“บิ๊กตู่”ถกใหญ่ป.ย.ป. 6 มี.ค. คิกออฟการทำงาน-แจกการ บ้านที่ปรึกษาโพลเผยชาวบ้านพอใจการทำงานของนายกฯ ลดลง ส่วนรมต.ที่ประทับใจมากสุดคือ “กอบกาญจน์” “พรเพชร”แจงยิบขั้นตอนสนช.ลาประชุม “ศรีสุวรรณ”ดีเดย์ 1 มี.ค.ร้องป.ป.ช.สอบ 7 สนช.-พรเพชร-เลขาฯ วุฒิ ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ด้าน”วิลาศ”จ่อยื่นป.ป.ช.คุ้ยทุจริต กกท.-ทางหลวง ผุดสนามกีฬา สนามกอล์ฟ 1.2 พันล.ไม่โปร่งใส ชงฟันผู้ว่าฯ กปภ.-ผู้ว่าฯ กปภ.ภาค 8 ทุ่มร้อยล้านขยายประปาที่ศรีสะเกษ แต่ใช้งานไม่ได้ “เรืองไกร” จี้นายกฯ ปลด”อุตตม-สนธิรัตน์” ข้อหาผิดกฎหมายหุ้นส่วน “วัฒนา”โดนทหารเรียกเข้ากองทัพภาค 1 วันนี้ “ปู-เทพเทือก”ร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพพ่อวรวัจน์ที่แพร่

“บิ๊กตู่”ประชุมใหญ่ป.ย.ป.6 มี.ค.

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมต.ประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เปิดเผยว่า การประชุม ป.ย.ป.คณะใหญ่ โดยเชิญคณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 39 คน เข้าร่วมในวันที่ 6 มี.ค.นี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะอธิบายแนวทางการทำงานของ ป.ย.ป. พร้อมซักซ้อมความเข้าใจแก่คณะที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ หลังจากมีการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา

โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้วางบทบาทของผู้ทรงคุณวุฒิไว้ 2 บทบาท คือ 1.เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการย่อย ป.ย.ป. 2.มอบหมายให้รับผิดชอบงานแต่ละด้าน เช่น นายเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เชี่ยวชาญด้านการศึกษา นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) เชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ นายเตช บุนนาค อดีตรมว.ต่างประเทศ เชี่ยวชาญงานด้านต่างประเทศ ฯลฯ จึงมอบหมายงานเฉพาะด้านที่แต่ละคนเชี่ยวชาญและถนัดให้รับผิดชอบ ดังนั้น ผู้ทรงคุณวุฒิทุกคน นอกจากจะทำหน้าที่ที่ปรึกษาแล้ว ป.ย.ป.จะกำหนดโจทย์ซึ่งเป็นปัญหาของประเทศให้คิดหาวิธีแก้ไข และเชื่อว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่เลือกมาจะตอบโจทย์การทำงานได้อย่างครอบคลุม

ให้โจทย์วางแผนเพิ่ม

นายสุวิทย์กล่าวว่า นายกฯมีโจทย์ที่ต้องวางแผนเพิ่มคือหากเราขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ระดับภาคที่แบ่งเป็น 6 ภาค 18 กลุ่มจังหวัด 76 จังหวัดในช่วง 20 ปีข้างหน้าจะทำให้เราเห็นภาพกว้างในระดับพื้นที่ชัดเจนขึ้น ดังนั้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะต้องมีครบ 3 มิติ คือ ระดับยุทธศาสตร์ชาติ ระดับยุทธศาสตร์ระดับกระทรวง และยุทธศาสตร์ระดับภาค เนื่องจากการขับเคลื่อนบางอย่างต้องทำลงไปในระดับพื้นที่ เช่น การลดความเหลื่อมล้ำในระดับพื้นที่ การบริหารยุทธศาสตร์ในจังหวัดชายแดนใต้ เป็นต้น

“กรอบการทำงานนั้นเราจะทำไปจนกว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะออก และจะนำเค้า โครงของคณะกรรมการเตรียมการชุดนี้ไปใส่ในคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้วย เนื่อง จากเห็นว่าเนื้อหาไม่แตกต่างกันมากนัก ยุทธศาสตร์ชาติต้องเชื่อมกับการปฏิรูปในลักษณะแผนและหลักปฏิบัติ ในอนาคตเราจึงต้องเชื่อม 2 คณะนี้ให้เข้ากันให้ได้ ซึ่งขณะนี้ผมกำลังนำวาระการปฏิรูปของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทั้ง 27 คณะมาเชื่อมต่อการวาระของรองนายกฯ ทั้ง 6 ด้าน เพราะปัญหาของรัฐบาลตอนนี้คือทำไปเยอะ แต่ไม่ได้สรุปออกมาให้ชัดเจนว่าอะไรทำไปแล้ว อะไรกำลังทำ อะไรจะทำต่อไป” นายสุวิทย์กล่าว

จ่อตั้งอนุฯยุทธศาสตร์ชาติ

นายสุวิทย์กล่าวว่า ส่วนวันที่ 27 ก.พ. พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติซึ่งรับผิดชอบโดย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี มีวาระการประชุมคือ การขึ้นรูปยุทธศาสตร์หรือการคิกออฟการทำงาน ซึ่งจะนำแผน 6 มิติของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เตรียมไว้ และแผนยุทธศาสตร์ชาติของแต่ละกระทรวงมาหารือร่วมด้วย ส่วนที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิป.ย.ป.ทั้ง 16 คนในคณะของพล.อ.อ.ประจินจะยังไม่เข้าร่วมประชุม เพราะต้องรอหารือและชี้แจงวัตถุประสงค์งานจากนายกฯในวันที่ 6 มี.ค.นี้ก่อน

นอกจากนี้ ยังนำยุทธศาสตร์ 20 ปีของทุกกระทรวง และแผนการพัฒนาในระดับภูมิภาคมาพิจารณาร่วมกัน โดยที่ประชุมจะดูว่าในเรื่องยุทธศาสตร์นั้นได้ดำเนินการไปถึงไหน และจะดำเนินการต่อไปได้อย่างไร โดยที่ประชุมจะตั้งอนุกรรมการเพื่อขับเคลื่อน พร้อมกันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังเน้นย้ำการสร้างความรับรู้ลงไปในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนเข้ามาและร่วมมือ

“พรเพชร”แจงกฎลาประชุม

นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติของสมาชิก สนช.ว่า การเข้าประชุมของ สนช.ต้องเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม แต่ละเดือน สมาชิกต้องมาประชุมเกินกึ่งหนึ่ง เช่น หากในเดือนนั้นประชุม 10 ครั้ง สมาชิกจะขาดประชุมได้ไม่ถึง 5 ครั้ง หากขาด 5 ครั้งขึ้นไปจะไม่ได้เงินประจำตำแหน่ง ถือเป็นข้อกำหนดตามพระราชกฤษฎีกา ส่วนการลงมติที่กำหนดว่า ในรอบ 90 วัน จะต้องลงมติอย่างน้อย 1 ใน 3 ถ้าไม่ถึงต้องขาดสมาชิกภาพ แต่มีข้อยกเว้นหากลาถูกต้อง โดยตนอนุญาตก็ไม่มีปัญหา

ส่วนการลาหากไปปฏิบัติราชการก็ไม่เป็นปัญหาเช่นกัน เพราะส่วนใหญ่ตนอนุญาต ดังนั้น ทุกคนรู้ด้วยตัวเองว่า ลาประชุม แล้วจะกระทบการลงมติหรือไม่ สมาชิกที่ติดภารกิจจะลาเฉพาะวันศุกร์ เพราะรู้ว่าไม่มีการลงมติ และไม่มีการพิจารณากฎหมาย ยืนยันว่าไม่มีสมาชิกคนใดลาถึง 60 วัน แต่ก็มีการลาประชุมในลักษณะแบบลาครึ่งวันหรือขอลาประชุมเพียง 1 ชั่วโมง ซึ่งตนจะมีการบอกสมาชิกเกือบทุกครั้งว่าถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าลา

“ศรีสุวรรณ”โวยส่อช่วยกัน

นายพรเพชรกล่าวว่า ส่วน สนช. 7 คนที่โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ระบุว่าขาดการประชุมบ่อยนั้น ตนได้ให้คณะกรรมการจริยธรรม สนช. ตรวจสอบแล้วคงต้องรอผลก่อน ส่วนจะมีการดำเนินการอย่างไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้อีกนั้น ตนก็ต้องขอร้องให้สมาชิก สนช.ทุกคนให้ความสำคัญว่าในรอบต่อๆ ไปให้มาประชุมอย่างพร้อมเพรียง หรือจำนวน 1 ใน 3 โดยไม่ต้องลา อยากให้สมาชิกได้ตรวจตราอย่างละเอียดจะไปไหนจะได้ไม่กระทบ ซึ่งขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของแต่ละคน ขอให้ช่วยกันดีกว่า เชื่อว่าทุกคนสามารถบริหารเวลาของตนเองได้

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ตอนนี้มีความชัดเจนว่ามีความพยายามในการช่วยเหลือ สนช.เรื่องการขาดประชุม ไม่มาแสดงตัว แม้จะอ้างว่ามีการส่งใบลา แต่ถึงวันนี้ไม่มีการพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าใบลาเหล่านั้นมีการกระทำย้อนหลังกันหรือไม่ จึงต้องมีการตรวจสอบเอกสารว่าเป็นใบลาจริงหรือใบลาย้อนหลัง ปกติก่อนเข้าประชุมต้องมีการเซ็นชื่อและข้อบังคับยังระบุชัดเจนว่าประธาน สนช.ต้องพิจารณาและทำบันทึกว่าวันนั้นมีการมาประชุมกี่คน ลากี่คน ขาดกี่คน ใบลาแต่ละครั้งมีประธานลงนามทุกใบหรือไม่ เพราะใบลาแต่ละครั้งนั้นต้องมีการลงเลขรับในแต่ละวันด้วย ตรงนี้ต้องนำมายืนยันให้สอดคล้องต้องกัน ไม่ใช่พอมีใบลาแล้วเป็นอันใช้ได้

1 มี.ค.บุกร้องป.ป.ช.

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า สนช.ทุกคนก่อนเข้ามาทำหน้าที่ได้ปฏิญาณตนในที่ประชุมรัฐสภาว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แต่เมื่อมีปัญหาว่าเมื่อมีสมาชิกไม่มาแสดงตนหรือมีใบลาจำนวนมาก เหตุใดประธาน สนช.จึงไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจ หรือเรียก สนช.เหล่านั้นมาสอบถาม หรือมาตำหนิว่าทำไมลามากเหลือเกิน เพราะเกี่ยวพันกับการจ่ายเงินงบประมาณ เงินภาษีประชาชน ไม่ใช่ทำงาน 30 วันแต่ลาเกือบทุกวัน อยู่ๆ ก็มารับเงินเดือนเดือนละแสนกว่าบาท ยังไม่รวมค่าสวัสดิการ ค่าโดยสารเครื่องบิน และอื่นๆ ที่ฟรีหมด เมื่อทำงานไม่คุ้มหน้าที่ในฐานะประธาน สนช.ก็ต้องบอกกล่าวบุคคลเหล่านั้นให้พิจารณาตัวเองออกไปได้แล้ว แต่เชื่อว่าประธาน สนช.ไม่ทำ ดังนั้น ถือว่านายพรเพชรเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.ป.ป.ช. จึงเป็นเหตุผลที่ตนต้องไปร้องต่อคณะกรรมการป.ป.ช.

ส่วนที่ต้องร้องอีกคนหนึ่งคือนางวรารัตน์ อติแพทย์ เลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่เลขาธิการ สนช. เพราะในข้อบังคับการประชุมเขียนชัดว่าสมาชิกต้องลงนามก่อนเข้าประชุม ทุกๆ สัปดาห์เลขาฯ ต้องทำหนังสือถึงสมาชิกแต่ละคนที่ขาด หรือลา ซึ่งกฎหมายเขียนชัด แล้วเลขาฯ ได้ทำหน้าที่นี้หรือไม่ เพราะถ้าทำตนเชื่อว่าไม่เกิดเหตุที่ทำให้ไอลอว์ไปพบข้อมูลเหล่านี้ ดังนั้น สรุปตนยื่นร้อง 7 สนช. ประธาน สนช. เลขาฯ วุฒิ ในวันที่ 1 มี.ค. เวลา 10.00 น.ที่สำนักงานป.ป.ช. สนามบินน้ำ จ.นนทบุรี

สตง.สอบองค์กรอิสระดูงานตปท.

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เปิดเผยว่า คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ให้นโยบายกับสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ไปตรวจสอบองค์กรอิสระเกี่ยวกับการศึกษาดูงานต่างประเทศ เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานศาลต่างๆ แต่ยังไม่มีผลการตรวจสอบออกมา โดยสตง.จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด หากทำให้เกิดความเสียหายก็ต้องรับผิดชอบ ส่วนเหตุผลที่เริ่มตรวจสอบหลักสูตรพิเศษขององค์กรอิสระก่อนเนื่องจากปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายให้ประหยัดงบประมาณจึงไม่อนุญาตให้มีการศึกษาดูงานต่างประเทศ การเดินทางไปต่างประเทศขณะนี้จึงมีเฉพาะหลักสูตรต่างๆ ของผู้บริหารระดับสูง อาทิ กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม (หลักสูตร บ.ย.ส.) สถาบันพระปกเกล้า และ วปอ. หากพบว่ามีความผิดปกติเหมือนที่พบกรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ผู้ที่ดำเนินการก็ต้องรับผิดชอบ

ด้านพล.ต.ท.จรุงวิทย์ ภุมมา รองเลขาธิการ กกต. ในฐานะรักษาการเลขา กกต. กล่าวว่า เท่าที่ทราบยังไม่มีการติติงเรื่องการใช้งบประมาณดูงานต่างประเทศของ กกต. และการจะไปดูงานต่างประเทศทุกครั้งต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม กกต.เพื่อขออนุมัติ ทั้งการเดินทางไปต่างประเทศของพนักงานและกกต.เอง หลังจากศึกษาดูงานแล้วต้องกลับมารายงานต่อที่ประชุม กกต.ทุกครั้งด้วย ส่วนหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) ของ กกต.นั้น การดูงานจะเกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยตรง โดย กกต.มีการกำชับให้ใช้เงินอย่างประหยัด นอกลู่นอกทางไม่ได้ จึงรับประกันได้ว่าไม่มีการอ้างเรื่องการศึกษาดูงานเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศอย่างแน่นอน

คดีสินบนโรลส์-รอยซ์ไม่คืบ

นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานและเร่งรัดการดำเนินคดีทุจริตระหว่างประเทศ เรียกประชุมกรรมการนัดแรกในวันที่ 27 ก.พ.ที่สำนักงานป.ป.ช.สนามบินน้ำ ว่า เป็นการพูดถึงกรอบการทำงาน และการบูรณาการข้อมูลจะดำเนินการร่วมกันอย่างไรเท่านั้น คงยังไม่มีการลงลึกในเรื่องใด ป.ป.ช.จะได้บอกแนวทางการทำงานและบอกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะให้ช่วยในเรื่องใด เช่น กรณีที่จะต้องขอเป็นทางการตามพ.ร.บ.ความร่วมมือไปยังอัยการใครจะเป็นคนตั้งประเด็น เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ได้หมายถึงคดีสินบนโรลส์-รอยซ์ที่เกี่ยวข้องกับการบินไทย และปตท. เพียงคดีเดียวใช่หรือไม่ นายสรรเสริญกล่าวว่า ใช่ เป็นการพูดคุยในภาพรวมของคดีระหว่างประเทศที่เรามีอยู่เกือบ 20 คดี เพื่อวางแนวทางก่อน ต้องทำความเข้าใจกันก่อนไม่เช่นนั้นจะเกิดความสับสน เมื่อถามว่า คดีสินบนโรลส์-รอยซ์นั้นทางสำนักงานการปราบปรามทุจริตของประเทศอังกฤษ (เอสเอฟโอ) หรือสำนักงานป.ป.ช.อังกฤษ ยังไม่ได้ส่งเอกสารหรือข้อมูลใดๆ มาให้ใช่หรือไม่ นายสรรเสริญกล่าวว่า ยัง ทางเขารู้เราตลอด พอเขารู้ว่าเราตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาเขาก็ได้ส่งอีเมล์มาแสดงความเป็นห่วงว่าคณะทำงานร่วมจะไปเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงอะไรที่เขาจะส่งมาหรือไม่ ซึ่งในที่ประชุมคงจะต้องหารือกันในประเด็นนี้ด้วย รวมทั้งข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐ เราก็ยังไม่ได้มาเช่นกัน

ปชป.หนุนคสช.รื้อระบบจัดซื้อ

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกคำสั่งเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เรื่องการปรับปรุงการบริหารงาน และเรื่องกำกับการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในระยะอีก 2 ปีข้างหน้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อจัดจ้างของ รฟท. ที่มีงบประมาณในการลงทุนมากถึง 90% ของงบลงทุนทั้งประเทศว่า เป็นเรื่องดีที่รีบเข้ามาตัดไฟแต่ต้นลม ก่อนที่จะมีการหาประโยชน์โดยมิชอบจากโครงการต่างๆ จำนวนมาก ทางผู้มีอำนาจคงได้กลิ่นความไม่ชอบมาพากลที่โชยออกมาสู่ภายนอกระยะหนึ่งแล้ว เล็งเห็นว่าถ้าขืนปล่อยให้สภาพ การณ์เดิมๆ ยังคงอยู่ต่อไปอาจก่อให้เกิดการทุจริตขึ้นได้

ทั้งนี้ อยากให้ผู้มีอำนาจตรวจสอบเบื้องต้นว่ามีความไม่ชอบมาพากลมากกว่าขบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่ถูกต้องตามระเบียบ ไม่โปร่งใส มีการล็อกสเป๊กและกีดกันราย อื่นๆ ไม่ให้เข้าร่วมประมูลงานต่างๆ หรือไม่ จากนั้นจึงไปดำเนินการทำให้การจัดซื้อจัดจ้างทุกขั้นตอนเป็นไปด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส ตรวจสอบได้

“วิลาศ”ย้ำพิรุธกกท.โอนงบ

นายองอาจกล่าวว่า ขอฝากให้ผู้มีอำนาจดำเนินการป้องกันการทุจริตผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้เห็นเป็นรูปธรรม จับต้องได้ด้วยการสังคายนาป้องกันการทุจริตผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบครบวงจร ล้างรื้อระบบการจัดซื้อจัดจ้างอย่างจริงจัง ไม่ให้ฝ่ายการเมือง หรือผู้มีอำนาจจับมือกับข้าราชการและนักธุรกิจ ร่วมมือกันใช้อำนาจอย่างฉ้อฉลบนเงินงบประมาณจากภาษีอากรของประชาชน ขอฝากให้ผู้มีอำนาจระมัดระวัง อย่าให้เกิดคำครหานินทาว่าถึงแม้จะใช้ยาแรงแล้ว แต่ยังมีการวิ่งเต้นกันอีกเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ความเชื่อมั่นต่อการเอาจริงเอาจังเรื่องการป้องกันปราบปรามการทุจริตเสื่อมถอยลงได้

นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า มีการโอนงบจากการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ให้กรมทางหลวง เพื่อจัดสร้างสนามกีฬา 7 แห่ง และสนามกอลฟ์ 1 แห่ง เป็นเงินรวม 1,270 ล้านบาท ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่ให้กรมทางหลวงดำเนินการ ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ภารกิจหลักของกรมทางหลวง จึงเชื่อว่าเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะที่ผ่านมามีการเบิกงบตั้งแต่เมื่อ 31 ธ.ค.2559 แต่บัดนี้ยังไม่เสร็จสักแห่งเดียว และเป็นที่น่าสังเกตว่ามีการมอบหมายให้ศูนย์สร้างทางที่ จ.ลำปางไปสร้างสนามกีฬาถึง 4 ใน 7 แห่ง แต่ในพื้นที่นั้นๆ ก็มีศูนย์สร้างทางอยู่แล้วกลับไม่ใช้ โดยอธิบดีกรมทางหลวงคนปัจจุบันอ้างว่า เป็นศูนย์ที่มีความพร้อมที่สุด แต่กลับพบว่าการก่อสร้างสนามกีฬาที่ จ.มหาสารคามมีการให้สัมปทานบริษัทรับเหมารายหนึ่งเข้ามาทำโครงการดังกล่าว จึงอยากตั้งข้อสังเกตว่ามีการกินเปอร์เซ็นต์กันหรือไม่ หรืออยากจะจ้างใครก็จ้างตามอำเภอใจ

เตรียมยื่นสอบผู้เกี่ยวข้อง

นายวิลาศกล่าวว่า นอกจากนี้การสร้างสนามกอลฟ์ที่ จ.สระบุรีก็มีความผิดปกติเกินความจำเป็น เพราะเป็นพื้นที่ป่าทึบ จะต้องมีการตัดต้นไม้ แต่จากการตรวจสอบพบว่ายังไม่มีการขออนุญาต แต่มีการตัดต้นไม้ออกไปแล้ว จึงสงสัยว่าไม้ที่ตัดไปแล้วหายไปไหน คืนหลวงแล้วหรือไม่ สนามกอล์ฟจำเป็นต้องมีค่าดูแลรักษาเดือนละ 1.5 ล้านบาท ถือเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน เชื่อว่าท้ายที่สุดมั่นใจว่าจะกลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และจากการตรวจสอบไปยังพื้นที่ พบว่ากรมทางหลวงได้จ้างงานให้ผู้รับเหมารายหนึ่ง แต่กลับนำเครื่องจักรและรถของกรมทางหลวงมาใช้งาน จึงไม่รู้ว่ามีการนำน้ำมันหลวงมาใช้หรือไม่ จึงอยากให้อธิบดีกรมทางหลวงออกมาชี้แจง

ทั้งนี้ ในวันที่ 1 มี.ค. ตนจะยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. ร้อง กกท. กรมทางหลวง และผู้ที่เกี่ยว ข้องเพื่อเอาผิด และตนไม่เชื่อว่าจะไม่มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ตนจะไปร้องกรมป่าไม้ด้วยว่าการตัดไม้สร้างสนามกอล์ฟมีการตัดไม้ต้องห้ามหรือไม่

ผู้ว่าฯ กปภ.-ภาค8โดนด้วย

นายวิลาศกล่าวว่า นอกจากนี้ในวันที่ 1 มี.ค. ตนจะยื่นป.ป.ช. เอาผิดนายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้ว่าฯการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และผู้ว่าการ กปภ.เขต 8 ที่ออกมาแถลงว่ากรณีโครงการขยายเครือข่ายประปาในอ.กันทรลักษ์ และ อ.กันทรารมย์ ในจ.ศรีสะเกษ งบประมาณ 100 ล้านบาทว่า เป็นโครงการที่ใช้งานได้ แต่จากการที่ตนลงไปตรวจสอบในพื้นที่ กลับพบความผิดปกติหลายอย่าง เพราะโครงการนี้มีการตรวจรับงานตั้งแต่ 28 ก.ย.2559 แต่ถึงวันนี้ยังใช้งานไม่ได้ เช่น หอถังสูงสูบน้ำ ปั๊มน้ำ แม้แต่ไฟฟ้าก็ยังไม่ได้ติดตั้ง แล้วจะใช้การได้อย่างไร อีกทั้งบางจุดผนังโรงกรองน้ำก็แตก แม้จะพยายามซ่อมแล้วก็ยังลามไปจุดอื่น ต้องทุบทิ้งสถานเดียว

ทั้งนี้ ผู้ว่าการ กปภ.เขต 8 จะพูดอย่างไรก็พูดไป แต่ทราบว่าทั้งเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และสตง.ได้ลงไปตรวจสอบและเก็บหลักฐานไว้เรียบร้อยแล้ว และทั้งๆ ที่มีหลักฐานแต่นายเสรีกลับปกป้อง ตนจึงต้องร้องเอาผิดนายเสรีไปด้วย เพราะถือว่าเต็มใจให้เขาหลอก ที่ตนออกมาพูดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ และหากใครเห็นว่าที่ตนออกมาพูดนั้นไม่จริง ขอให้ฟ้องกลับตนได้เลย

“เรืองไกร”จี้นายกฯปลด 2 รมต.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากที่มีข่าวว่านายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจที่ดินเขาใหญ่ เมื่อพิจารณาจากมาตรา 4 ของ พ.ร.บ.จัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ.2543 จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีการห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วน และห้ามเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท แต่หลายฝ่ายไปมองเฉพาะการเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทเท่านั้น เช่น การถือหุ้นเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ในกรณีของนายอุตตมและนายสนธิรัตน์ มีหลักฐานที่ชัดเจนในเรื่องการเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งมาตรา 4 ของ พ.ร.บ. จัดการหุ้นส่วนฯ บัญญัติห้ามไว้อย่างเด็ดขาด ว่ารัฐมนตรีจะเป็นหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนสามัญหาได้ไม่

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าทั้ง 2 คนฝ่าฝืนกฎหมาย จึงควรลาออกจากตำแหน่งหรือ นายกฯ ต้องปรับออกจากตำแหน่ง เพราะมีการลงทุนดังกล่าวมาตั้งแต่ 19 พ.ค.2557 และยังเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย นายกฯ พูดอยู่บ่อยครั้งให้ทุกคนเคารพกฎหมาย เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นใกล้ตัวนายกฯ จึงหวังว่านายกฯ จะยึดหลักกฎหมายด้วย โดยจะไปยื่นหนังสือร้องด้วยตนเองเพื่อขอให้นายกฯ พิจารณาแจ้งให้ทั้ง 2 คนลาออก หากไม่ลาออกก็ควรปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีโดยเร็วและไม่ควรเกิน 5 วัน โดยจะไปยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องตรงข้ามทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 10.00 น.

“วัฒนา”โพสต์-ทหารเชิญพบ

นายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กว่า วานนี้ได้รับการติดต่อจากผู้บังคับกองพันท่านหนึ่งของกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ แจ้งว่าผู้บังคับบัญชาอยากพบผมเพื่อขอข้อมูลบางประการ ขอเชิญผมไปพบในวันเวลาที่ผมสะดวก ผมเห็นว่าเป็นการเชิญมาอย่างสุภาพจึงตอบรับจะไปที่กองทัพภาคที่ 1 ในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 10.00 น. หลายคนเมื่อทราบข่าวได้แสดงความเป็นห่วง บางคนคาดเดาว่าคงเป็นเพราะผมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ขอให้ผมนำยาที่ต้องกินประจำติดตัวไปด้วยเผื่อต้องอยู่ยาว ผมตอบไปว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คสช.หรือใครก็ไม่มีอำนาจมาควบคุมตัวผม การขอข้อมูลคงไม่ต้องใช้เวลานานนัก เสร็จเมื่อไรผมจะขอ กลับเพราะยังมีอะไรที่ต้องทำอีกมาก

ท่ามกลางข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดี คดีที่ผมถูก คสช.ส่งทหารมาอุ้มไปควบคุมตัว และนำไปฟ้องศาลเพราะการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งศาลได้พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น บัดนี้คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ผมขอขอบคุณคุณนรินท์พงศ์ จินาภักดิ์ นายกสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยและทีมงานที่ช่วยเป็นทนาย พร้อมทั้งเพื่อนๆ อีกหลายท่านที่ไปเป็นพยานให้ สิ่งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าสิทธิและเสรีภาพจะได้มาจากการต่อสู้เท่านั้น เผด็จการไม่เคยเมตตาหยิบยื่นให้ทั้งที่เป็นของประชาชนมาแต่แรก

ปู-เทือกร่วมพิธีศพพ่อวรวัจน์

เวลา 14.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางร่วมพิธีพระราชทานเพลิงนายเมธา เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.แพร่ ผู้ก่อตั้ง บมจ.บ้านปู ที่เมรุประตูมาร เทศบาลเมืองแพร่ จ.แพร่ โดยมีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีตส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย บุตรนายเมธา และครอบครัวเป็นเจ้าภาพ ในพิธีดังกล่าวมีนักการเมืองมาร่วมงานอย่างคับคั่ง ซึ่งนอกจากสมาชิกพรรคเพื่อไทยแล้ว ยังมีนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานกปปส. นายกษิต ภิรมย์ อดีตรมว.ต่างประเทศ พรรคประชาธิปัตย์ และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตส.ส.แพร่ พรรคประชาธิปัตย์ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง สมาชิกนปช. เป็นต้น ทำให้ประชาชนต่างจับกลุ่มวิจารณ์ถึงการมารวมตัวกันของนักการเมืองต่างขั้วในครั้งนี้

นายสุเทพกล่าวว่า การเมืองที่ผ่านมายุ่งเหยิงโกงกิน ทุกฝ่ายต่างมีปัญหา จนทำให้เกิดการออกมาต่อต้านโดยภาคประชาชน ซึ่งตนได้เข้าไปร่วมทำงานกับเครือข่ายประชาชน ในกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเดินหน้าจนเกิดการเปลี่ยนแปลง จากนั้นทหารได้เข้ามาบริหารประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและคณะคสช. สามารถทำหน้าที่ได้ดีระดับหนึ่ง เป็นที่น่าพอใจ แต่เราไม่สามารถกำหนดหรือคาดหวังได้ตามที่เราต้องการในการปฏิรูปประเทศไทย แต่ขณะนี้เห็นได้ชัดว่ามีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งทั้งรัฐธรรมนูญที่จะประกาศใช้ และกฎหมายลูกที่จะเกิดขึ้น รับรองว่าดีกว่าเก่า ส่วนตัวแล้วพอใจการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ถึงจะไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์แต่ก็พอใจ การที่จะออกมายุ่งเกี่ยวการเมืองอีกหรือไม่ ขอบอกว่า นักการเมืองก็เหมือนนักกีฬาผลัดสี่คูณร้อย ตนได้ส่งไม้ให้คนอื่นไปแล้วจะไม่ขอเข้าไปเกี่ยวข้องในช่วงที่คนอื่นกำลังทำงาน

โพลชี้ชาวบ้านปลื้ม”บิ๊กตู่”ลดลง

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “2 ปี 6 เดือน ของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” สำรวจระหว่างวันที่ 20-24 ก.พ. จำนวน 1,250 หน่วยตัวอย่าง โดยถามถึงความคิดเห็นที่มีต่อการดำรงตำแหน่งนายกฯ ร้อยละ 34.96 ระบุว่า ทำงานในตำแหน่งนายกฯ ได้ดีมาก ร้อยละ 48.32 ระบุว่า ทำได้ค่อนข้างดี ร้อยละ 7.60 ระบุว่า ทำได้ไม่ค่อยดี และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนส.ค.2559 พบว่า เมื่อรวมสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่าทำงานได้ค่อนข้างดีและดีมาก พบว่า มีสัดส่วนลดลง

เมื่อถามถึงด้านอุดมการณ์ ร้อยละ 82.40 ระบุว่า มีอุดมการณ์และความตั้งใจทำงานเพื่อชาติและประชาชน รองลงมา ร้อยละ 12.16 ระบุว่า ไม่มีอุดมการณ์ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนส.ค.2559 พบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่า มีอุดมการณ์ลดลง ด้านความกล้าตัดสินใจ ร้อยละ 84.48 ระบุว่า มีความกล้าตัดสินใจ ในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ ร้อยละ 10.08 ระบุว่า ไม่มีความกล้าตัดสินใจในประเด็นทางการเมืองและการบริหารที่สำคัญ และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนส.ค.2559 พบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่ามีความกล้าตัดสินใจลดลง

ด้านบุคลิกภาพผู้นำของพล.อ.ประยุทธ์ ร้อยละ 65.44 ระบุว่า มีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร และเมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจในเดือนส.ค.2559 พบว่า มีสัดส่วนของผู้ที่ระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบทหาร และระบุว่ามีบุคลิกภาพผู้นำแบบประชาธิปไตยต่างมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น ด้านประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ร้อยละ 78.88 ระบุว่า มีประสิทธิภาพในการทำงานแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งครั้งนี้มีประสิทธิภาพในการทำงานลดลงกว่าปีที่แล้ว ด้านความโปร่งใส ตรวจสอบได้ในการทำงาน ร้อยละ 67.36 ระบุว่า การทำงานมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ร้อยละ 16.96 ระบุว่า การทำงานไม่มีความโปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้

เมื่อถามถึงความประทับใจในการทำงานของคณะรัฐมนตรี 5 อันดับแรก พบว่า อันดับ 1 ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 55.92 ระบุว่า ประทับใจในการทำงานของนางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยงและกีฬา อันดับ 2 ร้อยละ 54.48 ระบุว่าเป็น พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อันดับ 3 ร้อยละ 54.16 ระบุว่า เป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อันดับ 4 ร้อยละ 53.76 ระบุว่าเป็น นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และอันดับ 5 ร้อยละ 53.20 ระบุว่าเป็น นายปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข

ตลาดคลองผดุงฯสะพัด1.5พันล.

เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่ตลาดริมคลองผดุงกรุงเกษม ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีปิดงาน “เมืองสุขภาพดี วิถีไทย” ซึ่งจัดโดยกระทรวงสาธารณสุข ระหว่างวันที่ 6-26 ก.พ.2560 งานดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้แนะนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรให้กับประชาชน สร้างทางเลือกในการดูแลสุขภาพ โดยตลอดการจัดงานนี้มีประชาชนเข้ามาร่วมเลือกซื้อสินค้ากว่า 100,000 คน สามารถสร้างรายได้กว่า 44 ล้านบาท

พล.อ.วิลาศกล่าวปิดงานว่า รัฐบาลขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันสร้างกระแสการรักสุขภาพในหมู่คนไทยและคนทั่วโลก ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง และเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ รัฐบาลได้เล็งเห็นสุขภาพของสมุนไพรไทยให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือก และได้จัดทำแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ.2550-2564 ตลอดจนการกระตุ้นการท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มในภูมิปัญญาและเศรษฐกิจของไทย สร้างความเข้มแข็งในชุมชน ซึ่งจากการจัดงานตลาดริมคลองผดุงกรุงเกษมมาแล้ว 28 ครั้ง ทำให้มีเงินหมุนเวียนแล้วกว่า 1,500 ล้านบาท ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดธุรกิจและสามารถขยายผลไปยังต่างประเทศได้ด้วย

สำหรับการจัดงานตลาดริมคลองผดุงกรุงเกษมครั้งต่อไป ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เป็นเจ้าภาพ ภายใต้ชื่อ “วิถีไทยชายแดนใต้ กินดี อยู่ได้ เข้าใจกัน” ระหว่างวันที่ 7-24 มี.ค.2560

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน