ป.ป.ช. แจง ม.44 มีผลยกเลิกประกาศป.ป.ช.มาตรา 102 เท่านั้น ยันข้าราชการของรัฐทุกภาคส่วน ทั้งผบ.เหล่าทัพ-ปลัดกระทรวง ยังต้องแจ้งบัญชีทรัพย์หนี้สินเหมือนเดิมตามกฎหมาย บอร์ดสภามหาวิทยาลัยไม่ต้องยื่น

ยื่นบัญชี – เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เผยแพร่เอกสารข่าวว่า กรณีที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 21/2561 แก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 เกี่ยวกับผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน มีผลในทางกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญ

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การแก้ไขนิยามคำว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง” ในส่วนกรรมการและผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ด้วยการตัดคำว่า “กรรมการ” และเพิ่มเติมข้อความเป็น “ผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด”

มีผลให้ตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานอื่นของรัฐตามประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. เรื่อง กำหนดตำแหน่งของผู้มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เป็นผู้ไม่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป ได้แก่ กองทุน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย(คปภ.) สถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันพระปกเกล้า สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ องค์การมหาชน

เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวว่าสำหรับตำแหน่งกรรมการของหน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น กรรมการสภามหาวิทยาลัย กรรมการขององค์การมหาชน และกรรมการของกองทุนต่างๆ คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะได้ประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงรับฟังความคิดเห็นทุกฝ่าย เพื่อพิจารณาว่าสมควรกำหนดให้เป็นตำแหน่งที่มีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่

นายวรวิทย์ กล่าวว่า สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. และส.ว. รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และ ผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะต้องเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป

แหล่งข่าวจากป.ป.ช. ระบุว่า สิ่งที่ตัดออกไป คือ คำว่า กรรมการ ซึ่งเดิมอยู่ในส่วนนิยามที่ว่า ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง และผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ดังนั้น ตำแหน่งกรรมการต่างๆ ที่ระบุไว้ใน กองทุน ธปท. ก.ล.ต. คปภ. สถาบันคุ้มครองเงินฝาก สถาบันพระปกเกล้า สถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐ องค์การมหาชนนั้น จะต้องถูกตัดออกไปหมด แล้วให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปกำหนดตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐที่จะต้องยื่นตามมาตรา 102 อีกครั้ง

ทั้งนี้ เน้นตัดเฉพาะคำว่า กรรมการ ในหน่วยงานอื่นซึ่งหมายถึงบอร์ดต่างๆ ไม่ใช่ส่วนราชการ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แล้วรอให้ป.ป.ช.ประกาศและกำหนดอีกครั้งหนึ่งก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่มีคำว่า กรรมการ แล้ว ป.ป.ช.ก็จะกำหนดได้เพียงผู้บริหารสูงสุดของหน่วยงานอื่นของรัฐ ดังนั้น จะเหลือเพียงอธิการบดี เลขากองทุนต่างๆ ซึ่งตรงนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช.สามารถเลือกกำหนดหรือไม่กำหนดก็ได้ตามที่ ป.ป.ช.เห็นความสำคัญ หลักมีอยู่เพียงจุดนี้จุดเดียวเท่านั้น ซึ่งต้องรอที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.วินิจฉัยในส่วนดังกล่าว

โดยคณะกรรมการป.ป.ช. จะต้องรีบพิจารณาประกาศกำหนดดังกล่าวโดยเร็ว ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าหารือต่อที่ประชุมคณะกรรมการได้ภายในสัปดาห์หน้า สำหรับตำแหน่ง กรรมการ ที่ถูกตัดทิ้งไปแล้วนั้น หากคณะกรรมการป.ป.ช.จะกำหนดให้ต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินฯอาจจะให้ยื่นตามมาตรา 103 ได้ นั่นหมายความว่าให้ยื่นโดยไม่ถูกเปิดเผย

การแก้ไขในครั้งนี้ แก้ไขเพียงบางส่วน อย่างที่กล่าวไปแล้วเท่านั้น ดังนั้น ผู้ที่มีหน้าที่ยื่นตามประกาศป.ป.ช. ก็ยังต้องยื่นอยู่ตามหลักการกฎหมายเดิม แต่ไม่ใช่เรื่องน่าเป็นห่วง เพราะข้าราชการเหล่านั้นมีหน้าที่ยื่นแสดงทรัพย์สินอยู่ตามปกติ เป็นหน้าที่ที่ต้องยื่นตามกฎหมายเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพ หัวหน้าส่วนราชการ ปลัดกระทรวง

อย่างไรก็ตามต้องเข้าใจก่อนว่า สำหรับตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงมีนัยยะอยู่ 3 ส่วน คือ ส่วนราชการ ส่วนรัฐวิสาหกิจ และส่วนที่เป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ดังนั้น สิ่งที่กระทบจากการแก้ไขโดยมาตรา 44 คือหน่วยงานอื่นของรัฐเท่านั้น โดยเฉพาะคำว่า กรรมการ นอกนั้นไม่ได้รับผลกระทบเลย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน