ข้องใจไทยยังใชโทษประหาร วิษณุแจงแก้รธน.คืบกว่า70% อีก10วันเสร็จ-ทูลเกล้าทันแน่
อังกฤษมึนหน่วยงานไทยแห่ขอ ข้อมูลโรลส์-รอยซ์ วิษณุรับ”ผู้ดี” ตะขิดตะขวงใจ ไทยยังใช้โทษประหารในคดีสินบน เพราะบ้านเค้าต่อต้าน ด้านป.ป.ช.เตรียมยื่นขอข้อมูลเป็นทางการ ยอมรับเหตุลดอันดับต้านโกง เนื่องจากเพิ่มเกณฑ์ประเมินไร้ประชาธิปไตยสนช.พรึบผ่านงบฯ 1.9 แสนล. ตาม”ครม.” ยื่นขอ
สนช.พรึบผ่านงบฯ 1.9 แสนล้าน
เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 27 ม.ค. ที่รัฐสภา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประชุมพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณพ.ศ.2560 พ.ศ. …ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณนี้มีวงเงินจำนวนไม่เกิน 190,000 ล้านบาท เป็นงบขาดดุล มุ่งเน้นดำเนินนโยบายเร่งด่วน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง และยั่งยืน ซึ่งเงินได้สำหรับจ่ายตามงบประมาณนี้คือ รายได้จากรัฐบาลที่จะจัดเก็บได้ และเงินกู้ โดยมีวัตถุประสงค์และโครงการที่สำคัญในการใช้งบประมาณ คือ 1.เป็นค่าใช้จ่ายตามแผนงาน บูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ 115,000 ล้านบาท 2.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ 15,000 ล้านบาท 3.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย 10,000 ล้านบาท 4.เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 22,921,721,300 บาท และ 5.เป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง 27,078,278,700 บาท ซึ่งร่างพ.ร.บ.งบเพิ่มเติมนี้ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลตามเจตนารมณ์ได้
จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกลงลมติรับหลักการวาระหนึ่งด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 และตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณาในวาระที่สอง จากนั้นพิจารณาเรียงตามมาตราทั้งหมด 10 มาตราแล้ว จึงลงมติในวาระที่สาม และเห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ด้วยคะแนน 163 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 และปิดการประชุมในเวลา 15.20 น. โดยใช้เวลาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวรวม 5 ชั่วโมง
ตู่ขอ”ปยป.”ทำงานก่อน-ค่อยติง
ค่ำวันเดียวกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน? ตอนหนึ่งว่า อยากขอโอกาสให้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ได้เริ่มทำงานก่อน อย่าเพิ่งแสดงความคิดเห็นในเวลานี้ ไม่ว่าจากกลุ่มใด ซึ่งยังไม่ตรงกัน ขอให้ไปแสดงความเห็นต่อคณะกรรมการ โดยเฉพาะคณะกรรมการเตรียมการสร้างสามัคคีปรองดอง หากยังเป็นแบบนี้ แน่นอนว่าไม่สำเร็จตั้งแต่เริ่มต้น ขอให้ช่วยกันทำให้ถูกต้อง
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ คณะกรรมการปรองดองจะมีคณะใหญ่และ คณะอนุกรรมการแต่ละฝ่าย เช่น คณะอนุกรรมการฝ่ายกฎหมาย, ฝ่ายเศรษฐกิจ, ฝ่ายการเมือง ฝ่ายประชาชน ที่ต้องทำงานร่วมกัน เสนอคณะกรรมการปรองดองเพื่อพิจารณา จากนั้นต้องทำเป็นข้อเสนอต่อป.ย.ป.และรัฐบาลต่อไป
ปรามวิจารณ์ความผิดเกินเลย
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า วันนี้ต้องทำให้คนไทย สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีสติปัญญา แยกแยะสิ่งหนึ่งออกจากอีกสิ่งหนึ่ง เช่น ความจริง-ความเท็จ, ความดี-ความเลว ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลายๆ แหล่ง โดยเฉพาะโซเชี่ยลมีเดียที่ต้องตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วย ก่อนที่จะเชื่อ จะพูด จะขยายความต่อไป หลายอย่างทำได้ หลายอย่างทำไม่ได้ หลายอย่างทำได้เพียงบางส่วน ทั้งนี้ ต้องพิจารณาผลกระทบเพราะอาจสร้างความเดือดร้อนแก่องค์กรประเทศชาติได้
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า การขยายความ วิพากษ์วิจารณ์จนเกินเลยโดยปราศจากข้อมูลที่ถูกต้อง อาจเป็นการประจานความผิดเหล่านั้น ซึ่งเราควรจะแก้ไขให้ได้ด้วยตัวเราเอง ประเทศเราเอง ไม่ต้องให้โลกเขารับรู้ไปด้วย จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง ซึ่งอันตรายกับการที่เราพยายามปฏิรูปประเทศอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเราถูกจับตามองจากหลายองค์กรในต่างประเทศ การเอาชนะกันหรือการดำเนินการใดๆ ที่ซ้ายสุด ขวาสุด สุดโต่งเกินไป อาจทำให้เข้าใจผิด เข้าใจว่าประเทศไทยกำลังมีความขัดแย้ง ไม่มั่นคง บ้านเมืองไม่มีเสถียรภาพ สิ่งดีๆ ที่เราทำมากมายก็จะไม่ได้รับความสนใจ คนไทยด้วยกันยังไม่เข้าใจ ต่างประเทศจะเข้าใจได้อย่างไร
วอนอย่าตัดสินกันเอง
“การกระทำความผิดให้ใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมตัดสิน อย่าตัดสินกันเอง พูดจากัน ขยายความจนความผิดส่วนบุคคลกลายเป็นความผิดขององค์กร ของรัฐบาลหรือของประเทศ? พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า รักประเทศไทยให้ถูกวิธี อย่ามองทุกอย่างเลวร้ายไปทั้งหมด ถึงแม้จะทำด้วยความหวังดี เจตนาดี แต่หลายเรื่องดูจะเลยเถิดไป ทำให้ประเทศเสียหาย สื่อโซเชี่ยลมีเดียควรคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้ให้มาก ไม่มีใครทำอะไรได้ 100% ทันที ทุกอย่างต้องเริ่มจาก 1% ก่อน เหมือนจะนับ 10 ก็ต้องเริ่มจากนับ 1 เสมอ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ทำไมจะต้องไปขยายความ ต่อเติมตัวเลขจากการประเมินของภายนอกให้ดูแย่กว่าเดิม เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา ต่างประเทศคงจะเข้าใจเราได้ในไม่ช้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ สืบเนื่องจากองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (ซีพีไอ) ปี 2016 โดยไทยได้ 35 คะแนน ลดลง 3 คะแนน อยู่ลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศ ทำให้เกิดการวิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง
บิ๊กช้างยังรอ”ป้อม”เคาะปรองดอง
พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองว่า รายชื่อคณะกรรมการยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องนำเรียนพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม และต้องรอรายชื่อคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ซึ่งรายชื่อส่วนใหญ่ที่เพิ่มเข้ามาเป็นนักวิชาการ โดยจะไปอยู่ที่ผู้ทรงคุณวุฒิ
ด้านพล.ท.ณัฐ อินทเจริญ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผอ.ส่วนปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ของคสช. กล่าวว่า ในส่วนของนักวิชาการที่จะเพิ่มมานั้น ได้มอบให้กองทัพภาคเป็นผู้ดูแล และจะไปคุยกับนักการเมืองและนักวิชาการในพื้นที่เรื่องการสร้างความคิดเห็น แต่ภาพรวมจะเป็นนักการเมือง ส่วนต้นเหตุเเห่งความขัดแย้ง จากที่ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงพื้นที่สำรวจ ปัญหาที่พบคือความยากจน ปัญหาความเหลื่อมล้ำเรื่องการศึกษา และปัญหาคอร์รัปชั่น การคิดเอาผลประโยชน์ส่วนตนและการดึงเอาประชาชนมีส่วนร่วม
วิษณุแจงถกมินิคาบิเน็ต 30 ม.ค.
