“ไก่อู”ย้ำ”บิ๊กตู่”ชวนประชาชน ตอบคำถาม 4 ข้อ ส่งศูนย์ดำรงธรรมเพื่อกำหนดอนาคต ประเทศหวังเตือนสติคนไทยต้องมีศักดิ์ศรี ไม่ยอม ให้ใครชักจูง “เสี่ยจ้อน”เชื่อเปล่าส่งสัญญาณยื้อเลือกตั้ง ปชป.-ชาติไทยพัฒนา-เพื่อไทย รุมซ้ำความคิดไม่เป็นประชาธิปไตย ประเมินประชาชนต่ำ ถามชี้นำ-หวังสืบทอดอำนาจ- ยุชาวบ้านตีกัน “ปู่พิชัย”ชงโมเดลเลือกตั้งครั้งหน้า 4 พรรคใหญ่ผนึกกำลังสู้ทหาร พรรคไหน ได้ส.ส.มากสุดได้เป็นนายกฯ “วิทยา”โต้ข้อหา กปปส.ขี้ข้าบิ๊กตู่ “สุชาติ”อดีตส.ส.เพื่อไทยโวยถูกทหารบุกบ้านลพบุรี ยึดข้อมูลในคอมพ์-หนังสือจำนำข้าว โฆษกกลาโหมเผยเอกสารความเห็นร่วมปรองดองคลอดแล้ว เดินหน้าทำร่างสัญญาประชาคม

ช่วยน.ร. – นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ขึ้นทอล์กโชว์ ด้วยรักและแบ่งปัน 1 “ครั้งนี้พี่ขอ” เพื่อหาทุนการศึกษามอบให้เด็กนักเรียนยากไร้ โดยมี ฮาร์ท-สุทธิพงษ์ และเสก โลโซ ร่วมขึ้นเวที ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 28 พ.ค.

โฆษกรัฐย้ำ”บิ๊กตู่”ชวนตอบ 4 ข้อ

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เชิญชวน พี่น้องประชาชนส่งความคิดเห็นจากคำถาม 4 ข้อไปยังศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัด ได้แก่ 1.ท่านคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป จะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ 2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร 3.การเลือกตั้งเป็นส่วนสำคัญของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ เช่น ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปนั้น ถูกต้องหรือไม่ 4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรจะมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่ หากเข้ามาได้แล้วจะให้ใครแก้ไข และแก้ไขด้วยวิธีอะไร

นายกฯมุ่งหวังให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของบ้านเมือง และนำความคิดเห็นที่ได้รับไปใช้ประโยชน์ เพราะที่ผ่านมาเรามักจะได้ยินแต่ความเห็นของนักการเมือง นักวิชาการ หรือจากผลสำรวจของโพลต่างๆ ที่เก็บข้อมูลจากตัวแทนของประชาชนเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้น ครั้งนี้จะเป็นการรวบรวมความคิดเห็นของประชาชนส่วนใหญ่อีกทางหนึ่ง ที่จะสะท้อนกลับมายังรัฐบาลและนักการเมืองว่า อะไรคือความต้องการที่แท้จริงของประชาชน

เตือนสติอย่ายอมถูกชักจูง

“นายกฯยังต้องการเตือนสติคนไทยว่า พี่น้องประชาชนต้องมีศักดิ์ศรีของตัวเอง โดยการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นที่สร้างสรรค์ มีคุณค่าต่อประเทศชาติ ไม่ยอมให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือกลุ่มใดออกมาชักจูง ปลุกปั่น บิดเบือน หรือให้ความหวังแบบที่เคยทำก่อนการเลือกตั้งทุกครั้ง เช่น โจมตีรัฐบาล สัญญากับประชาชนว่าจะให้สิ่งนั้นให้สิ่งนี้ โดยหวังแต่เพียงคะแนนเสียงและปลุกกระแสการ เลือกตั้ง ทั้งๆ ที่กรอบเวลาของการเลือกตั้งตามโรดแม็ปก็ยังมาไม่ถึง แต่ไม่เคยพูดถึงการแก้ไขปัญหาของชาติที่ตนเองมีส่วนสร้างไว้ในอดีต หรือจะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นเขาได้อย่างไร สำหรับรัฐบาลนี้ขอให้ความเชื่อมั่นว่า จะเร่งสะสางปัญหาที่หมักหมมและสร้างความเสียหายกับประเทศไว้ให้ดีที่สุด พร้อมทั้งเดินหน้าตามโรดแม็ปของการปฏิรูปประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้” พล.ท.สรรเสริญกล่าว

พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า ความคิดเห็น ที่พี่น้องประชาชนส่งไปยังศูนย์ดำรงธรรม จะถูกรวบรวมให้กับกระทรวงมหาดไทย เพื่อส่งต่อให้นายกฯ ส่วนรายละเอียดการปฏิบัติหรือการตอบคำถามของประชาชน รัฐบาลจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

อาจารย์ตอบคำถามนายกฯ

นายอดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่าในฐานะประชาชนคนหนึ่งขอตอบคำถามนายกฯดังต่อไปนี้ 1.ถ้าพิจารณาจากหลักการพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาลคือ นิติธรรม โปร่งใส มีส่วนร่วม ตรวจสอบได้ คุ้มค่า คุณธรรม คิดว่าคงไม่มีรัฐบาลไหนไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือยึดอำนาจเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลสมบูรณ์ 100 เปอร์ เซ็นต์ แต่อย่างน้อยการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้รัฐบาลที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญคือเป็นรัฐบาลที่มีกลไกในการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น การซื้อเรือดำน้ำก็สามารถตรวจสอบได้ เป็นต้น

2.เรื่องนี้ให้เป็นไปตามกลไกการตรวจสอบ การถอดถอนตามรัฐธรรมนูญหรือการตรวจสอบของสื่อมวลชน ของภาคประชาชน ทหารไม่ควรยึดอำนาจอีก 3.คนที่ไปหย่อนบัตรเลือกตั้งต้องคำนึงถึงอนาคตตนเองและอนาคตของประเทศอยู่แล้วรัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือยึดอำนาจย่อมมีภารกิจหลักคือการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิรูปประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องนำเสนอนโยบายยุทธศาสตร์และแผนการปฏิรูปประเทศทั้งก่อนการเลือกตั้งและก่อนการบริหารราชการแผ่นดิน

เชื่อหวังปรามกลุ่มฮาร์ดคอร์

4.ต้องนิยามคำว่านักการเมืองที่มีพฤติกรรม ไม่เหมาะสมให้ชัดเจนก่อนว่าคืออะไร และต้องยอมรับความเป็นจริงในสังคมไทยว่า การเลือกตั้งมีโอกาสที่เจ้าพ่อ มาเฟีย จะหลุดรอดเข้ามาเป็น ส.ส.หรือ ส.ว.ส่วนหนึ่ง แต่ต้องถูกควบคุมด้วยกลไกของรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งครั้งหน้าชัดเจนอยู่แล้วว่า แนวโน้มรัฐบาลคงจะเป็นกลุ่มขั้วอำนาจปัจจุบันเพราะถูกออกแบบไว้แล้ว ดังนั้นจึงสามารถจัดการกับกลุ่มนักการเมืองที่นายกฯเรียกว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยกฎหมายได้หากเขามีการกระทำผิด จริงๆ แล้วคนที่อยู่ในอำนาจที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมไม่ได้มีแต่นักการเมือง ทหารก็มี ตำรวจก็มี ก็ต้องว่ากันตามกฎหมายไป

“ผมมองโลกในแง่บวกว่านายกฯคงนำเรื่องนี้มาพูดเพื่อเตือนกลุ่มเคลื่อนไหวทาง การเมืองฮาร์ดคอร์เนื่องจากเหตุระเบิดที่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้ามากกว่าเป็นการส่งสัญญาณว่าจะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปอีก เพราะถ้ามีการเลื่อนการเลือกตั้งนอกจากจะเป็นการผิดสัญญาทั้งต่อประชาชนในประเทศและประชาคมโลก แล้วยังจะสร้างปัญหาอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ประกอบกับ คสช.ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญรองรับการต่อท่ออำนาจของตนเองไว้หมดแล้ว ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรที่จะเลื่อนการเลือกตั้ง” นายอดิศรกล่าว

“จ้อน”ปัดสัญญาณยื้อเลือกตั้ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) คนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ว่า คำถาม 4 ข้อของนายกฯ ไม่มีนัยยะใดๆ หรือส่งสัญญาณใดๆ เกี่ยวกับการเลื่อนหรือไม่เลื่อนการเลือกตั้ง เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดเส้นทางสู่การเลือกตั้งเป็นขั้นเป็นตอนภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจน คือเมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่จำเป็นต่อการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน แล้วส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน จากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องจัดการเลือกตั้งภายใน 150 วัน

ทั้งนี้ คิดว่าเป็นคำถามถึงอนาคตข้างหน้าว่าจะได้คนดีมีความรู้ความสามารถ มาปกครอง บ้านเมืองได้อย่างไร เป็นเรื่องที่ประชาชนต้องช่วยกันคิด เพราะในอดีตมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ดีที่สุดฉบับหนึ่ง แต่ไม่ทำให้การเลือกตั้งสุจริตหรือได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล มิหนำซ้ำการตรวจสอบทุจริตในระบบรัฐสภาก็ไม่ได้ผล องค์กรอิสระถูกแทรกแซงจนนำไปสู่การต่อสู้นอกสภา ด้วยความรุนแรงแบ่งประชาชนเป็นฝักฝ่ายห้ำหั่น ฆ่าฟันกันจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง และทำให้เกิดการรัฐประหารถึง 2 ครั้งในเวลา 10 ปี เป็นอดีตที่ขมขื่นของประชาธิปไตยที่ต้องไม่ให้เกิดขึ้นอีก ทั้งการเลือกตั้งที่ฉ้อฉลและการคอร์รัปชั่น ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาร่วมกันของคนไทยทั้งชาติ ไม่ใช่แค่ปัญหาของนายกฯ หรือของคนใดกลุ่มใด

