ประธาน ป.ป.ช. ชี้ ถ้าคดีเยอะ ‘จะพิจารณาตัวเอง’ เล็งหาทาง ปรับความน่าเชื่อถือของ ‘ไทย’ ตั้งเป้า ปี 2564 คะแนนความโปร่งใสไทยถึง 50
ป.ป.ช. – วันที่ 24 ม.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดกิจกรรม วัคซีนต้านทุจริต ปลุกจิตสำนึก คนไทยไม่โกง โดยพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง การป้องกันการทุจริต ภารกิจของคนไทยทั้งชาติ ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ช. รับเรื่องกล่าวหาใหม่เดือนละประมาณ 500 เรื่อง ปีหนึ่งประมาณ 6,000 เรื่อง
ไม่พลาดข่าวสำคัญ แค่กดเป็นเพื่อนกับ ไลน์@ข่าวสด ที่นี่![]()
แต่ศักยภาพการทำงานของ ป.ป.ช. ทุกวันนี้รับเรื่อง และทำเสร็จในอัตราเท่ากัน บางทีเรื่องร้องเรียนเข้ามายังมากกว่าเรื่องที่ทำเสร็จ เพราะถ้าประชาชนเชื่อมั่นมากก็ร้องเรียนมาก ถ้าไม่เชื่อมั่นก็ไม่ร้องเรียน อย่างไรก็ตามจะทำอย่างไรให้เรื่องเข้าสู่ระบบน้อยกว่าเรื่องที่ทำเสร็จ มิฉะนั้นการทำงานของ ป.ป.ช. ไม่ประสบความสำเร็จ มีแต่เรื่องเก่า ทั้งที่ต้องพยายามทำเรื่องใหม่ เพื่อจะเป็นการป้องปรามว่า อย่าทำ ถ้าทำแล้วติดคุก ต้องรับโทษทางอาญา
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า จะทำอย่างไรให้เรื่องมันเข้ามาน้อย ถ้าเกิด 3 ปี 5 ปี 10 ปี ต่อจากนี้ เรื่องร้องเรียนจากเดิมเดือนละ 500 เรื่อง กลายเป็น 700 เรื่อง หรือเพิ่มขึ้น ตนและกรรมการ ป.ป.ช. คนอื่นๆ ต้องทบทวนตัวเองว่า ทำงานประสบความสำเร็จหรือไม่ และต้องพิจารณาตัวเอง สิ่งที่บอกว่าประสบความสำเร็จคือเรื่องกล่าวหาน้อยลง และต่อไปอาจไม่มี ป.ป.ช. ในมิติด้านการปราบปราม แต่เปลี่ยนเป็นมิติป้องกัน ดังนั้นการทำงานของ ป.ป.ช. จึงเป็นเรื่องสำคัญ
ประธาน ป.ป.ช. ยังกล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 24 มี.ค. ว่า ในไม่กี่วันข้างหน้าจะมีคนไทยจำนวนมากที่อาสาจะมาเป็นตัวแทนประชาชนชาวไทยทั้งชาติ มาบริหารปกครองประเทศ ออกกฎหมายเพื่อจะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ผู้ที่อาสาเหล่านี้ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต เพราะสิ่งเหล่านี้ทำให้ไทยใสสะอาดได้
แต่การจะแก้ไขปัญหาทุจริตสำคัญยิ่งไม่ใช่เรื่องการปราบปรามเจ้าหน้าที่รัฐไปสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเดียว แต่ถ้าจะชนะปัญหาได้อย่างยั่งยืน การป้องกัน หรือการให้การศึกษา เพื่อสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะเห็นว่า ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศ ส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อความเป็นอยู่ของประชาชน สังคม ระบบเศรษฐกิจ ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่เกิดขึ้น
พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ถ้าดูจากดัชนีข้อมูลขององค์กรที่สำคัญในโลก ที่เกี่ยวกับกระบวนการทุจริต องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ หรือ ITA ทุกปีจะจัดอันดับดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชั่น โดยปี 2017 ไทยได้ 37 คะแนน ถ้าไม่คิดอะไรมาก ดัชนีตัวชี้วัดดังกล่าว ชี้ให้เห็นความน่าเชื่อถือ ต่างประเทศมองเรา สะท้อนสถานการณ์เร่งด่วน เราได้คะแนน 37 จาก 100 เราต้องมาแก้ไขปัญหา เราจะทำอย่างไรปรับสร้างภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ให้เทียบเท่าสากล
แต่ไม่ต้องตระหนกว่า ไทยได้คะแนนน้อย ประเทศไทยในโลก 2 ใน 3 จาก 186 ประเทศ ล้วนค่าคะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน ประเทศเราพยายามอย่างยิ่งที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างเข้มข้น เราพยายามแก้ไขกฎหมายต่างๆ มีเป้าหมายทำให้คะแนนของเราให้ได้คะแนนประมาณ 50 ในปี 2564 ถือเป็นเรื่องที่ท้าทาย
“แม้ยุทธศาสตร์ชาติของ ป.ป.ช. ระยะ 3 เดินได้ระยะหนึ่ง ยังไม่ถึงจุดที่อยากให้ดีที่สุด คิดแม้กระทั่ง อยากอยู่ท็อป 20 ของโลก แต่เป็นเรื่องที่ท้าทายมากยิ่งขึ้นไปอีก เราคิดว่าได้สัก 50 คะแนนในปี 2564 ก่อน การไปสู่วิสัยทัศน์ตรงนั้น กำหนดพันธกิจที่สำคัญที่ต้องร่วมกันเดินคือ สร้างวัฒนธรรม ต่อต้านการทุจริต เรามีวัฒนธรรมชาติไทยที่ยิ่งใหญ่ ทั่วโลกชื่นชม เราอยากมีวัฒนธรรมส่วนหนึ่ง เป็นการต่อต้านการทุจริต ยกระดับธรรมาภิบาล ในการบริหารจัดการทุกภาคส่วนแบบบูรณาการ และปฏิรูปกระบวนการป้องกันและปราบปรามการทุจริตทั้งระบบให้มีมาตรฐานสากล” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว