กกต.สมชัยสวนกลับวิษณุ ย้อนถามปลา 2 น้ำไม่ได้ มีที่เฉพาะกกต.ระบุทั้งป.ป.ช.-ศาลรัฐธรรมนูญก็มี แถมเยอะด้วย เล่นงานหน่วยเดียว 2 มาตรฐานหรือไม่ ขณะที่ณัฐวุฒิชี้เรื่องอาจไม่จบแค่เซ็ตซีโร่ แต่จะเซ็ตซีรีส์ขึ้นมาอีกหลายตอนเพื่อเลื่อนการเลือกตั้ง ครม.รับทราบมหาดไทยดีเดย์ 4 คำถามวันจันทร์หน้า อ้างต้องใช้บัตรประชาชนพร้อมตัวเลข 13 หลัก เพื่อยืนยันตัวตนไม่ให้มีการสวมสิทธิ์ บิ๊กตู่เผยกินทุเรียนก้านยาวทุกวัน ลงพื้นที่ชมงานมหานครผลไม้เมืองจันทบุรี ม็อบคนรักหลักประกันสุขภาพยื่นบิ๊กตู่ค้านแก้กฎหมาย 30 บาทรักษาทุกโรค ระบุไม่เป็นธรรม
“ตู่”เผยกินทุเรียนก้านยาวทุกวัน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 มิ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนการประชุม นายกฯ เยี่ยมชมผลไม้นานาชนิด ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานำมาจัดแสดง เพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานมหานครผลไม้ 2017 FRUITPITAL FAIR และงานเปิดสวนผลไม้ เพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดจันทบุรี ซึ่งในวันที่ 7 มิ.ย. นายกฯ จะลงพื้นที่จันทบุรี เพื่อติดตามความคืบหน้าสินค้าเกษตรที่สหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏและเยี่ยมชมงานดังกล่าวด้วย
พล.อ.ประยุทธ์ได้ชิมทุเรียนพันธุ์กลิ่นสมุทร ที่เป็นทุเรียนพื้นเมืองมีรสชาติหอมหวานกลิ่นน้ำนม พร้อมกล่าวว่า ทุเรียนนี้กินทุกวันโดยเฉพาะพันธุ์ก้านยาว ผู้สื่อข่าวถามว่าชอบทานทุเรียนพันธุ์ไหนมากสุด นายกฯกล่าวว่าชอบทุกสายพันธุ์ที่เป็นผลไม้ไทย พร้อมกันนี้นายกฯได้พูดคุยกับชาวสวนจ.จันทบุรีว่า ปีนี้สินค้าราคาเกษตรดี และอีก 2 ปีน้ำจะดีกว่านี้และทำให้เกษตรกรมีความสุข
ไม่ให้สัมภาษณ์-เขียนตอบแทน
ด้านตัวแทนชาวสวนกล่าวกับนายกฯว่า คนจันทบุรีมีความสุขและวันพรุ่งนี้จะได้เจอกับนายกฯด้วย ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ฝากบอกด้วยว่ามีความสุขดีแล้วขอให้ไปบอกคนที่ไม่มีความสุขด้วย อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้นำพูทุเรียนมาถ่ายรูปประกอบโดยกล่าวว่า การจะให้นายกฯทำอะไร ต้องนึกถึงหน้านายกฯ บ้าง ไม่ใช่ตลกเกินไป ไม่ดี
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกับเกษตรกรชาวสวนว่า ต้องช่วยกันแก้ปัญหาสังคม สังคมแย่ ต้องอาศัยสื่อ สังคมจะได้รู้ว่าบ้านเมืองสงบสุข บ้านเมืองมีสิ่งดีๆ มาก เรื่องอะไรที่ไม่จำเป็นให้พอได้แล้ว 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ยุ่งอยู่กับเรื่องเดียว เรื่องดีๆ หายหมด สังคมและต่างประเทศว่าอย่างไร มองกันอย่างไร ให้คิดบ้าง แล้วประเทศจะเป็นอย่างไร
จากนั้น นายกฯหันไปถามชาวสวนว่า “ดูข่าวบ้างหรือเปล่า ไม่ต้องไปอ่านแล้วสื่อ เน็ตไอดอล บ้าบอคอแตก” พร้อมกับหยิบทุเรียนหันมาทางสื่อแล้วบอกว่า ช่างถามจริง ถามจน รมว.กลาโหมป่วยเลย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเป็นประธานประชุมครม. พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยนายกฯ เดินลงมาพร้อมโบกมือเป็นสัญญาณว่าไม่ให้สัมภาษณ์ โดยพ.อ.หญิงทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ เปิดเผยว่า นายกฯได้ตอบคำถามเป็นลายลักษณ์อักษร และมอบให้ตนเป็นผู้ชี้แจงต่อสื่อให้รับทราบตามคำถามที่ตั้งไว้ 10 ข้อ
ทั้งนี้ การตอบคำถามสื่อมวลชนเป็นลายลักษณ์อักษรของพล.อ.ประยุทธ์ ถือเป็นสัปดาห์ที่สองที่ใช้ลักษณะดังกล่าว