“เสี่ยตือ”อัดประเมินประชาชนต่ำ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า หากพล.อ.ประยุทธ์ และพล.ท.สรรเสริญ เป็นนัก การเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยนั้นคำถาม 4 ข้อนี้จะไม่เกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เพราะมันจะมีคำตอบในตัวของมันเองว่า ระบอบประชาธิปไตยเป็นของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ดังนั้น การที่ประชาชนต้องการเลือกใคร ต้องการได้ธรรมาภิบาลแบบไหนก็เป็นสิทธิที่เขาจะเลือกใครก็ได้ อย่าประเมินประชาชนต่ำเกินไป ต้องให้เกียรติและรับฟังเสียงประชาชนบ้าง

วิธีคิดของทหารกับนักการเมืองอาจจะ ต่างกัน รัฐบาลที่มาจากนักการเมืองมองประชาชน สังคม ประเทศ เป็นตัวตั้ง รัฐบาลทหารก็มองอีกมุมหนึ่ง มองในเรื่องของความมั่นคง ซึ่งตนไม่ได้นึกตำหนิพล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.ท.สรรเสริญเพราะเรามีที่มาไม่เหมือนกัน แต่ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้ง หรือรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจรัฐ ย่อมมีทั้งคนชอบและมีทั้งคนชัง ดังนั้นเวลามีการเสนอความคิดอะไรออกมาย่อมมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง จึงคิดว่าเรื่องนี้จะไม่มีผล กระทบอะไรต่อรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า บางคนมองว่าเป็นเรื่อง ที่สะท้อนให้เห็นว่านายกฯต้องการอยู่ในอำนาจต่อไป นายสมศักดิ์กล่าวว่า กระบวนการ เลือกตั้ง ประชาชนมีความคิดตกผลึกแล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไรก็พูดไป ท้ายที่สุดประชาชนจะตัดสินในคูหาว่าเขาเลือกใคร เขารู้ว่าเขาจะเลือกแบบไหน แบบที่พล.อ.ประยุทธ์เสนอ หรือแบบที่ใจเขาต้องการ

ต้องให้เกียรติ-มอบศรัทธา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ นาย สมศักดิ์ยังแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊ก ส่วนตัวด้วยว่า “คำถาม ที่ไม่ต้องถาม” เห็น 4 คำถามที่ท่านนายกฯ ขอให้ประชาชนตอบ คิดว่านี่ถ้าท่านนายกฯมาจากระบอบประชา ธิปไตย จากการตัดสินใจของประชาชนแล้วคำถามทั้ง 4 ข้อ ท่านคงไม่ต้องตั้งคำถามหรอก เพราะทั้งหมดมีคำตอบอยู่ในตัวเองแล้วทุกข้อ อับราฮัม ลินคอล์น อดีตประธานาธิบดีของสหรัฐพูดไว้ชัดเจน การปกครองระบอบประชาธิปไตย คือการปกครองที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน การเคารพประชาชน รับฟังประชาชน ให้เกียรติ ประชาชน

และอย่าประเมินประชาชนต่ำเกินไป จะทำให้ท่านได้คำตอบที่ชัดเจนครับ นักการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และประชาชน ไม่มีใครรักชาติ มากน้อยไปกว่ากันหรอกครับ นอกจากความรู้สึกเท่านั้นที่ท่านอาจจะรักชาติมากกว่าทุกคน ซึ่งมันก็เป็นสิทธิของท่านครับ นายกฯมีสี่สงสัย วานให้ตอบ นี่ถ้ามาตามระบอบ ไม่ต้องถามประชาธิปไตย กำหนดไว้ ในนิยาม ถ้ามอบความศรัทธา ประชาชน

เพื่อไทยซัดทำคนทะเลาะกัน

นายชัยเกษม นิติสิริ แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์เริ่มจาก การตอบคำถามตัวเองก่อน ว่าที่ดูแลและบริหาร ประเทศมานั้นเป็นอย่างไร มีธรรมาภิบาลแล้วหรือไม่ เชื่อว่าจนถึงขณะนี้ทุกภาคส่วนทั้งนักการเมืองและประชาชนคงมีคำตอบในใจอยู่แล้ว ว่าอะไรที่ดีและอะไรที่ไม่ดีต่อบ้านเมือง ที่พล.อ.ประยุทธ์กำลังปกครองประเทศอยู่ กระทั่งตั้งคำถามขึ้นมานั้นทำท่าเหมือนว่าอยากจะอยู่ต่อหรือไม่ จะเลื่อนการเลือกตั้งออกไปด้วยหรือไม่ เหล่านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จะตอบคำถามว่าอย่างไร