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติว่า ขณะนี้ปรับแก้ในส่วนเนื้อหาและจะต้องแก้คำปรารภ เนื่องจากเนื้อหาในคำปรารภมีการเอ่ยถึงพระนามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งภาพรวมการแก้ไขคืบหน้าไปกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยจะตรวจเนื้อหาถ้อยคำและการจัดเรียงเลขมาตราให้เรียบร้อย เมื่อจัดทำเสร็จเรียบร้อยแล้วจะส่งกลับให้สำนักอาลักษณ์และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(สลค.) เพื่อเขียนด้วยลายมือตามขั้นตอน ซึ่งคงใช้เวลาเขียนไม่เกิน 10 วัน โดยทั้งหมดนี้ยังอยู่ในกรอบเวลาที่จะต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 30 วัน
นายวิษณุกล่าวถึงการประชุมป.ย.ป. หรือมินิคาบิเน็ตในวันที่ 30 ม.ค.นี้ว่า นายกฯ จะเป็นประธานหารือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม ได้รับการบ้านอะไรไปบ้าง มีความคืบหน้าอย่างไร และติดขัดอะไรหรือไม่ ถ้าติดขัดจะได้ช่วยกันแก้ไข ซึ่งการพิจารณากระทรวงใดก่อน ไม่ได้หมายความว่าตกเป็นเป้าเพราะการทำงานของมินิคาบิเน็ตจะพิจารณางานเป็นรายกระทรวงไป
นปช.จัดเวทีทัศน์ปรองดอง
ที่ชั้น 5 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) จัดเวทีทัศน์ปรองดองครั้งที่ 2 มีนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตรองประธานกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช.และอดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นวิทยากร
โดยแกนนำนปช.เข้าร่วมฟัง อาทิ นาย จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. นางธิดา ถาวรเศรษฐ์ ประธานที่ปรึกษานปช. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำปนช. เป็นต้น
นายดิเรกกล่าวว่า ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้วบ้านเมืองวิกฤตกรณีเหตุการณ์สงกรานต์เลือด รัฐสภาจึงได้ตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อปฏิรูปการเมืองฯ มีตนเป็นประธาน มีตัวแทนหลากหลาย รวมทั้งคู่กรณีทุกฝ่ายเข้าร่วม ตนถือปรัชญาการทำงานคือ ถ้าความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีจะเกิดขึ้นในชาติไม่ได้ เราทำทุกอย่างตามขั้นตอน โดยใช้หลักเดียวคือความเป็นธรรม คู่กรณีก็ยอมรับหมด และได้แนวทางบทสรุปประการแรกคือ ลดวิวาทะ ลดอคติ ลดการใส่ร้ายป้ายสีซึ่งกันและกัน แล้วหันมาเจรจากัน และกรอบการปฏิรูป ต้องยึดอุดมการณ์การปกครองระบอบประชา ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
“ดิเรก”ชี้สงบได้ด้วยการเจรจา
นายดิเรกกล่าวว่า เราทำกันจนสมบูรณ์แบบและมีข้อสรุปส่งมอบให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ พร้อมระบุว่าเมื่อรับมอบไปแล้วต้องปฏิบัติทันที เพราะสถานการณ์ขณะนั้นเกิดวิกฤต ไม่มีสงครามใดสงบด้วยการรบ แต่สงบได้ด้วยการเจรจาเท่านั้น สุดท้ายก็ดำเนินการเฉพาะในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตราเท่านั้น ส่วนเรื่องอื่นยังไม่ดำเนินการ มาถึงยุครัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ ที่อยากให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อดำเนินการเรื่องนี้ แต่ก็วิพากษ์วิจารณ์กันว่ามีแต่ข้าราชการและทหารเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ถ้าเอาแบบนี้การปรองดองก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะการปรองดองไม่ใช่การบังคับ ไม่ใช่การสั่งให้ปฏิบัติ และรากเหง้าของปัญหาไม่ถูกแก้ไข
“ตลอดจนมีการเสนอให้นำเอาข้อเสนอของคณะกรรมการชุดต่างๆ ที่ผ่านมานำมาใช้ รวมถึงข้อเสนอในเรื่องการนิรโทษกรรม ถ้าเริ่มต้นการปรองดองด้วยการออกกฎหมายนิรโทษกรรมก็ไม่จบและไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง จะมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นอีกไม่รู้จบ? นายดิเรกกล่าว
ห่วง”รธน.”ก่อปมทะเลาะไม่เลิก
นายดิเรกกล่าวว่า การปรองดองที่ดีที่สุดคือคณะกรรมการชุดใหม่ที่ตั้งโดยรัฐบาล จะต้องเอาคู่กรณีทั้งพรรคการเมือง นักวิชาการเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะเขาต้องนำไปปฏิบัติเมื่อตกผลึก จะทำหรือไม่ทำเอ็มโอยูก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ทุกขั้นตอนต้องประกาศให้คนทั้งประเทศทราบว่าข้อตกลงของคณะกรรมการชุดนี้คืออะไรบ้าง เพื่อให้ประชาชนได้ดูว่ามีการปฏิบัติตามที่ตกลงกันไว้หรือไม่ ใครบิดใครเบี้ยวไปจากข้อตกลง เมื่อเอ็มโอยูหรือเจรจาพูดคุยอย่างชัดเจนแล้ว จะไปออกกฎหมายนิรโทษหรืออะไรอื่นๆ ต่อไปก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“ส่วนในเรื่องของรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เหมือนคนที่มีแขนขาสมบูรณ์ แต่หัวใจรั่ว เพราะเปิดโอกาสให้คนนอกเป็นนายกฯได้ หัวใจหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตย คืออำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ผมพูดมาตั้งแต่สมัยเป็นสปช. รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบเป็นคนก็เป็นสมบูรณ์และเป็นคนสวยแต่หัวใจรั่ว อายุไม่ยืน เมื่อมีรัฐบาลใหม่เขาก็ต้องแก้แน่นอนและเกิดการทะเลาะกันใหม่ มีการปฏิวัติอีก ปัญหาไม่จบ และจะปฏิรูปการเมืองอย่างไรก็ต้องลงนามเอ็มโอยูกันไว้ เมื่อคณะกรรมการของรัฐบาลตั้งมาแล้ว ให้พิจารณาทั้ง 3 กรอบสำคัญด้วย และให้ดูรัฐธรรมนูญโดยรักษาหัวใจมันไว้ อย่าให้หัวใจวายตายไปเสียก่อน? นายดิเรกกล่าว
เด็กพท.ประชด”บิ๊กตู่”-เชิญอยู่ต่อ
นายสมคิด เชื้อคง อดีตส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงพล.อ.ประยุทธ์ระบุรัฐบาลจะอยู่ทำงานจนกว่าจะมีเลือกตั้ง และเลือกให้ดีกว่าตนเองว่า พล.อ.ประยุทธ์คิดแบบพวกอำนาจนิยม สิ่งที่พูดเป็นการพูดเองเออเอง การเลือกจะดีหรือไม่ดี อยู่ที่คนเลือกเขาพอใจจะเลือก มิใช่ให้ใครไปบงการหรือออกคำสั่งให้เลือก หรือเลือกแล้วได้รัฐบาลจะทำดีไม่ทำดีระบบเป็นตัวตัดสิน ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ มิใช่เจ้าของประเทศนี้ที่จะมาพูดเหมือนพระมาโปรดประชาชน
“ขอบอกว่าพล.อ.ประยุทธ์อยากทำอะไรก็เชิญตามสบาย จะเลือกไม่เลือก พวกผมไม่สนใจ หรือหากมั่นใจว่าทำงานดี ทำงานได้ กรุณาอย่าเลือกตั้ง ขอให้ใช้อำนาจอยู่ต่อไปเลย เพราะโพลแต่ละสำนัก ผลออกมามีแต่สิ่งที่เลิศลอย ยอดเยี่ยมและแสนดี ส่วนที่บอกว่าหากใครมาเป็นรัฐบาลต่อจากท่าน ขอให้ทำได้ดีเหมือนท่าน เป็นแบบท่าน ขอเรียนว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะดีไม่ดี คงยกยอตัวเองไม่ได้ บริบทที่มามันต่างกัน รัฐบาลที่มาจากเลือกตั้งไม่มีอำนาจพิเศษ เช่น มาตรา 44 ถือไว้ในมือ ที่มาต่างกันเยอะ คงเปรียบเทียบไม่ได้กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน? นายสมคิดกล่าว
จาตุรนต์ชี้ปมลดอันดับต้านโกง
วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า จากการที่ไทยถูกลดอันดับต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้น ถ้าศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้น 2-3 ปีนี้ จะเข้าใจสาเหตุและปัญหาได้ไม่ยาก โดยปัญหาในส่วนที่เชื่อมโยงกับการจัดอันดับคือ 1.ระบบองค์กรที่ใช้ต่อต้านการทุจริตที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการ กำหนดให้คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบจักรวาลตามมาตรา 44 เพราะคสช.อาจสั่งการหรือหักล้างการวินิจฉัยขององค์กรอิสระเมื่อใดก็ได้ ระบบใหม่ถูกสร้างขึ้นโดยการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) มีรมว.ยุติธรรมเป็นประธาน และเลขาธิการป.ป.ช. เลขาธิการผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และภาคเอกชนอีก 2 องค์กร เป็นกรรมการ เท่ากับเอากลไกขององค์กรอิสระและเอกชนไปอยู่ใต้ฝ่ายบริหาร มีหัวหน้าคสช.เป็นประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริต ที่มีอำนาจหน้าที่กว้างขวาง เรียกป.ป.ช. สตง.มาสั่งการได้
นายจาตุรนต์ ระบุว่า สรุปได้ว่าคสช.เปลี่ยนระบบและองค์กรในการต่อต้านการทุจริตไปเป็นระบบอื่น ที่ไม่ได้อาศัยองค์กร แต่อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่คสช.และรัฐบาล
เหตุ”รบ.”รื้อระบบตรวจสอบ
นายจาตุรนต์ระบุอีกว่า 2.ไม่มีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างอำนาจอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตย คสช.มีอำนาจเหนือองค์กรอื่นทั้งปวง สนช.เป็นองค์กรที่ตั้งโดยคสช.ไม่เคยทำหน้าที่ตรวจสอบคสช.หรือรัฐบาล มีการใช้คำสั่งของคสช.ตัดสินกรณีต่างๆ เป็นข้อยุติโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมและศาล
3.ประชาชนและสื่อไม่มีเสรีภาพหาข้อมูลและแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทุจริตของรัฐ เนื่องจากถูกคุกคามหรือถูกจัดการด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม เช่น คำสั่งของคสช. การมีอำนาจมากมีแนวโน้มไปสู่การทุจริตและการมีอำนาจเบ็ดเสร็จมักทำให้เกิดการทุจริตอย่างสมบูรณ์ ซึ่งการจัดอันดับครั้งนี้พูดถึงปัญหาเชิงระบบในการต่อต้านคอร์รัปชั่น ของไทย แต่ไม่ได้บอกว่ามีคอร์รัปชั่นมากเพียงใด และภายใต้ระบบอย่างปัจจุบันทำให้ไม่ทราบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นมากเพียงใด เพราะไม่มีช่องทางที่สังคมจะตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้ จึงต้องรอให้ถึงเวลาที่น้ำลดก่อนตอถึงจะผุดให้เห็น
ปปช.รับคะแนนลดเพราะไร้ปชต.
ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ ป.ป.ช. กล่าวถึงองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ประกาศค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (ซีพีไอ) ปี 2016 โดยไทยได้ 35 คะแนน ลดลง 3 คะแนน อยู่ลำดับที่ 101 จาก 176 ประเทศว่า ยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวมีผลต่อภาพลักษณ์การลงทุนและอีกหลายๆ เรื่อง หลายฝ่ายไม่สบายใจ จึงต้องกลับมาดูข้อมูลว่าเกิดจากอะไร และพบว่ามีหลายเหตุผลที่ไม่คาดคิดว่าจะมีการประเมิน นั่นคือการใช้เกณฑ์การวัดเกี่ยวกับความหลากหลายของประชาธิปไตย การเลือกตั้ง เสรีภาพ ซึ่งป.ป.ช.ไม่ทราบมาก่อนว่าจะมีการประเมิน 4 ประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆ นี้ ป.ป.ช.จะพิจารณาสอบถามไปยังซีพีไอ ว่าเหตุใดจึงมีเกณฑ์นี้ประเมิน
เมื่อถามว่าเป็นเพราะไทยมีรัฐบาลที่มาจากรัฐประหารหรือไม่ นายสรรเสริญกล่าวว่า ไม่ทราบ ต้องถามซีพีไอ เพราะปีที่แล้วไม่มีเกณฑ์นี้ ถ้าไม่มีเกณฑ์นี้ คะแนนของไทย จะไม่ตก
เผยถกขอข้อมูลโรลส์-รอยซ์แล้ว
นายสรรเสริญยังกล่าวในฐานะประธานคณะทำงานสืบสวนและรวบรวมข้อมูลกรณีบริษัท โรลส์-รอยซ์ จ่ายสินบนการจัดซื้อเครื่องยนต์และเครื่องจักรแก่เจ้าหน้าที่รัฐในบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และปตท. ว่า จากการประชุมทางไกลผ่านระบบเทเลคอนเฟอเรนซ์กับสำนักงานการปราบปรามการทุจริตของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ) เมื่อวันที่ 26 ม.ค. เอสเอฟโอขอให้ป.ป.ช.ทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ยืนยันว่าเป็นหน่วยงานหลักสืบสวนสอบสวนเรื่องดังกล่าว และระบุด้วยว่าต้องการสอบถามเรื่องใด ประเด็นใด ส่งเป็นข้อคำถามไปอย่างชัดเจน และการส่งหนังสือจะต้องมีหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าจะส่งหนังสือให้เอสเอฟโอได้
นายสรรเสริญกล่าวว่า กรอบคำถามที่จะส่งให้เอสเอฟโอ ประกอบด้วยเรื่อง ใครรับสินบน เมื่อไรอย่างไร ส่วนที่ป.ป.ช.จะขอข้อมูลจากสตง.ซึ่งระบุว่าทราบรายชื่อผู้รับสินบนหรือไม่นั้น ต้องดูว่าเป็นข้อมูลที่เป็นจริงหรือไม่ เบื้องต้น ป.ป.ช.มีข้อมูลว่ามีการรับสินบนอย่างไร แต่ยังไม่ทราบว่ามีใครบ้างเกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 เพื่อให้อำนาจเพิ่มเติม ทั้งนี้ป.ป.ช.ยังไม่ได้พิจารณาถึงอายุความ แต่กำลังพิจารณาว่าเป็นจริงตามที่มีการเปิดเผยหรือไม่ หากเป็นจริงตามนั้น ก็จะพิจาณาเรื่องอายุความว่าจะดำเนินคดีนี้ได้หรือไม่ เรื่องนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายปี หากกรณีใดหมดอายุความก็ต้องยอม แต่ยังเหลือกรณีอื่นๆ ที่สามารถเอาผิดได้
“เอสเอฟโอ”งงแห่ขอขอมูลอื้อ
เมื่อถามว่าหน่วยงานอื่นต้องหยุดขอข้อมูลจากเอสเอฟโอก่อนหรือไม่ เพื่อเปิดทางให้ป.ป.ช.ทำงานได้สะดวก นายสรรเสริญกล่าวว่า เอสเอฟโอกังวลพร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดในเมืองไทยจึงมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอข้อมูลในเรื่องเดียวกันมาก แต่เชื่อว่าเอสเอฟโอจะเข้าใจว่าแต่ละหน่วยมีภาระหน้าที่เช่นเดียวกัน เช่น สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) การบินไทย ปตท. ทุกหน่วยงานต้องการข้อมูลเพื่อตรวจสอบและตั้งคณะกรรมการสอบ ถือเป็นสิทธิ์ของแต่ละหน่วยงาน