โต้เซ็ตซีโร่กกต.ไม่เกี่ยวสืบอำนาจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์โดยตอบเป็นลายลักษณ์อักษรผ่าน พ.อ.หญิงทักษดา ถึงความเห็นเรื่องการ เซ็ตซีโร่ กกต. ที่ยังขัดแย้งกันอยู่ ขณะที่ฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม บางพรรค ระบุเป็นความพยายามสืบทอดอำนาจของ คสช.ว่า “ไม่ทราบว่ามองว่าคสช.จะสืบทอดอำนาจได้อย่างไร กกต.มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง เมื่อประชาชนออกมาใช้สิทธิ์แล้วจะไปแก้ไขคะแนนเสียงได้อย่างไร กกต.หรือใครก็ทำให้มีการสืบทอดอำนาจไม่ได้”
เมื่อถามถึงแนวทางการรวบรวมคำตอบของประชาชนต่อคำถาม 4 ข้อของนายกฯที่กระทรวงมหาดไทยขอความร่วมมือให้ประชาชนไปให้ข้อคิดเห็นที่ศูนย์ดำรงธรรม พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้ว เพราะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนโดยตรง ตนต้องการให้สังคมและประชาชนเรียนรู้และเท่าทันทางการเมือง สร้างหลักคิดในเรื่อประชาธิปไตยและการเลือกตั้งให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน แก้ไขปัญหาในอดีต วางรากฐานรัฐบาลในอนาคต เมื่อมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น จะได้เลิกมองเรื่องการสืบทอดอำนาจ
แจงทหารนั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคเพื่อไทย ขอให้ตรวจสอบสถานะทางบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประสบภาวะขาดทุนกว่า 130,000 ล้านบาท นายกฯ กล่าวว่า ตนจะไม่รับเรื่องร้องเรียนจากบุคคลที่พูดแบบนี้ แต่จะรับเรื่องจากฝ่ายกฎหมาย องค์กรอิสระ หรือกระบวนการยุติธรรมส่งเรื่องมาให้ จะไม่รับเรื่องโดยตรงจากบุคคลพลเรือน ขอให้ไปดำเนินการผ่านช่องทางที่ถูกต้อง เรื่องดังกล่าวขอให้ฟังรายละเอียดและการชี้แจงจากธปท.ว่าจากข้ออ้างว่าประสบภาวะขาดทุนนั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร
เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่มีทหารเข้าไปนั่งเป็นบอร์ดจำนวนมาก แทนที่จะเปิดทางให้มืออาชีพเข้ามาบริหารจริงตามแนวทางปฏิรูปรัฐวิสาหกิจของ คสช. นายกฯ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีปัญหาภายในบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ จึงให้ทหารเข้าไปนั่งสังเกตการณ์ ไม่ใช่ไปนั่งยกมือหรือแสดงความคิดเห็น หลายเรื่องรัฐบาลแก้ไขปัญหาไปแล้ว โดยได้รับข้อมูลเป็นสัดส่วนของกรรมการในบอร์ด ซึ่งเป็นไปตามข้อกฎหมาย ยืนยันว่าไม่ได้นำทหารเข้าไปในสัดส่วนของบอร์ดจำนวนมากและตัดสัดส่วนอื่นออก ถือเป็นบอร์ดของกรรมการทั่วไป ไม่ใช่บอร์ดเฉพาะทาง
ก.ค.-เตรียมบินมะกันพบทรัมป์
ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม.ถึงกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาของพล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงเดือนก.ค.นี้ว่า ฝ่ายไทยและสหรัฐอยู่ระหว่างประสานนัดหมาย และขณะนี้ผู้เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ รวบรวมข้อมูลด้านเศรษฐกิจและการพาณิชย์สำหรับใช้หารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐตามที่นายกฯสั่งการ และยังเตรียมข้อมูลด้านอื่นๆ ด้วย
พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการของนายกฯ ตามคำเชิญของนายโดนัลล์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐว่า กระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานงาน เราต้องรอการยืนยันวันเวลาจากสหรัฐ เบื้องต้นจากการพูดคุยในระดับเจ้าหน้าที่ คาดว่าจะเป็นช่วงปลายเดือน ก.ค.นี้ ต้องรอการยืนยันจากทั้งสองฝ่าย เมื่อมีการกำหนดเวลาคร่าวๆ แล้ว ก็ต้อง เตรียมการล่วงหน้า ซึ่งนายกฯได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูข้อมูลที่ไทยและสหรัฐจะหารือกัน ทั้งในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานความมั่นคง เรื่องการค้ามนุษย์ เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าก่อนหน้านี้สหรัฐเคยประกาศประเทศที่เกินดุลการค้าซึ่งไทยติด 1 ใน 10 ด้วยจะหยิบยกมาหารือด้วยหรือไม่ พล.ท.วีรชนกล่าวว่า เท่าที่ทราบประด็นดังกล่าวไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะต้องไปพูดกัน แต่ทั้งหมดยังไม่มีรายละเอียดว่าประเด็นที่จะหารือมีอะไรบ้าง วันนี้คงเป็นเรื่องการค้าการลงทุน ความร่วมมือและความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งปัจจุบันและอนาคต เรื่องความมั่นคง การศึกษา
มท.ดีเดย์ 4 คำถามบิ๊กตู่ 12 มิ.ย.นี้
ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการรวบรวมคำตอบจาก 4 คำถามของนายกฯ ว่า ขณะนี้กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดแนวทางปฏิบัติให้กรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาคที่จะรับฟังความเห็นของประชาชน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 12 มิ.ย.นี้ โดยใช้เวลาราชการตั้งแต่ 08.00-16.30 น. ผู้ที่จะแสดงความคิดเห็นหรือตอบคำถามต้องไปแสดงตัวที่ทำการเขต 50 เขตของ กทม. หรือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดหรือศูนย์ดำรงธรรมอำเภอทั่วประเทศ และต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ป้องกันการสวมสิทธิ์จากบุคคลอื่น ทางการจะมีแบบฟอร์มให้กรอกแสดงความคิดเห็น
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า ที่ประชุมครม.มีมติรับทราบตามที่กระทรวงมหาดไทยรายงานความคืบหน้าการรับฟังความเห็น หลังจากนายกฯ ฝาก 4 คำถามถึงประชาชน โดยจะเริ่มรับฟังความเห็นของประชาชนวันที่ 12 มิ.ย.นี้เป็นต้นไป ประชาชนในกทม. แสดงความเห็นได้ที่สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ศูนย์ดำรงธรรมของกระทรวงมหาดไทย รวมทั้งศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนัก นายกฯ หรือสายด่วน 1111 ส่วนต่างจังหวัดเสนอความคิดเห็นได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมอำเภอและจังหวัด ซึ่งมีกว่า 848 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งหลังเปิดรับฟังความเห็นแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะประมวลผลเพื่อสรุปเสนอนายกฯ ทุก 10 วัน โดยประมวลผลครั้งแรกในวันที่ 20 มิ.ย. ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจะเปิดรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่มีกำหนด
จตุพรทวงสัญญาประชาคม
ที่ศาลทหาร นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวถึงการทำสัญญาประชาคม สร้างสามัคคีปรองดองว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ในฐานะผู้รับผิดชอบ ประกาศชัดเจนว่าในเดือนมิ.ย. จะประกาศสัญญาประชาคม โดยได้รวบรวมประเด็นจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ ทั้งส่วนกลางและภูมิภาค จึงอยากให้ประชาชนช่วยติดตามว่าสัญญาประชาคม จะเป็นทางออกให้กับประเทศได้หรือไม่ เนื่องจากกว่าจะถึงวันเลือกตั้ง ตนมองเห็นวิกฤตรออยู่ข้างหน้า จากที่แต่ละฝ่ายตั้งประเด็นเพื่อสร้างบรรยา กาศให้เกิดขึ้นเหมือนก่อนวันที่ 22 พ.ค.2557 ซึ่งมาตรการที่จะหยุดยั้งความคิดเห็นเหล่านี้ได้ คือสัญญาประชาคมที่ผบ.ทบ.จะเป็นผู้ประกาศ