“ผมไม่ค่อยให้ความสนใจ พล.อ.ประยุทธ์สักเท่าไร เพราะเวลาที่ท่านพูดอะไรออกมา มีแต่ความแตกแยก เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการสร้างความปรองดองอยู่ตลอด และที่ท่านตั้งคำถามดังกล่าวขึ้นมานั้น เหมือนสร้างประเด็นเพื่อให้คนทะเลาะกัน ส่วนที่ท่าน ระบุว่าให้ประชาชนส่งคำตอบไปที่ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศซึ่งสังกัดกระทรวงมหาดไทยนั้น ผมมองว่าขณะนี้ท่านก็เป็นนักการเมืองคนหนึ่ง เป็นผู้ปกครองที่ใช้ศักยภาพและเครื่องมือ ของหน่วยงานรัฐอย่างมีสาระเพียงพอหรือไม่ ผมถามว่าแล้วคำตอบที่ได้นั้นจะมาจากประชาชนจริงหรือไม่ ส่วนตัวมองว่า การที่ข้าราชการจะให้คำตอบกับผู้ปกครองประเทศ ย่อมจะต้องเป็นคำตอบที่ตามใจท่านใช่หรือไม่” นายชัยเกษม กล่าว

ระบุไม่เป็นประชาธิปไตย

ส่วนนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถามคำถาม 4 ข้อ แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ได้ มีความคิดเป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงของประชาชน เห็นว่าประชาชนไม่ฉลาดถูกหลอกได้ง่าย แถมยังไม่ได้ดูตัวเองและผลงานตัวเอง ว่าปัจจุบันสภาวะที่เป็นอยู่เป็นอย่างไร ดีกว่าในอดีตหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขอตอบคำถามของ พล.อ.ประยุทธ์ ดังต่อไปนี้

1.เชื่อว่าประชาชนมีวิจารณญาณที่จะเลือกผู้นำประเทศ และหากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาไม่มีธรรมาภิบาล ประชาชนสามารถถอดถอนได้ และไม่เลือกเข้ามาอีก 2. ขอถามกลับไปว่า จะจัดการอย่างไรกับรัฐบาลปัจจุบัน เพราะขาดผลงาน ขาดความรู้ความสามารถ และยังขาดวิสัยทัศน์และธรรมาภิบาล 3.การเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงของประชาชน ทั้งนี้ พรรคการเมืองต้องเสนอแนวทางพัฒนาประเทศให้ประชาชน ตัดสินใจ ไม่ใช่การยัดเยียดยุทธศาสตร์ 20 ปี และปฏิรูปเฉพาะคนกลุ่มเดียวอย่างที่เป็นอยู่

4.โดยปกติแล้วการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีการเปลี่ยนแปลง 30% ของส.ส.ทั้งหมด เป็นพัฒนา การของระบอบประชาธิปไตย และเป็นการคัดเลือกบุคลากรให้มาพัฒนาประเทศ หากนักการเมืองคนใดมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ประชาชนจะไม่เลือกเข้ามาอีก

“องอาจ”ชี้นายกฯ-คสช.รู้ดีสุด

ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของ นายกฯ ที่จะตั้งคำถามให้ประชาชนตอบ แต่คำตอบที่นายกฯ จะได้รับผ่านกระบวนการจัดการของศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาด ไทย โดยมีข้าราชการนำโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย รวบรวมคำตอบมาให้นายกฯ เราคงคาดหวังไม่ได้ว่าจะได้คำตอบที่ตรงไปตรงมา น่าเชื่อถือ แต่น่าจะได้คำตอบที่ถูกใจนายกฯ มากกว่า อีกทั้งคำถามมีลักษณะชี้นำโน้มเอียง หวังโน้มน้าวให้ได้รับคำตอบตามที่ผู้ถามต้องการมากกว่าจะได้รับคำตอบที่แท้จริง การตั้งคำถามทั้ง 4 ข้อของนายกฯ จึงไม่น่าจะเกิดประโยชน์ใดๆ ต่อบ้านเมือง มีแต่ จะเพิ่ม ปัญหาให้ประเทศชาติ ก่อให้เกิดผล กระทบต่อการสร้างความสามัคคีปรองดองที่นายกฯ และคสช. พยายามเดินหน้าเรื่องนี้อยู่โดยใช่เหตุ

คิดว่าประชาชนกลุ่มแรกที่ควรตอบคำถามทั้ง 4 ข้อนี้ คือนายกฯ และ คสช.ทั้งคณะ ที่น่าจะต้องรู้คำตอบดีกว่าประชาชน เพราะ คสช.ปฏิวัติยึดอำนาจ ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ คสช.บอกว่าทำให้ประเทศชาติมีปัญหา แล้วสถาปนาอำนาจของตนเองขึ้นมาโดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความสามัคคีปรองดอง การปฏิรูปด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ปฏิรูปตำรวจ กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต และเพื่อให้ได้รัฐบาลจากการเลือกตั้งที่มี ธรรมาภิบาล