นายสรรเสริญกล่าวต่อว่า หากเอสเอฟโอไม่สามารถตอบได้ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องบ้าง ก็เป็นหน้าที่ของป.ป.ช. ต้องหาให้ได้ว่าใครบ้าง แต่เขาพร้อมสนับสนุนข้อมูล ทั้งนี้หากเขาไม่เปิดเผยรายงานการตรวจสอบ เราต้องหาเอง ถ้าเราไม่ได้รายชื่อ เราจะพยายามหาให้ได้เพื่อตั้งกรรมการไต่สวน
แถมกังวลโทษประหาร
“ทั้งนี้การที่เขาออกมาเปิดโปง เราไม่รู้ว่าเขารู้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพนังงานการบินไทยหรือไม่ ซึ่งในรายงานอาจระบุว่ามีการจ่ายสินบน แต่จะจ่ายให้ใคร ผมไม่แน่ใจ แต่จากการคุยกัน เขายินดีสนับสนุนข้อมูล แต่ยังมีเงื่อนไขบ้างและกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ของแต่ละหน่วยงานในไทย จะกระทบต่อรูปคดีของเขา? นายสรรเสริญ กล่าว
เลขาฯป.ป.ช. กล่าวว่า นอกจากนี้เอสเอฟโอยังกังวลเรื่องที่ไทยยังมีโทษประหารชีวิตกับคดีทุจริต ซึ่งป.ป.ช.จะชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่าคดีเรียกรับสินบินนั้น ไม่เคยมีการพิพากษาประหารชีวิตใคร แต่ป.ป.ช.ไม่กังวล เพราะเคยชี้แจงเรื่องนี้จากการขอข้อมูลมาหลายครั้งแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ป.ป.ช.เคยขอข้อมูลคดี จีที 200 แต่ปัจจุบันยังไม่ได้เช่นกัน คณะทำงาน ป.ป.ช.ยืนยันว่าโทษดังกล่าวไม่เคยนำมาใช้นานมากแล้ว และปัจจุบันคงไม่มีการนำมาใช้อีก อีกประเด็นหนึ่งสำคัญคือเอสเอฟโอ มองว่าประเทศไทยยังคงใช้อำนาจภายในจากรัฐบาล จึงกังวลถึงกระบวนการดำเนินคดีในเรื่องนี้ด้วย
ชี้คดีปี 34-40 หมดอายุความแล้ว
นายสรรเสริญยังกล่าวถึงการจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534-2535 ว่า ต้องเข้าใจก่อนว่าคดีเรียกรับสินบน มีอายุความ 20 ปี การจ่ายสินบนช่วงแรก เมื่อปี 2534-35 และช่วงที่สองปี 2535-40 หมดอายุความไปแล้ว ไม่สามารถรื้อฟื้นได้ และหากให้ คสช.ใช้อำนาจภายในเพื่อไม่ให้คดีหมดอายุความ ต่อไปประเทศไทย รวมถึง ป.ป.ช.จะไม่น่าเชื่อถือต่อสายตานานาชาติอีก ดังนั้นอาจให้หน่วยงานที่ได้รับความเดือดร้อน เช่น การบินไทย ดำเนินการฟ้องแพ่งเพื่อเรียกความเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอาจร้องเรียนไปยังปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินและอายัดทรัพย์สินได้
เมื่อถามว่ากรณีการจ่ายสินบนช่วงที่สาม เมื่อปี 2547-48 นายสรรเสริญกล่าวว่า ทราบพฤติการณ์ และทราบชื่อทั้งรมว.คมนาคม และรมช.คมนาคม รวมถึงเจ้าหน้าที่การบินไทยแล้ว แต่ยังไม่สามารถหาข้อเชื่อมโยงได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนอย่างไร ต้องรอให้ได้ความชัดเจนจากเอสเอฟโอก่อน จึงจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนต่อไป
วิษณุรับผู้ดีห่วงรูปคดี-ประหาร
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสินบนจัดซื้อเครื่องยนต์ของการบินไทย ว่า มีข้อมูลรายงานเข้ามายังรัฐบาลบางส่วน ซึ่งเป็นไปตามที่สื่อรายงานว่าเอสเอฟโอ ไม่อยากจะเปิดเผยอะไรมากในขณะนี้ เพราะเอสเอฟโอจะเปิดเผยข้อมูลกับหน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องนี้โดยตรงคือ ป.ป.ช.เท่านั้น และข้อมูลที่เอสเอฟโอ เปิดเผยออกมายังต้องไปฟ้องร้องต่อ เขาจึงกลัวจะเสียรูปคดี เพราะต้องตามเล่นงานคนให้เงินสินบน ไม่ใช่คนรับ หากคนรับเงินรู้ตัวแล้วออกมาเบี่ยงประเด็นอาจทำให้เล่นงานคนให้ไม่ได้
รองนายกฯ กล่าวว่า นอกจากนั้นทางการอังกฤษต่อต้านโทษประหารชีวิต ขณะที่กฎหมายทุจริตของบ้านเรามีโทษนั้นอยู่ ทำให้เขาตะขิดตะขวงใจที่จะให้ข้อมูลเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้รัฐบาลจะรับฟังข้อมูลที่มีการรายงานมาโดยไม่ไปถามหน่วยงานต่างๆ ว่าได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง เพราะอาจถูกมองว่าสอดแนม จึงปล่อยเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการ ส่วนกรณีกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เปิดเผยว่าโรลส์-รอยซ์ให้สินบนกับเจ้าหน้าที่ในปตท.ด้วยนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะดำเนินการแบบเดียวกัน โดยป.ป.ช.จะประสานงานและข้อมูลเรื่องนี้จาสำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐ (เอฟบีไอ)
เผยจะให้ข้อมูล”ปปช.รายเดียว
เมื่อถามถึงกรณีหลายหน่วยงานของไทย ต่างมุ่งขอข้อมูลจากเอสเอฟโอ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่เป็นไร เพราะป.ป.ช.ขอข้อมูลอยู่และเขาบอกจะให้ป.ป.ช.เจ้าเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การที่ประเทศไทยขณะนี้เป็นรัฐบาลรัฐประหาร ถือเป็นเงื่อนไขในการดำเนินการหรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่มีข้อนั้นอยู่
เมื่อถามว่าสตง. ระบุมีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องกับการรับสินบนจากบริษัทโรลส์-รอยซ์แล้ว นายวิษณุกล่าวว่า สตง.ไม่ได้ส่งข้อมูลนี้มาให้ตน ใครจะรายงานอะไรมารัฐบาลก็รับทราบตามนั้น โดยจะไม่ไปสอบถามว่าแต่ละหน่วยงานได้ข้อมูลอะไรมาบ้าง เพราะได้ข้อมูลมาก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากอำนาจในการตรวสอบคือป.ป.ช.
ปตท.ตั้งกก.สอบ-ขอ 30 วันรู้ผล
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ปตท.ว่า ได้รายงานบอร์ดให้ทราบถึงการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบกรณีข่าวเจ้าหน้าที่ปตท.รับสินบนบริษัทโรลส์-รอยซ์ เอเนอร์จี ซิสเต็ม แล้วว่ามีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในกรณีนี้เป็น 100 คน ทั้งกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง กรรมการจัดหา กรรมการตรวจรับ เจ้าหน้าที่ในและนอกบริษัท รวมถึงเจ้าหน้าที่โรลส์-รอยซ์ด้วย แต่ยังไม่รู้ว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องกับการรับสินบน และไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดหรือเจาะจงว่าใครเป็นผู้กระทำผิด
“เรื่องนี้ขอให้สื่อและสังคมที่มีข้อสงสัย อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าใครผิด แต่ขอให้รอผลตรวจสอบและการสืบสวนจากกรรมการตรวจสอบภายในของปตท. คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 30 วัน รวมถึงหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบจากภายนอก มีข้อเท็จจริงเป็นข้อสรุปที่ชัดเจนก่อน ซึ่งปตท.จะติดตามมารายงานให้ทราบเป็นระยะ? นายเทวินทร์กล่าว
เรืองไกรจี้สอบ-บินไทยจัดซื้อ
ที่สำนักงานป.ป.ช. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย ได้มายื่นข้อมูลหลักฐานเพิ่มเติมกรณีป.ป.ช. มีหนังสือแจ้งผลสอบข้อเท็จจริงว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิ กปปส. ได้รับนกหวีดทองคำ ตามที่ร้องกล่าวหาจริงแต่รับไว้ในฐานะแกนนำ กปปส.เท่านั้น และยื่นหนังสือขอให้ตรวจสอบเส้นทางการเงินบริษัทการบินไทยในการจัดซื้อและเช่าเครื่องบินและเครื่องยนต์ต่อเนื่อง หลังเกิดกรณีป.ป.ช.อังกฤษพบการทุจริต ต่อประธาน ป.ป.ช. ผ่านนายสุทธิ บุญมี ผอ.สำนักการข่าวและกิจการพิเศษ สำนักงาน ป.ป.ช.