“ผมประหลาดใจว่าคนในรัฐบาล ในแม่น้ำทั้ง 5 สาย หลายคนได้แสดงทัศนคติที่เป็นปัญหาต่อการเลือกตั้ง ทั้งยั่วยุ เพื่อให้เกิดปัญหา ทั้งที่หนทางเลือกตั้งยังอีกยาวไกล ถือเป็นการวิตกกังวลกับการเลือกตั้งในอนาคต ทั้งนี้ เห็นว่าสิ่งที่จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ที่อยากสื่อไปยังผบ.ทบ.คือมาตรการและแนวทางของผบ.ทบ.ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นนับ 1 ประเทศไทยและเชื่อว่าคนไทยก็เฝ้ารอ เพราะการปรองดองครั้งนี้เกิดขึ้นได้ จากที่ นายกฯเชิญพระกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 10 ถึง 2 ครั้ง” นายจตุพรกล่าว
เต้นชี้ 4 ข้อเสนอนปช.ตกหล่น
ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการนปช. กล่าวว่า จากการตรวจทานความคิดเห็นเพื่อสร้างปรองดองรอบที่ 2 ที่นปช.เสนอไป พบว่าตกหล่นไป 4 ประเด็น เชื่อว่าถ้าจะสร้างความปรองดองที่ยั่งยืนและมีหลักประกันไม่เกิดความขัดแย้งได้ จะต้องมี 4 ประเด็นนี้ถูกบรรจุในร่างสัญญาประชาคม นั่นคือ 1.รัฐ ธรรมนูญฉบับนี้มีข้อกังวลว่าเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งในอนาคต จึงควรชัดเจนว่าหลังเลือกตั้ง มีรัฐบาลใหม่ จะต้องมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยรัฐสภาที่มาจากประชาชน และทำประชามติอีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชอบธรรมของที่มาและเนื้อหา 2.นปช.เห็นว่า บุคคลและองค์กรที่อยู่ในกำกับของรัฐ ไม่ควรมีอำนาจแต่งตั้ง ยกเลิกใบประกอบวิชาชีพสื่อ เพราะจะทำให้รัฐมีอิทธิพลต่อสื่อ จะเป็นเงื่อนไขความขัดแย้งอีก
ย้ำเป็นข้อเสนอที่ยุติความขัดแย้ง
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า 3.ควรเอาคำสั่งของคณะรัฐประหารทุกยุคสมัยมาทบทวน และยกเลิกการบังคับใช้ ถ้าจำเป็นต้องออกกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อรองรับการขาดหายไปของคำสั่งที่บังคับใช้ก็ต้องทำในกระบวนการอธิปไตยของประชาชน และ 4.เป็นประเด็นสำคัญที่ไม่มีกลุ่มใดเสนอเลย คือการปฏิรูปกองทัพหรือหน่วยงานความมั่นคง ดังนั้น เพื่อเป็นหลักประกันในการสร้างประชาธิปไตย กองทัพต้องปฏิรูปตนเองด้วย เนื่องจากบทบาทของฝ่ายความมั่นคงถูกตั้งข้อสังเกต ว่ามีส่วนสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ผ่านมา ดังนั้นกองทัพจำเป็นต้องปฏิรูป จะไปแปลกแยก ยืนอยู่นอกวง เป็นผู้บริหารจัดการไม่ได้
“นี่คือ 4 ข้อที่ขาดหายไป เพราะร่างสัญญาประชาคมใกล้จะออกมาแล้ว ผมจึงฝากประเด็นนี้ไว้พิจารณาแก่สังคมด้วย ยืนยันว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่เสนอจากการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย หรือแสดงตนเป็นปฏิปักษ์ต่อผู้มีอำนาจ แต่ทั้ง 4 ข้อนี้มาจากการตกผลึกในการต่อสู้และความขัดแย้งผ่านมา ถ้าไม่เน้นย้ำจะเงียบหายไปเฉยๆ เราคงเสียดาย นี่เป็นความจริงที่เราเสนอต่อผู้มีอำนาจ นายณัฐวุฒิกล่าว
สัญญาประชาคมเสร็จ 15 มิ.ย.นี้