จวกชี้นำ-หวังสืบทอดอำนาจ

นายองอาจกล่าวว่า นายกฯ และคสช.ยังมีแม่น้ำ 5 สาย ช่วยทำงานให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มีธรรมาภิบาล มีการทำรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง มีการออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะช่วยทำให้รัฐบาลหลังเลือกตั้งมีธรรมา ภิบาล คสช.จึงน่าจะตอบคำถาม 4 ข้อนี้ได้ดีกว่าคนอื่น เพราะท่านทำมากับมือ ใช้เวลาอยู่ในอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดถึง 4-5 ปี กว่าจะมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้งตามโรดแม็ป

“ดูจากคำถามแล้วรู้สึกว่านายกฯ จะวิตกกังวลว่ารัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะไม่มีธรรมา ภิบาล นายกฯ ไม่ควรวิตกกังวล ควรปล่อยให้ประชาชนกำหนดอนาคตของตัวเอง ไม่ควร มีใครทำตัวเป็นคุณพ่อ รู้ดีชี้นำประชาชน ถ้าได้ รัฐบาลไม่เหมาะสมก็มีกลไกต่างๆ มากมาย ที่ท่านมีส่วนกำหนดขึ้นจัดการได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ อย่าถือเอาอำนาจที่มีอยู่ในปัจจุบันไปวิตกกังวลหรือตัดสินใจแทนประชาชนล่วงหน้า ไม่ว่านายกฯ จะมีเจตนาดีอย่างไรในการตั้งคำถาม แต่คำถามและกระบวนการได้มาซึ่งคำตอบไม่อยู่บนพื้นฐานของความชอบธรรม ความน่าเชื่อถือ กลับทำให้ถูกมองได้ว่าชี้นำ สร้างกระแสเพื่อให้มีเงื่อนไขในการสืบทอดอำนาจ แทนที่จะเอาเวลามาคิดค้นคำถามเพื่อหาคำตอบที่ข้าราชการกระทรวงมหาดไทยจะชงมาให้ถูกใจ ท่านควรเอาเวลาที่เหลืออยู่เกือบ 2 ปีไปสร้างกลไก และมาตรการต่างๆ ให้รัฐบาลใหม่อยู่ในการบริหารงานที่มีธรรมา ภิบาลจะดีกว่า” นายองอาจกล่าว

“วิทยา”โต้ปมขี้ข้าประยุทธ์

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นายวิทยา แก้วภราดัย อดีตแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ประกาศจะกลับไปทำหน้าที่นักการเมืองในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลการสนทนาผ่านไลน์ของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์คนหนึ่งกับคู่สนทนา ซึ่งพาดพิงสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์และกปปส.บางคน ทำตัวเป็นขี้ข้าพล.อ.ประยุทธ์ว่า ตนเองไม่สบายใจในเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะนักการเมืองอย่างพวกตนที่กำลังกระสันการเลือกตั้งกันมาก

คิดว่าไม่น่ากลืนน้ำลายกันเร็ว เมื่อปีที่แล้วคนเหล่านี้คัดค้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับเลว ไม่เอารัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ แล้วทำไมกระสันนักหนากับการเลือกตั้งภายใต้การสืบทอดอำนาจนี้ ซึ่งนักการเมืองในอดีตเคยสร้างมาตรฐานไว้ เช่นนายอุทัย พิมพ์ใจชน เคยคัดค้านรัฐธรรมนูญปี 2521 ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้และท่านไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่มาบัดนี้คนที่ค้านรัฐธรรมนูญออกมาก่อนเพื่อนเลย อยากไปเลือกตั้งก่อนเพื่อน

ลั่นต่อสู้เผด็จการทุกรูปแบบ

“ผมอยากถามว่า พวกคนที่ไปให้โอกาสการทำงาน ให้กำลังใจพล.อ.ประยุทธ์ แล้วพวกตนจะไปเป็นขี้ข้าเผด็จการรัฐประหารหรือไม่ บอกตรงๆ ว่าอย่าใช้คำว่าขี้ข้าเลย เพราะคิดว่าคนที่ปากกล้าและต่อสู้มาทางการเมือง ผมไม่ได้ด้อยกว่าใคร มั่นใจว่า 30-40 ปีได้ต่อสู้มากับเผด็จการทุกรูปแบบ เผด็จการมี 2 รูปแบบคือเผด็จการที่ได้อำนาจมาจากอาวุธ และเผด็จการที่ได้มาจากอำนาจเงิน ทั้งสองอย่างถ้าสามานย์ เมื่อไหร่ต้องจัดการ ผมได้ต่อสู้มาแล้วทุกรูปแบบ มั่นใจว่าไม่ได้เป็นขี้ข้าของใคร นักการเมืองที่ดีต้องเป็นข้าของแผ่นดิน ชาติ พระมหากษัตริย์ ไม่ใช่ขี้ข้ารองรับตัณหาของตัวเอง ถ้าผ่านตรงนี้ไม่ได้ประชาชนมีแต่เบื่อหน่ายและด่านักการเมืองในตลอด” นายวิทยากล่าว

