คน จาก 80 กว่าคน แต่พอเข้ามาในรอบที่ 2 ตามที่ผมบอกต้องมีคนไม่ได้ครึ่งหนึ่ง รองสายัณห์เป็นหนึ่งในนั้น ส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องของคณะกรรมการดำเนินการ” พล.อ.อนุพงษ์กล่าว

บิ๊กตู่บินสหรัฐร่วมถก”ยูเอ็น”
เมื่อ วันที่ 19 ก.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางเข้าร่วมประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 71 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยเดินทางเมื่อกลางดึกวันที่ 18 ก.ย. ด้วยเที่ยวบิน TG 920 กำหนดถึงนิวยอร์กในวันจันทร์ที่ 19 ก.ย. เวลา 13.35 น. ตามเวลาท้องถิ่น

สำหรับกำหนดการวันอังคารที่ 20 ก.ย. เวลา 08.00 น. นายกฯและภริยา เข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับ โดยเลขาธิการสหประชาติและภริยาเป็นเจ้าภาพ และร่วมการเปิดอภิปรายทั่วไป โอกาสนี้นายกฯจะเข้าร่วมงานครบรอบ 1 ปี การรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน และร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันโดยเลขาฯยูเอ็น เป็นเจ้าภาพ เวลา 15.30 น. ร่วมการประชุมสุดยอดระดับผู้นำด้านผู้ลี้ภัยตามคำเชิญของนายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐ ช่วงค่ำนายกฯและภริยา ร่วมงานเลี้ยงรับรอง ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐและภริยาเป็นเจ้าภาพเป็นเกียรติแก่ผู้นำที่เข้าร่วม ประชุม
ภารกิจวันพุธที่ 21 ก.ย. เวลา 08.00 น. นายกฯเข้าร่วมกิจกรรมระดับสูงเกี่ยวกับการใช้บังคับของความตกลงปารีส ต่อมา เวลา 10.00 น. ร่วมการประชุมระดับสูงเรื่องการดื้อยาต้านจุลชีพ ช่วงค่ำ เวลา 21.00 น. นายกฯจะกล่าวถ้อยแถลงในการอภิปรายประชุมสมัชชาสหประชาชาติ วันพฤหัสบดีที่ 22 ก.ย. ช่วงเช้าพบหารือทวิภาคีกับผู้นำประเทศต่างๆ จากนั้นกลุ่มคนไทยในสหรัฐเข้าเยี่ยมคารวะ
ศุกร์ที่ 23 ก.ย. เวลา 10.00 น. เป็นประธานการประชุมกลุ่มจี 77 ระดับรัฐมนตรี โดยกล่าวเปิดประชุม และกล่าวถ้อยแถลงประเด็นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้ จะได้เยี่ยมชมสำนักงานของสำนักเลขาธิการบริหารกลุ่ม 77 และ เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองแก่กลุ่ม 77 โดยมีการจัดนิทรรศการเรื่องหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในบริเวณงานด้วย หลังเสร็จภารกิจเดินทางออกจากนครนิวยอร์กถึงไทยในวันอาทิตย์ที่ 25 ก.ย. เวลา 06.25 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

บทความก่อนหน้านี้เจออีกศพดช.วัย 3 ขวบเหยื่อเรือล่มอยุธยา ศพลอยไปติดหน้าโบสถ์คริสต์ ยอดตายพุ่ง 27 ศพแล้ว
บทความถัดไปรองผวจ.ตรังควงลูกสาวบุกมท.จี้ทบทวนตั้งผวจ.โดนเด็กอาวุโสน้อยข้ามหัว จวกผู้ใหญ่อุ้มชูเร็วเกิน