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.เฉลิชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงการจัดทำร่างสัญญาประชาคมว่า ตนได้รับข้อมูลจากคณะอนุกรรมการพิจารณาบูรณาการข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะฯ ชุดที่ 2 เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้กำลังจัดทำร่างสัญญาประชาคม โดยจะเสร็จภายในวันที่ 15 มิ.ย.นี้ จากนั้นจะนำตัวร่างสัญญาประชาคม ส่งให้พล.อ.ประวิตรต่อไป
พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า จากนั้นตนจะเปิดเวทีสาธารณะ 4 พื้นที่กองทัพภาคให้ประชาชนรับรู้ร่างสัญญาประชาคมเป็นอย่างไร ก่อนส่งไปที่คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ชุดใหญ่อนุมัติต่อไป อย่างไรก็ตาม กระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิ.ย.นี้
เปิดเวที 4 ทัพภาค-ให้ทหารคุม
“จากข้อมูลที่ได้รับ ซึ่งในภาพรวมทั้งหมดผมจะจัดระเบียบให้เป็นรูปแบบ ซึ่งคิดกันไว้แล้วแต่ไม่พูดถึง เพราะมีนักวิชาการหลายคนกำลังเสนอความคิดเห็น พูดไปจะกลายเป็นว่าประธานเปิดเผยข้อมูลไปก่อน ขอย้ำว่าภายในสัปดาห์หน้าจะได้ข้อยุติว่ารูปแบบสัญญาประชาคมจะเป็นอย่างไร มีกี่ขั้นตอน ผมจึงจะชี้แจงให้ทราบได้ หลังส่งมอบให้พล.อ.ประวิตรแล้ว” พล.อ.เฉลิมชัยกล่าว
เมื่อถามว่าสัญญาประชาคมจะต้องมีการลงนามหรือไม่ ผบ.ทบ. กล่าวว่า ต้องรอผลการประชุม แต่ตอนนี้ไม่มีการลงนาม เพราะส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมีจุดอ่อนเยอะ ซึ่งเราจะดำเนินการในรูปแบบสัญญาประชาคม ส่วนการเปิดเวทีของ 4 กองทัพภาคนั้น คนรับผิดชอบหลักคือทหาร แต่ผู้ว่าฯ จะเป็นคนกำหนดพื้นที่ที่สะดวกทั้งการคมนาคม และการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนมากที่สุด ที่ผ่านมาเราทำเยอะ ทำครอบคลุมทุกพื้นที่
สมชัยโต้ปลา 2 น้ำไม่ใช่แค่ที่กกต.
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีเซ็ตซีโร่ กกต.ว่า ทุกที่ล้วนมีปลาสองน้ำ ตรรกะปลาสองน้ำ ออกมาจากปากคนอย่างน้อย 3 คน คือ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. นายตวง อันทะไชย ประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยกกต. และนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯว่าคือเหตุผลในการเซ็ตซีโร่ กกต.ชุดนี้ แต่ภาวะปลาสองน้ำไม่ใช่ภาวะที่เกิดขึ้นกับองค์กรอิสระ เช่น กกต.เพียงองค์กรเดียว เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะครบวาระ 5 คน ใน 9 คน โดย 5 คนใหม่ที่จะมาก็มาภายใต้คุณสมบัติใหม่ นี่คือปลาสองน้ำ ส่วนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากยึดตามคุณสมบัติใหม่ จะมีป.ป.ช.ปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง 8 ใน 9 คน สรรหามาใหม่ 8 คน คนเดิม 1 คน นี่ก็คือปลาสองน้ำ
“ทุกองค์กรอิสระ วาระการดำรงตำแหน่งเป็นวาระเฉพาะตัว การเข้าและออกจึงไม่จำเป็นต้องพร้อมกัน นี่คือปลาสองน้ำ ดังนั้น การทำงานให้ประสบความสำเร็จ จึงมิใช่เรื่องของที่มาด้วยคุณสมบัติ หรือวาระการดำรงตำแหน่ง แต่อยู่ที่ความสามารถในการทำงานเป็นทีม กล้าตัดสินใจ และดำรงความเป็นอิสระ มิได้อยู่ภายใต้อาณัติของฝ่ายการเมือง การออกกฎหมายต้องคำนึงถึงหลักการ มิใช่คำนึงถึงตัวบุคคล ดังนั้น ควรพูดให้ตรงว่าเป็นปลาสองน้ำ หรือออกกฎหมายสองมาตรฐาน” นายสมชัย ระบุ
ณัฐวุฒิงัดกรณีปปช.โต้กลับวิษณุ
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ปฏิกิริยาของฝ่ายต่างๆ ต่อกรณีเซ็ตซีโร่กกต.ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าหลายปีที่ผ่านมาสังคมไทยขับเคลื่อนด้วยหลักการ หรือทุกอย่างเป็นเรื่องหลักลอย แล้วแต่ผู้มีอำนาจจะปักหลักตรงไหน ขึ้นอยู่กับผลประโยชน์ทางการเมือง ณ สถานการณ์นั้น แต่ถ้าเรายืนยันหลักการที่ถูกต้อง จะไม่มีคำถามจากนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ในวันนี้ ว่าการออกกฎหมายย้อนหลังแล้วเป็นโทษขัดหลักนิติธรรมหรือไม่ เพราะในการยึดอำนาจของคมช.ปี 2549 มีการออกกฎหมายย้อนหลังตัดสิทธิ์ทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เวลานั้นก็มีการตั้งคำถามเรื่องนี้ แต่คนส่วนหนึ่งกลับไม่สนใจ
ส่วนคำอธิบายของนายวิษณุ อ้างว่า สาระสำคัญของการเซ็ตซีโร่ กกต.คือการแก้ปัญหาปลา 2 น้ำนั้น จะนำมาใช้ไม่ได้ เพราะถ้ายึดตามหลักการ กรณีแบบนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในยุค คมช. ตอนนั้นหัวหน้าคณะยึดอำนาจออกคำสั่งแต่งตั้งกรรมการ ป.ป.ช.ซึ่งมีอำนาจมากกว่า กกต.หลายเท่าเข้าปฏิบัติหน้าที่เลยโดยไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ต่อมามีบางคนหมดวาระก็สรรหาใหม่ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ไปทำงานร่วมกับชุดเดิม ซึ่งเป็นเรื่องปลา 2 น้ำ มาคนละอย่างแบบที่นายวิษณุอ้าง แต่ขณะนั้นไม่มีเนติบริกรหรือผู้มีอำนาจคนไหนบอกว่าเป็นปัญหา
จับตาเซ็ตซีรีส์-ไม่ใช่แค่เซ็ตซีโร่
นายณัฐวุฒิกล่าวต่อว่าอยากให้ทุกฝ่ายได้ฉุกคิดว่าถ้ายอมรับการบิดเบือนหลักการ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง จะมีแต่การบิดไปบิดมาจนในที่สุดหลักการที่สากลยึดถือจะกลายเป็นเรื่องเหลวไหลในสังคมไทย และไม่มีหลักประกันอะไรเลยว่าเราจะออกจากความขัดแย้งไปสู่ประชาธิปไตยได้
“เท่าที่ดูเรื่องนี้คงไม่จบแค่เซ็ตซีโร่ แต่เป็นการเซ็ตซีรีส์ ซึ่งจะมีผลสำคัญอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ในอนาคต ซีรีส์แรกคือ การหาข้อยุติไม่ได้ใน สนช.จนนำไปสู่การตั้งกรรมาธิการร่วม ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หรืออื่นๆ ซึ่งผลที่สุดคือการยืดเวลาเลือกตั้งออกไป ส่วนอีก ซีรีส์คือ ตั้งเป้าจะมี กกต.ใหม่ทั้ง 7 คนเพื่อทำภารกิจสำคัญในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปตามโรดแม็ปทางอำนาจของบางฝ่าย สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ รัฐธรรมนูญร่างเอง กฎหมายลูกทำเอง กกต.ตั้งเอง ส.ว.ตั้งเอง เผลอๆ จะมีพรรคตั้งเองด้วย แทบไม่ต้องเดาว่านายกฯ คนต่อไปจะเป็นใคร ถ้าคนส่วนใหญ่อยากได้แบบนี้ก็ต้องทำใจเรียนรู้กันไป นึกเสียว่าคนฆ่าหั่นศพยังเป็นไอดอลของคนบางกลุ่ม ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในสังคมไทย” นาย ณัฐวุฒิกล่าว
“สมคิด”ลั่นศก.ไทยโตต่อเนื่อง
วันที่ 6 มิ.ย. ที่โรงแรมอิมพีเรียล กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในการประชุมประจำปี International Conference on the Future of Asia ครั้งที่ 23 ในงาน Nikkei forum ซึ่งมีภาคเอกชนญี่ปุ่นเข้าร่วมฟังกว่า 300 คนว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่เปราะบางของตะวันตกขณะนี้ พลังการเมืองและดุลอำนาจของโลกจะเปลี่ยนไปเพียงใด ซึ่งไม่มีใครหรือสถาบันใดเลยที่จะฟันธงชี้ชัดได้ว่าโลกในอีกหนึ่งปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จึงเป็นความท้าทายที่พวกเราชาติแห่งเอเชียจะต้องหันหน้าเข้าหากัน ร่วมมือกัน ที่จะปรับตัวปรับทิศทางให้พลังแห่งเอเชียนั้นเป็นความหวังใหม่ในการรักษาไว้ซึ่งการค้าเสรี เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจโลก ให้เอเชียเป็นแสงนำทางโลกภายใต้หมอกควันที่แห่งความไม่แน่นอนหนาทึบในขณะนี้
รองนายกฯ กล่าวว่า วันที่ 14-15 พ.ค.ที่ผ่านมา จีนได้ขยับตัวด้วยการประชุมนำเสนอแนวทางแห่งความร่วมมือระหว่างชาติในเอเชีย และเชื่อมต่อภูมิภาคอื่นๆ ในโลก และความพยายามของญี่ปุ่นในการผลักดันให้เกิดเขตการค้าเสรี TPP ซึ่งประกอบด้วยชาติพันธมิตร 12 ประเทศ แม้จะไม่มีสหรัฐ ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าสนับสนุน โดยเฉพาะหากนำปัญหาอุปสรรคมาปรับปรุงและปรับจูนเงื่อนไขที่จะทำให้ชาติสมาชิกเข้าร่วมสร้างเขตการค้าเสรีได้อย่างมีพลัง ก็เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันผลักดันให้เกิดขึ้น และการที่ญี่ปุ่นกระโดดเข้ามาแทนที่สหรัฐในการเป็นผู้นำขับเคลื่อน TPP เป็นสิ่งที่น่าชมเชยอย่างยิ่ง ทั้งนี้ ชาติใหญ่อย่างญี่ปุ่น จีน อินเดียและเกาหลีใต้จะต้องเป็นหัวแรงในการนำและผลักดัน
นายสมคิดกล่าวว่า ตนเห็นว่าปัจจัย 4 ข้อดังต่อไปนี้มีความสำคัญต่อการขจัดอุปสรรคเพื่อเพิ่มพูนศักยภาพแห่งเอเชีย 1.การเชื่อมโยงระหว่างกันทั้งเส้นทางคมนาคมและการสื่อสารเพื่อให้เกิดการค้าเสรีอย่างสมบูรณ์ 2.ยุทธศาสตร์ร่วมแห่งการพัฒนา เริ่มตั้งแต่ระดับอนุภูมิภาคแล้วเชื่อมต่อในระดับที่กว้างขึ้น 3.ทรัพยากรมนุษย์ จะต้องร่วมมือกันยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะแรงงาน เตรียมบุคลากรเข้าสู่ยุคดิจิตอล และ4.ประเทศต่างๆ ในเอเชียจะต้องทุ่มเททุกวิถีทางในการรักษาสันติภาพและมีความไว้เนื้อเชื่อใจกันเพื่อสร้างอนาคตแห่งเอเชียร่วมกัน
“ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศใหญ่ แต่เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตการณ์ทางการเมืองให้เป็นโอกาสในการปฏิรูปประเทศในทุกมิติ หลังจากทำงานหนักในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจได้เติบโตต่อเนื่องจาก 0.8 เปอร์เซ็นต์ เป็น 3.2 เปอร์เซ็นต์ในปีแล้วและคาดว่าจะอยู่ในช่วง 3.5 หรือสูงกว่าในปีนี้ ขณะนี้ไทยก้าวพ้นจากความถดถอยทางเศรษฐกิจในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา และในปีนี้ IMD ได้ขยับลำดับให้ดีขึ้นอีก 1 อันดับ ในอันดับที่ 27 และถึงแม้การปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังจะเป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่ แต่ไทยก็ตระหนักถึงเป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้นคือการร่วมมือกับมิตรประเทศในเอเชียในการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพและความรุ่งเรืองของภูมิภาคแห่งนี้ ไทยพร้อมเสมอที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังที่จะรับผิดชอบและมีส่วนร่วมสร้างอนาคตใหม่แห่งเอเชีย เพื่อเป็นความหวังใหม่ให้กับโลก” นายสมคิดกล่าว
ม็อบยื่น”ตู่”ค้านแก้กม.บัตรทอง
เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. ที่หน้าตึกองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถ.ราชดำเนินนอก กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพหลายร้อยคนรวมตัวกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ดุสิต สน.นางเลิ้ง และนครบาล 1 รวมทั้งทหารจากกองทัพภาคที่ 1 คอยดูแลความสงบเรียบร้อย เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. ขอให้หยุดกระบวนการแก้ไขปรับปรุงพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.2545 โดยแนวทางการแก้ไขที่ถูกเสนอต่อรัฐบาลนั้น จะส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบต่อการรักษาพยาบาล โดยเฉพาะการเข้าถึงยารักษาโรคที่อาจมีราคาสูงขึ้น และยาบางตัวอาจไม่มีรักษาผู้ป่วย เนื่องจากแนวทางแก้ไขกฎหมายจะให้กระทรวงสาธารณสุขเป็นผู้ซื้อยา แทนสำนักงานหลักประกันสุขภาพ หรือสปสช. โดยภาคประชาชนอาจมีอำนาจทับซ้อนต่อการซื้อยาภายในกระทรวง และเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อให้สอบรับกับคำสั่ง คสช. ที่ 37/2559 ตามมาตรา 44
น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษกกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ทางกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ เครือข่ายประชาชน 9 ด้านในระบบหลักประกันสุขภาพ และเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลโดยนายกฯ ยุติกระบวนการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และให้เริ่มต้นกระบวนการแก้ไขใหม่ แต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขกฎหมายให้มีความสมดุล สร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนอย่างเท่าเทียม จัดรับฟังความเห็นต่อพ.ร.บ.ฉบับนี้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง เนื่องจากพบว่าการแก้กฎหมายดังกล่าว มีหลายประเด็นที่ทำลายเจตนารมณ์และหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของประชาชน
โดย 1.เห็นว่าองค์ประกอบของคณะทำงานแก้ก้ไขกฎหมายที่ รมว.สาธารณสุขตั้งขึ้นนั้นไม่เหมาะสม ไม่เป็นธรรม โน้มเอียงเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ให้บริการจากกระทรวงสาธารณสุข เนื่องจากสัดส่วนของคณะทำงาน 26 คนเป็นฝ่ายผู้จัดบริการมากถึง 12 คน สัดส่วนของประชาชนเพียง 2 คน ที่เหลือคือหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง 2.เนื้อหากฎหมายหลายเรื่องมีแนวโน้มเอื้อประโยชน์ต่อผู้จัดบริการ เช่น การเพิ่มบอร์ด สปสช. เท่ากับทำลายหลักการสมดุลระหว่างผู้ซื้อบริการและผู้ให้บริการ , การที่กำหนดให้ระบบหลักประกันสุขภาพไม่สามารถซื้อบริการ ดูแลรักษา ส่งเสริมป้องกัน ฟื้นฟูและบำบัดจากภาคส่วนอื่นได้ แต่ต้องส่งเงินให้กับหน่วยบริการเท่านั้น
3.กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าว ในพื้นที่ 4 จังหวัดใหญ่คือ เชียงใหม่ ขอนแก่น หาดใหญ่ และกทม. ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ทั้งที่ประชาชนกว่า 48 ล้านคนจะมีผลกระทบจากพ.ร.บ.นี้ และ 4.กระบวนการแก้ไขพ.ร.บ.ครั้งนี้ถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 เพราะดำเนินการโดยไม่คำนึงถึงเจตนารมณ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนดว่า การแก้ไขกฎหมายต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและต้องให้ผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าร่วมในกระบวนการแก้กฎหมายอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทางกลุ่มได้ส่งตัวแทน 10 คน มายื่นหนังสือที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนางมาลินี ภาวิไล รักษาการแทนผอ.ศูนย์บริหารประชาชน เป็นผู้รับหนังสือแทน พร้อมแจ้งว่าจะนำเรื่องเรียนนายกฯ พร้อมส่งเรื่องให้กระทรวงสาธารณสุขรับทราบ