นายวิทยากล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเผด็จการหรือไม่ ตอบว่าใช่เพราะได้มาจากการ รัฐประหาร แต่ถามว่าสามานย์หรือไม่ ตอบว่ายัง เผด็จการที่ล้มง่ายที่สุดในประเทศไทยคือเผด็จการสามานย์ เผด็จการที่ล้มยากที่สุดคือเผด็จการทุนนิยมสามานย์ และคงไม่มีเผด็จการที่ไหนตั้งคำถามให้ประชาชนตอบเพื่อรับฟังข้อมูล ขณะที่พวกเราขอยืนยันในการเรียกร้องมาโดยตลอดคือ ขอให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง การปฏิรูปตำรวจครั้งใหญ่ และเร่งปราบการทุจริตในแวดวงราชการ และท้องถิ่นที่ยังคงมีมากอยู่ในขณะนี้

“ปู่พิชัย”ชงโมเดลสู้ทหาร

นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อถกเถียงระหว่าง กปปส.และพรรคประชาธิปัตย์ ถึงจุดยืนพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ตนอยู่ต่างประเทศ จึงไม่ทราบข่าวกรณีไลน์สนทนาของส.ส. พรรคหลุดตามหน้าสื่อ แต่ส่วนตัวตนกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการกปปส.ยังสนิทสนมเเนบเเน่นเหมือนเดิม ส่วนนาย สุเทพจะสนับสนุนใครเป็นนายกฯยังไม่เคยคุยกัน เป็นสิทธิของนายสุเทพ อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากรัฐธรรมนูญใหม่ที่เอื้อให้มีนายกฯคนนอกเเล้ว มีทางเดียวที่พรรคการเมืองจะต่อสู้กับพรรคทหารรักษาประชาธิปไตยได้คือ 4 พรรคใหญ่ ได้แก่ เพื่อไทย ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนา จะต้องสงบศึก ผนึกกำลังกันเพื่อต่อสู้พรรคทหาร ตกลงกันก่อนเลือกตั้งว่า ระหว่างหาเสียงอย่าโจมตีสาดโคลนกัน ต่างคนต่างชูนโยบายพรรคของตนให้ประชาชนชี้ขาด

“เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาเเล้วพรรคไหนได้ส.ส.มากกว่าก็ให้ 4 พรรคใหญ่สนับสนุนพรรคที่ชนะได้เป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นนักการเมืองจะปิดประตูเเพ้แน่ และต้องทนอยู่กับรัฐบาลทหารตามยุทธศาสตร์ชาติที่ร่างขึ้นมาอีก 20 ปี ผมขอเสนอเป็นโมเดลเอาไว้คนที่จะเจอผลกระทบก็คิดกันเอาเอง เพราะอีก 20 ปีปู่คงไม่อยู่เเล้ว” นายพิชัยกล่าว

อดีตส.ส.โวยถูกทหารบุกบ้าน

นายสุชาติ ลายน้ำเงิน อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย เปิดเผยกรณีที่ทหารจำนวนหนึ่งพร้อมอาวุธครบมือ บุกเข้าปิดล้อมล้อมบ้านตนเอง ที่บ้านเลขที่ 258 หมู่ 5 ต.บ้านกล้วย อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และบ้านแม่ของตนเอง พร้อมกับบ้านญาติพี่น้องซึ่งอาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันว่า เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ทหารบุกเข้าไปถึงได้ปิดล้อม และใช้กุญแจล็อกบ้านเอาไว้ทั้งที่มีคนอยู่ในบ้านเพื่อไม่ให้ออกจากบ้าน ทำให้คนเฒ่าคนแก่ กระทั่งเด็กเล็ก ซึ่งอาศัยอยู่ในบ้าน ตกใจ ส่วนตนไม่อยู่บ้าน ไปธุระที่จ.เชียงใหม่กับเชียงราย