นายเรืองไกรกล่าวว่า จากข้อเท็จจริงที่ป.ป.ช.ชี้แจงมากรณีนายสุเทพรับนกหวีดทองคำจากชาวเยาวราชจริงนั้น ถือได้ว่ากระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรา 103 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จแล้ว และการอ้างว่านายสุเทพ รับไว้ในฐานะแกนนำ กปปส.ก็ไม่อาจรับฟังได้เพราะไม่เข้าข่ายข้อยกเว้นตามประกาศ ป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ.2543 เพราะการรับนกหวีดทองคำ ถือว่ารับทรัพย์สินจากบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ญาติที่มีราคาเกิน 3,000 บาท จึงขอให้ป.ป.ช.พิจารณาชี้มูลความผิดต่อไป
ชี้วงเงินร่วม 5 แสนล้าน
นายเรืองไกรกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีป.ป.ช. อังกฤษพบการทุจริต ขณะที่ยังมีการจัดซื้อและเช่าเครื่องบินและเครื่องยนต์อีกจำนวนมากและมีมูลค่ามหาศาล อาจมีกระบวนการทุจริตที่ยังไม่ได้ตรวจสอบอีกมาก โดยมีข้อมูลปรากฏในเอกสารราชการคือ 1.ในหนังสือด่วนมากที่ คสช (ศก) 130 ลงวันที่ 6 มิ.ย.2557 ระบุว่า ครม.มีมติเมื่อปี 2554 เห็นชอบโครงการจัดหาเครื่องบิน ปี 2554-2565 จำนวน 75 ลำ วงเงิน 457,127 ล้านบาท แบ่งการจัดหาเป็น 2 ช่วง คือช่วง 2554-2560 จำนวน 37 ลำ และช่วงปี 2561-2565 จำนวน 38 ลำ
2.ในหนังสือด่วนมากที่ คค(ปคร) 0804.4/ 114 ลงวันที่ 27 เม.ย. 2554 เรื่องการขอทบทวนมติ ครม.ในโครงการจัดหาเครื่องบิน ปี 2553-2557 ของบริษัทการบินไทย ระบุว่ามีมติ ครม.ในปี 2553 อนุมัติให้การบินไทย ดำเนินโครงการจัดหาเครื่องบินปี 2553-2557 จำนวน 15 ลำ วงเงิน 35,484 ล้านบาท ประกอบด้วยเครื่องบินภูมิภาค 7 ลำ และเครื่องบินข้ามทวีป 8 ลำ รวมทั้งจัดซื้อหรือเช่าเครื่องบินและอุปกรณ์ 90 ลำ วงเงินลงทุน 492,611 ล้านบาท
“ดังนั้นจึงอยากให้ป.ป.ช.ขอความร่วมมือ ป.ป.ช.หรือองค์การตรวจสอบทุจริตในต่างประเทศ ให้ตรวจสอบเอกสารการเงินการบัญชีในต่างประเทศว่ามีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่และบุคคลของไทยในลักษณะติดสินบนหรือไม่ และเกี่ยวข้องกับใครบ้าง? นายเรืองไกรกล่าว
นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลจะต้องเอาคนผิดในคดีสินบนโรลส์-รอยซ์มาลงโทษให้ได้ และจะต้องปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยต้องเอา ป.ป.ช. ปปท. และดีเอสไอ เข้ามามีส่วนร่วมตามข้อเสนอของ FATF ไม่ใช่เอา ป.ป.ท. ดีเอสไอ ออกไปจากการตรวจสอบเหมือนเป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องเปลี่ยนอำนาจของ ปปง.ใหม่ โดยให้มีอำนาจเฉพาะยึดทรัพย์และอายัดเท่านั้น เพื่อให้มีการถ่วงดุลกันระหว่างองค์กร ดังนั้นรัฐบาลควรใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขกฎหมายเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการฟอกเงินให้ทันสถานการณ์