กองปราบลุย-คดีพัสดุบึ้ม “3ทหาร”รับ-ฉกจากคลังแสง ใส่กล่องส่งขายลูกค้าทั่วปท.
คดีพัสดุบึ้มคืบแล้ว กองปราบฯเผยมีพลเรือน 15 ราย ทหาร 3 นาย เกี่ยวข้อง พร้อมขยายผลบุกตรวจบ้าน 2 แห่งที่สมุทรสาครและจันทบุรี ยึดของกลางอาวุธสงครามหลายรายการ ส่วน 3 ทหาร ถูกควบคุมที่มทบ.11 เปิดปากสารภาพขโมยระเบิดและเครื่องกระสุนจากคลังอาวุธของกองพันทหารช่างที่ 1 รอ.ส่งขายทั่วประเทศ ‘บิ๊กป้อม’ ต่อสายเตีย บันห์ รองนายกฯ และรมว.กลาโหมกัมพูชา เคลียร์ปมสื่อไทยตีข่าวเกี่ยวพันคดีจ่าทอ.ขนอาวุธ ยันไม่ได้ติดใจอะไร แต่ขอให้ขอโทษอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชา ขณะที่ตร.สอบพ.อ.อ.ภคิน ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 พร้อมเก็บลายนิ้วมือส่งเทียบอาวุธสงครามของกลางที่ยึดได้
เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่สำนักวิเทศสัมพันธ์กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกหนังสือถึงสำนักงาน ผู้ช่วยทูตทหารไทยประจำกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เรียกร้องให้สื่อมวลชนไทยบางสำนักแสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการภายหลังนำเสนอข่าวพาดพิงพล.อ.เตีย บันห์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหมของกัมพูชากรณีจับกุมอาวุธสงคราม ว่า ตนโทรศัพท์พูดคุยกับพล.อ.เตีย บันห์ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีความเข้าใจดีต่อกัน พล.อ. เตีย บันห์ไม่ได้ติดใจเอาความอะไร เพียงแต่อยากให้แสดงความรับผิดชอบและขอโทษอย่างเป็นทางการต่อรัฐบาลกัมพูชา จึงอยากขอให้สื่อไทยระมัดระวังการนำเสนอข่าวที่พาดพิงถึงบุคคลระดับสูงของกัมพูชา หาก ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ หรือสอบสวนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะไทยและกัมพูชามีความสัมพันธ์ที่ดีมาโดยตลอดและผู้บริหารประเทศทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาโดยตลอดเช่นกัน
“เขาฝากเตือนมายังสื่อมวลชนไทยว่า การนำเสนอข่าวใดหากเกี่ยวกับผู้นำระดับสูงของต่างประเทศ หรือประเทศเพื่อนบ้านต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง และมีข้อมูลหลักฐานที่แน่ชัด ต้องระมัดระวัง อย่ารีบร้อนดำเนินการ เพราะอาจเกิดความเสียหายและจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งทุกเรื่องควรรอการสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงเสียก่อน” พล.อ.ประวิตรกล่าว
ที่กองปราบปราม พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สันติ ชัยนิรามัย รองผบก.ป. เปิดเผยความคืบหน้าคดีจับกุมวัตถุระเบิด และเครื่องกระสุน ถูกส่งมาในกล่องพัสดุของบริษัทขนส่งเอกชนแห่งหนึ่ง ว่า เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. นายทหารพระธรรมนูญแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนของกองปราบปราม เพื่อให้ดำเนินคดีเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้จำหน่าย ผู้จัดหา ร่วมถึงผู้สั่งซื้อในกระบวน การทั้งหมด ในข้อหา “มีอาวุธปืนและวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้โดยผิดกฎหมาย” ต่อมาสอบสวนพบว่าคดีนี้มีผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นพลเรือน 15 ราย และมีทหารอีก 3 นาย หลังจากนั้นยังได้เข้าตรวจค้นบ้านผู้ต้องสงสัย 2 ราย ที่จ.สมุทรสาคร และจ.จันทบุรี
พล.ต.ต.สุทินกล่าวต่อว่า จุดแรกเป็นห้องพักเลขที่ 78/17 ม.4 ต.บ้านเกาะ อ.เมือง จ.สมุทร สาคร ซึ่งสามารถตรวจยึดระเบิดขว้าง ชนิด M26 จำนวน 1 ลูก อาวุธปืนขนาด.45 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนอาก้า 1 กระบอก เครื่องกระสุน 75 นัด เสื้อเกราะและกล่องกระดาษไปรษณีย์ ส่วนจุดที่สอง เข้าตรวจค้นบ้านพักเลขที่ 28 ม.4 ต.วังโตนด อ.นายายอาม จ.จันทบุรี ซึ่งเป็นการขยายผลจากจุดแรก เป็นบ้านของนายสายชล หรือ อส.ชล สิงห์คราญ อายุ 47 ปี สามารถตรวจยึด อาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก ซองกระสุน 3 ซอง เครื่องกระสุน 124 นัด เบื้องต้นส่งตัวนายสายชล ให้สภ.นายายอาม ดำเนินคดีไปแล้ว
พล.ต.ต.สุทินกล่าวอีกว่า สำหรับผู้ต้องสงสัยทั้งพลเรือนและทหารขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ มทบ.11 ซึ่งพนักงานสอบสวนกำลังขออนุมัติหมายจับ ส่วนการสอบสวนทหารทั้ง 3 นาย ให้การว่า ขโมยระเบิดและเครื่องกระสุนจากคลังอาวุธของกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ ก่อนนำไปขายให้กับลูกค้าทั่วประเทศ ทั้งนี้วัตถุระเบิดที่ตรวจยึดได้ ดังกล่าว ยังไม่พบความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ระเบิด 3 จุด ในพื้นที่กทม. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามหากพยานหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใดจะดำเนินคดีทั้งหมด
สำหรับความคืบหน้ากรณีพ.อ.อ.ภคิน เดชพงษ์ ขนอาวุธสงครามแล้วรถคว่ำในพื้นที่อ.คลองใหญ่ จ.ตราด พ.ต.อ.ดเรศ กัลยา รองผบก.ภ.จว.ตราด ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า ยังสอบปากคำพ.อ.อ.ภคิน เป็นวันที่สาม เพื่อหาความเชื่อมโยงของคดี และผู้เกี่ยวข้องทั้งในจ.ตราดและพื้นที่อื่น แต่เป็นไปด้วยความล่าช้า แม้พ.อ.อ.ภคิน จะสารภาพ แต่ก็ไม่ได้ซัดทอดถึงร.ต.ท.พิเสริด เรียง เจ้าหน้าที่กัมพูชา ที่ขับรถเรนจ์โรเวอร์ อย่างไรก็ตามมีกล้องวงจรปิดของโรงแรมที่เข้าพักจับภาพไว้ได้ นอกจากนี้ทางพฐ.ตราด ได้เก็บลายนิ้วมือผู้ต้องหา เพื่อนำไปเปรียบเทียบลายนิ้วมือที่ปรากฏอยู่ในปืนสงคราม
ด้าน พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. กล่าวว่า จากตรวจสอบการเดินทางเข้าและออกของผู้ต้องหาทั้ง 3 คน ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองตราด พบว่าพ.อ.อ.ภคิน ไม่เคยเข้าออกเลย ขณะที่นายจักรพงษ์ ไกรเรือง พบเดินทาง 11 ครั้ง ส่วนนายพิเสริด ชาวกัมพูชาเดินทางเข้าออกบ่อยถึง 231 ครั้ง โดยทุกครั้งเป็นการเข้าและออกถูกต้องตามขั้นตอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพียงบุคคลเท่านั้น ส่วนสิ่งของหรือสัมภาระจะเป็นหน้าที่ของกรมศุลกากร