ทหารเหล่านั้นกล่าวอ้างกับแม่ว่ามาจากกรุงเทพฯมาตามคำสั่งนาย ให้มาตรวจค้นอะไรสักอย่าง แล้วก็ไม่ได้อะไร นอกจากเอาหนังสือที่ตนกับพวกๆ เขียนเรื่องการรับจำนำข้าวพิมพ์ไว้ขายและเตรียมเอามาแจกชาวบ้านไปจนหมด และยังได้นำเอาข้อมูลในคอมพิว เตอร์ของตนไป พร้อมกับซีดีกิจกรรมตอนหาเสียงด้วย ตนว่างเว้นการเมืองมา 3 ปีที่ผ่านมา ทำไร่ทำนา ออกไปทำงานชาวบ้านอยู่ที่พื้นที่ตลอด อยากถามว่าการกระทำครั้งนี้ ตนผิดอะไร ไม่มีใครกล้าไปทำหรอก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลพระมงกฎเกล้า ชาวบ้าน เขามองออกว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรอยู่ ตนหลง ให้กำลังใจทหารมาตลอดเวลา แต่วันนี้ทหารมาทำแบบนี้ และมาเอาตนไปโยงกับการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ยิ่งดูไม่ดีเลย

กห.เผยเอกสารปรองดองคลอดแล้ว

ที่กระทรวงกลาโหม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ในคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง เปิดเผยถึง กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองและผลการดำเนินงานกว่า 3 เดือน ตั้งแต่ 14 ก.พ.2560 ว่า ในภาพรวมมีความคืบหน้าไปมาก ประชาชนมีความตื่นตัวและให้ความร่วมมืออย่างดียิ่ง โดยหลังจาก ผู้แทนพรรคและกลุ่มการเมือง องค์กรภาคประชาสังคม ภาคเอกชนและภาคประชาชนจากทั่วประเทศ ได้ร่วมกันสะท้อนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ รวมทั้งร่วมตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลอย่างครบถ้วนแล้ว ผ่านกระบวนการรับฟัง โดยมีอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นประธาน

ข้อมูลจากการรับฟังดังกล่าว ได้ถูกส่งต่อให้อนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ โดยมีผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน ไปดำเนินการวิเคราะห์และสังเคราะห์ ร่วมกับ ผลศึกษาแนวทางสร้างความสามัคคีปรองดองที่มีมา ด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ตามหลักวิชาการ จนได้ “เอกสารความเห็นร่วม” ที่สมบูรณ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และขณะนี้ อยู่ระหว่างการจัดส่งเอกสารความเห็นร่วม ดังกล่าวให้คณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการ ซึ่งมีผู้บัญชาการทหารบกเป็นประธาน เพื่อจัดทำเป็น “ร่างสัญญาประชาคม” หรือ กรอบความต้องการของประชาชนในการ อยู่ร่วมกันอย่างสงบสันติสุขในอนาคตต่อไป

เดินหน้าทำร่างสัญญาประชาคม

พล.ต.คงชีพกล่าวว่า ทางพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้เน้นย้ำเป็นนโยบายถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการสร้างความสามัคคีปรองดองของสังคม โดยให้เปิดกว้างรับฟังประชาชนอย่างทั่วถึงในทุกภาคส่วน ดำเนินงานในทุกขั้นตอนด้วยความเป็นกลาง ตามหลักวิชาการอย่างรอบคอบ ครบถ้วนในทุกประเด็น เพื่อให้ข้อมูลที่ได้ เป็นประโยชน์ในการจัดทำร่างสัญญาประชาคม และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิจารณาใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าว กำหนดเป็นแผนงานในระดับปฏิบัติการ ระดับนโยบายและระดับยุทธศาสตร์ ในการขับเคลื่อนแก้ปัญหาแต่ละพื้นที่และเร่งคลี่คลายปัญหาความเหลื่อมล้ำของสังคม ซึ่งมุ่งเน้นสนับสนุนสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐบาลในภาพรวม โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและสามารถทำได้ทันทีในปี 2560 ซึ่งเป็น “ปีแห่งการปฏิรูปประเทศ”

กระบวนการสร้างความสามัคคีปรองดองมิใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่ทุกรัฐบาลพยายามแก้ปัญหาความขัดแย้งที่มีมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลปัจจุบันเพียงเข้ามาสานต่อโดยมุ่งเน้นความเป็นรูปธรรม ด้วยการหยุดสถานการณ์ความขัดแย้งที่ใช้ความรุนแรงทันทีและนำสังคมเข้าสู่ความเป็นปกติด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังควบคู่กับการเปิดกว้างรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อเข้าใจมูลเหตุหรือปัญหาพื้นฐาน และกำลังใช้ความพยายามคลี่คลายปัญหาและทำความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ให้บรรลุผลเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ เราตระหนักดีว่า ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน เป็นปัจจัยหลักที่สำคัญ ขอเพียงเชื่อมั่นและมั่นใจกัน คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดองทุกคน จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อส่งเสริมการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ร่วมกันกำหนด

“ยุทธพงศ์”ท้าเปิดชื่อคนโกง

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ออกมาแฉว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้โกงเงินสหกรณ์ จำนวน 2,479 ล้านบาท โดยกู้ยืมเอง เซ็นอนุมัติเอง และซัดทอด กรมส่งเสริมสหกรณ์ว่า รู้แล้วแต่ไม่ทำอะไร และไปมอบรางวัลสหกรณ์ดีเด่นให้กับสหกรณ์ดังกล่าวด้วยว่า ตนเคยเป็นอดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ช่วงปี 2555-56 เป็นช่วงเวลาที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เกิดเรื่องการทุจริตขึ้นพอดี อีกทั้งตนมีหน้าที่ในการกำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ในขณะเกิดเรื่องด้วย

