พ.ร.บ.งบฯสะดุด เมาหมัดซ้ำซาก
พ.ร.บ.งบฯสะดุด เมาหมัดซ้ำซาก – รายงานการเมือง : รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา งานงอกไม่ทันตั้งตัว
กรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแฉ 2 ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเดียวกัน คือ นายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ส.ส.พัทลุง กับนางนาที รัชกิจประการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคภูมิใจไทย
ไม่อยู่ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่กลับมีชื่อเป็นองค์ประชุมและร่วมลงมติผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และวาระ 3
เท่านั้นไม่พอ ยังมีการเปิดเผยคลิปภาพของสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 จังหวะที่ น.ส.ภริม พูลเจริญ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชารัฐ เสียบบัตรลงคะแนนคนเดียวมากกว่า 1 ใบ ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเป็นการลงมติแทนกันหรือไม่
ต่อมาน.ส.ภริม แถลงยอมรับเป็นบุคคลในคลิปจริง โดยรับฝากเสียบบัตรลงคะแนนให้นายทวิรัฐ รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเดียวกันจริง เนื่องจากเครื่องลงคะแนนมีไม่เพียงพอ พร้อมยืนยันด้วยว่าในขณะนั้นตัวนายทวิรัฐ ก็อยู่ในห้องประชุมสภา
ส่วนนายฉลอง เทอดวีระพงศ์ ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่า ตนเองไม่ได้อยู่ในห้องประชุมสภาจริงและได้เสียบบัตรทิ้งไว้ในเครื่อง แต่ไม่ได้มอบหมายให้ใครกดลงคะแนนแทน ขณะที่นางนาที ไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้
ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกต การที่นายนิพิฏฐ์ ออกมาแฉส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองจนเรื่องลุกลามใหญ่โต
เป็นเพราะต้องการเช็กบิลเอาคืนนายฉลอง ผู้สมัครส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่สามารถโค่นนายนิพิฏฐ์ ได้ในสนามเขต 2 พัทลุง ในการเลือกตั้งทั่วไป 24 มี.ค.ปีที่ผ่านมา ขณะที่นางนาที เป็นผู้ดูแลพื้นที่ภาคใต้พรรคภูมิใจไทย
อีกทั้งเรื่องที่นายนิพิฏฐ์ ร้องทุจริตเลือกตั้งเขต 2 พัทลุงก็ยังคาอยู่ในคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต. ทั้งที่การเลือกตั้งล่วงเลยมาเกือบปี นายนิพิฏฐ์ ทวงถามหลายครั้ง แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า
อย่างไรก็ตาม หากเรื่องนี้เป็นปมแค้นส่วนตัวระหว่างพรรคคู่ปรับในสนามเลือกตั้ง จ.พัทลุง แต่กลับส่งผลกระทบในวงกว้างทั้งต่อสภาผู้แทนฯ และรัฐบาล หากว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 ต้องมีอันเป็นไป
จากกรณีส.ส.เสียบบัตรลงมติแทนกัน
ทำให้เกิดข้อสงสัยตามมาว่า จะส่งผลเสียหายต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2563 ที่เพิ่งผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภามากน้อยขนาดไหน ถึงขั้นทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่
เรื่องนี้แยกเป็น 2 ประเด็น
นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ชี้ว่าในกรณีส.ส.เสียบบัตรแทนกัน ไม่ว่าเจ้าของบัตรลงคะแนนจะอยู่หรือไม่อยู่ในห้องประชุมสภาก็ตาม ต้องถือว่ามีความผิดทุกกรณีทั้งคนฝากและคนรับฝากบัตร
ส่วนจะส่งผลต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ อย่างไร
ล่าสุดส.ส.รัฐบาล 90 คน กับส.ส.ฝ่ายค้าน 84 คน รวม 174 คน เข้าชื่อยื่นต่อประธานสภาผ่านไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ประเด็นสอบถามรวมๆ ก็คือ กระบวนการตราร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ขัดหรือแย้งกับหลักการออกเสียงการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 120 หรือไม่
หากขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา 120 จะถือว่าร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ตกไปทั้งฉบับ หรือเฉพาะมาตราที่ใช้บัตรแสดงตนและลงมติแทนผู้อื่น และกรณีนี้จะถือว่าสภาพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่เสร็จภายใน 105 วัน ตามมาตรา 143 วรรคหนึ่งของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และหากร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ตกไปทั้งฉบับ หรือเฉพาะมาตราที่มีการใช้บัตรแสดงตนและลงมติแทนผู้อื่น ต้องดำเนินการในแต่ละกรณีอย่างไร
ฝ่ายค้านยังสงสัยในประเด็นที่ว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ตราขึ้นโดยชอบด้วยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากกรณีมีหลักฐานข้อเท็จจริงชัดเจนว่า ส.ส.รัฐบาลเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน ทั้งในวาระ 2 และ 3
แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายเจ้าของฉายา “ศรีธนญชัย รอดช่อง” จะชี้ว่าการเสียบบัตรแทนกันเป็นความเสียหายร้ายแรง มีความผิดและ มีบทลงโทษ แต่ผลกระทบที่มีต่อร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ไม่น่าถึงขั้นวิบัติเสียหายร้ายแรง
การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตีความ ถึงผลจะออกได้สามหน้า ได้แก่ 1.ตกทั้งฉบับ 2.เสียไปเฉพาะมตินั้น 3.เสียไปเฉพาะคะแนนที่ถูกหักออกเนื่องจากเสียบบัตรแทนกัน แต่ส่วนตัวนายวิษณุ เชื่อว่าสุดท้ายน่าจะทำให้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ มีผลบังคับใช้ล่าช้าเท่านั้น
จากเดิมคาดว่าจะใช้ได้ช่วงต้นหรือกลางเดือนก.พ.
กรณีลุกลามบานปลายที่คนในพรรคประชาธิปัตย์จุดชนวนขึ้นมา
สร้างความวิตกกังวลให้กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และแกนนำรัฐบาลอย่างมาก ถึงกับต้องหารือนอกรอบกับพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายวิษณุ เครืองาม กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ เพื่อหาทางรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ
หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันกับร่างพ.ร.บ.งบฯ ดังกล่าวไม่ว่าในแง่ต้องล่าช้าไปอีก 2-3 เดือน หรืออาจต้องเป็นโมฆะ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการลงทุนในระดับรุนแรงแตกต่างกันแล้วแต่กรณี
ทั้งนี้ สาเหตุทำให้หลายคนห่วงว่าการเสียบบัตรแทนกันของส.ส.อาจทำให้ร่างพ.ร.บ.งบประ มาณฯ ถูกตีความเป็นโมฆะได้ ก็เนื่องจากมีบรรทัดฐานที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยคดีทำนองเดียวกันนี้มา แล้ว
กรณีนายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย เสียบบัตรลงมติแทนส.ส.คนอื่นในการประชุมสภาวันที่ 20 ก.ย. 2556 ในการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ หรือพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน
ผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การเสียบบัตรแทนกันทําให้การออกเสียงลงคะแนนของส.ส.ในการประชุมพิจารณานั้น เป็นการออกเสียงลงคะแนนไม่สุจริต ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่แท้จริงของผู้แทนปวงชนชาวไทย
เมื่อกระบวนการออกเสียงลงคะแนนในการพิจารณา ร่างกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงถือว่า มติของส.ส.ในกระบวนการตราร่างกฎหมายดังกล่าว เป็นมติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้ร่างกฎหมายที่ตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ
พร้อมระบุเหตุผลประกอบว่า การกระทําดังกล่าวเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของการเป็นส.ส. ซึ่งถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยไม่อยู่ในความผูกมัด แห่งอาณัติมอบหมาย หรือการครอบงําใดๆ และต้องปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
ขัดต่อหลักความซื่อสัตย์สุจริตที่ส.ส.ได้ปฏิญาณตนไว้
ขัดต่อหลักการออกเสียงลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญที่ให้สมาชิก 1 คน มีเพียง 1 เสียงในการออกเสียงลงคะแนน
ยังไม่รวมถึงประเด็นข้อสงสัยอื่นที่แตกแขนง ออกไป เช่น หากหักคะแนนที่เสียบบัตรแทนกันออกแล้ว จะทำให้เสียงลงมติเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ และส.ส.ที่เสียบบัตรแทนทั้งในฐานะคนฝากและคนรับฝาก ต้องโดนคดีอาญา ถูกถอดถอน ตัดสิทธิ์ทางการเมืองด้วยหรือไม่
ทั้งหมดนี้สุดท้ายต้องรอดูศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตัดสินอย่างไร แต่ไม่ว่าจะออกมาหน้าไหน ล้วนไม่เป็นผลบวกกับรัฐบาลแน่นอน