แบ่งเค้กไม่ลงตัว! 3 พรรค ปชป.-ภท.-ชทพ.113 เสียง ผนึกต่อรอง พปชร.ตั้งรัฐบาล

3 พรรค ปชป.-ภท.-ชทพ. 113 เสียง ขู่ผนึกกำลังตั้งขั้วที่ 3 ต่อรอง พปชร. เหตุไม่พอใจถูกโยนเศษกระดูกให้ ยกเคส “เทือก” สมัยเป็นผู้จัดการรัฐบาลสายเปย์ ประเคนชิ้นปลามันให้พรรคร่วมที่เสียงน้อย

3 พรรค – วันที่ 9 พ.ค. แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดเผยถึงกระแสข่าวพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ประกาศสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เสียงเกิน 250 เสียงแล้ว โดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม และกระทรวงเศรษฐกิจเดิมทั้งหมดอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และมอบ 6 เก้าอี้ให้ ปชป. และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) รวมทั้งมอบ 2 เก้าอี้ให้พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นั้น แกนนำ ปชป.แปลกใจกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น และอยากเรียกร้องให้เจ้าของพรรคตัวจริงของ พปชร. มาเปิดโต๊ะเจรจากับแกนนำพรรคต่างๆ ที่ปรากฏเป็นข่าวโดยตรง

โดยขณะนี้ ปชป.ยังไม่ได้คุยกับแกนนำ พปชร.ตัวจริงในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะจะคุยเรื่องเหล่านี้ภายหลังคัดเลือกหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่วันที่ 15 พ.ค.

นอกจากนี้ ปชป.ยังไม่เห็นด้วยที่ พปชร.จะเก็บกระทรวงเศรษฐกิจไว้เองทั้งหมด เพราะอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลในอนาคต ทั้งยังเป็นการเปิดช่องให้ถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้าม เพราะตลอดระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาล คสช. 5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนระดับล่างและกลางได้รับความเดือดร้อนยากจน เป็นวงกว้าง เห็นชัดจากการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้าและยอดคนขึ้นทะเบียนคนจนมากขึ้นจาก 11.4 ล้านคนเป็น 14.5 ล้านคน

ดังนั้น หาก พปชร.ไม่ยอมคลายกระทรวงเศรษฐกิจเหล่านี้ให้พรรคการเมืองต่างๆ อาจเกิดปัญหา และพรรคต่างๆ ก็ไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงกับประชาชนได้

ไม่พลาดทุกข่าวสาร แอดไลน์ข่าวสด เพิ่มเพื่อน
แหล่งข่าวจาก ปชป. ระบุด้วยว่า สูตรจัดตั้งรัฐบาลที่ปล่อยออกมาไม่ถูกต้องทั้งหลักการและประเพณีปฏิบัติ เพราะ พปชร.มีเพียง 115 เสียงเท่านั้น กลับยึดกระทรวงหลักไว้ทั้งหมด ทั้งกระทรวงความมั่นคง และเศรษฐกิจ ต่างจากสมัยปชป.เมื่อปี 2552 ที่มีเสียงในมือมากถึง 163 เสียง แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคขณะนั้น ใจถึง มอบเก้าอี้สำคัญให้พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวินจำนวน 29 เสียง ก่อนเปลี่ยนไปเป็นพรรคภูมิใจไทย ได้เก้าอี้สำคัญอย่างกระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงคมนาคม เป็นต้น ก่อนจะผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯได้สำเร็จ ดังนั้น เงื่อนไขที่พปชร.ปล่อยออกมา จึงยากที่จะยอมรับ

นอกจากนี้มีกระแสข่าวว่า หาก พปชร.ไม่ยอมคายกระทรวงสำคัญให้ อาจทำให้ ปชป.ที่มี 52 เสียง ภท. 51 เสียง และ ชทพ. 10 เสียง รวม 113 เสียง จะอาสาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นขั้วที่ 3 โดยเชิญชวนพรรคต่างๆ จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับ พปชร.และพรรคเพื่อไทย เป็นสูตรการเมืองขั้วที่ 3 ที่ไม่มีความขัดแย้งกับใคร เชื่อว่าจะได้รับการยอมรับจากพรรคต่างๆ ถือเป็นอีกหนึ่งทางออกของประเทศ

บทความก่อนหน้านี้ลูกไม้ใต้ต้น! ‘น้องยี่หวา’ ลูกสาวโจ๊ก โซคูล งัดท่ายากดูทีวี คนแห่ชม “เด็กไร้กระดูก”
บทความถัดไปคุณแม่สายสตรอง ลิเดีย โชว์ท้องแก่ใกล้คลอด แต่กล้ามยังมาเป็นมัดๆ