นายยุทธพงศ์กล่าวว่า ตนขอชี้แจงว่า ขณะเกิดเรื่องการทุจริตในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อต้นปี 2556 ตนไม่เคยนิ่งนอนใจ หรือเพิกเฉยต่อการจัดการกับการทุจริต และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯขณะนั้น เคยเรียก ตนไปพบที่ทำเนียบรัฐบาล และสั่งให้ตนจัดการ แก้ปัญหาการทุจริตของสหกรณ์ดังกล่าว และให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับใครก็ไม่ละเว้น ดังนั้นตนในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์ แห่งชาติ (คพช.) ได้เรียกประชุม เพื่อแก้ปัญหา การทุจริตในสหกรณ์ และมีหนังสือสั่งการเป็น ลายลักษณ์อักษร และมีรายงานการประชุม คพช.ส่งไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะที่อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นนายทะเบียนของสหกรณ์ให้ดำเนินการสอบสวน และดำเนินคดีเอาผิดต่อผู้บริหารสหกรณ์ดังกล่าว

“ผมขอท้านายไพบูลย์ ถ้ามีนักการเมืองระดับชาติ คนไหน ไปร่วมโกง ให้เปิดเผยชื่อออกมา และให้ไปร้องเรียนต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินคดีได้เลย หรือ ถ้ามีข้าราชการประจำคนไหน สมคบหรือร่วมโกงสหกรณ์ดังกล่าว ขอให้แฉชื่อออกมา และให้นำชื่อไปส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 จัดการ ผมจะให้เวลานายไพบูลย์ 3 วัน ในการออกมาเปิดเผยชื่อ ถ้าไม่ยอมออกมาเปิดเผยชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ผมจะเดินทางไปพบนายไพบูลย์ที่เครือข่ายปฏิรูปประชาชน เพื่อสอบถามว่าที่นายไพบูลย์ พูดเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่” นายยุทธพงศ์กล่าว

ผอ.อผศ.แจงอย่าเชื่ออ้างชื่อ”ป้อม”

เมื่อวันที่ 28 พ.ค. พล.อ.อำนาจ รอดสวัสดิ์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ชี้แจงถึงกรณีกลุ่มธรรมาภิบาลเครือข่ายภาคประชาชนต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น จะเดินทางไปร้องเรียนนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 29 พ.ค. เพื่อตรวจสอบการคัดเลือกเอกชนผู้ร่วมลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงาน ราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ.2560 จำนวน 100 เมกะวัตต์ ขององค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก(อผศ.) เนื่องจากพบว่ามีกลุ่มอ้างตัวว่าเป็นนายทหาร อ้าง คสช. และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ไปเรียกรับผลประโยชน์กับเอกชนที่ต้องการได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ร่วมลงทุนในโครงการนี้ว่า เมื่อคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศโครงการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินของหน่วยราชการ อผศ.ซึ่งมีสิทธิ์ดำเนินการได้ดำเนินการอย่างยุติธรรม โปร่งใส และยึดประโยชน์ของอผศ.เป็นสำคัญ เพื่อนำรายได้มาสงเคราะห์ทหารผ่านศึก ครอบครัวทหารผ่านศึก

การดำเนินโครงการนี้ อผศ.ดำเนินการตามระเบียบของอผศ.เกี่ยวกับการให้เอกชนร่วมลงทุน มีการแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้ร่วมลงทุน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่พิจารณาคัดเลือกเอกชน และกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการคัดเลือก และการคัดเลือกเบื้องต้น ได้จัดจ้าง บริษัทที่ปรึกษาเพื่อให้คำปรึกษาโดยอาศัยแนวทางตามระเบียบพัสดุและกฎหมายว่าด้วยการให้ เอกชนร่วมลงทุน มีการพิจารณากำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องต้น รวมทั้งได้ชี้แจงและตอบข้อซักถามจนเป็นที่พอใจของผู้สนใจเข้าร่วมลงทุนรับทราบแล้ว

สำหรับกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่ามีนายทหารแอบอ้างชื่อ คสช. และอ้างชื่อพล.อ.ประวิตร ไปเรียกรับผลประโยชน์นั้น หากมีผู้พบเบาะแสว่า หรือมีหลักฐานว่ามีผู้กระทำการดังกล่าว ขอให้เปิดเผยรายชื่อและแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐได้ทุกช่องทาง โดย อผศ.จะดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด ทั้งนี้ ขออย่าได้หลงเชื่อ และขอให้รับฟังข้อเท็จจริงจาก อผศ.เท่านั้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน