รองนายกฯสมคิดปาฐกถา “ก้าวที่ 40 มติชน ก้าวสู่ประเทศไทย 4.0” ชี้ยุคดิจิทัลฟินเทคมาแรงเป็นนวัตกรรมใหม่ด้านการเงินกับเทคโนโลยีที่จะให้เกิดการเงินใหม่ เป็นไปตามความคาดหมาย น้องชายบิ๊กตู่พร้อมอีก 6 สนช.ลาลงมติโดดประชุม ผลสรุปออกมาแล้วไม่ผิดจริยธรรมตามข้อบังคับ รองประธานสนช.พีระศักดิ์ พอจิต ระบุลาไปทำภารกิจหัวหน้าหน่วยงานที่สังกัดเนื่องจากให้บุคคลอื่นทำแทนไม่ได้ เตรียมบรรจุให้ที่ประชุมสนช.รับทราบต่อไป เลขาธิการคสช.แจงทหารบุกบ้านอดีตรัฐมนตรีโจ้ไม่เกี่ยว 4 คำถาม แต่เนื่องจากเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือทำลายจำนำข้าว ฆ่าชาวนา จึงต้องไปพูดคุยด้วย ส่วนกรณีอดีตรัฐมนตรีพิชัยนั้น แค่เชิญมาดื่มกาแฟแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจเพื่อให้ประเทศเดินหน้าร่วมกันได้ ด้านปลัดมหาดไทยเซ็นคำสั่งแล้ว คืนเก้าอี้ผู้ว่าฯแม่ฮ่องสอนให้สืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ เจ้าตัวดีใจกลับไปทำงานต่อวันจันทร์นี้

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และโฆษกกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีครม.มีมติอนุมัติโครงการจัดซื้อรถเกราะล้อยางวีเอ็น 1 จำนวน 34 คัน งบประมาณ 2,300 ล้าน จากจีนว่า การอนุมัติดังกล่าวอยู่ในแผนการจัดหารถเกราะล้อยางระยะที่ 2 ประจำปี 2560-2563 โดยใช้งบผูกพันของกองทัพบกในแผนพัฒนาเสริมสร้างกำลังกองทัพเดิมอยู่แล้ว ซึ่งกองทัพบกจะเป็นหน่วยที่ใช้ ทั้งนี้ เพื่อทดแทนรถเกราะวี 150 ที่ใช้งานมากว่า 40 ปี รวมถึงทดแทนรถสายพานเอ็ม 113 เอ 3 ที่ใช้งานมากว่า 50 ปี และให้ทหารม้าของกรมทหารม้าที่ 1 มีรถเกราะใช้งานเพราะเป็นหน่วยยานเกราะ

พล.ต.คงชีพกล่าวว่า ยืนยันว่าซื้อตามความจำเป็นในฐานะหน่วยที่ใช้งาน ซึ่งมีคณะกรรมการกำหนดมาตรฐานยุทโธปกรณ์ที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และ ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นของประเทศใด การซื้อครั้งนี้ทราบว่าจีนจะมาช่วยเราสร้างโรง ซ่อมบำรุงตามนโยบายความร่วมมือการป้องกันประเทศ เพราะเรามียุทโธปกรณ์ของจีนอยู่ในรถถัง วีที 4 กับรถเกราะล้อยางวีเอ็น 1

รองรับจีนเปิดศูนย์ซ่อมอาวุธ

พล.ต.คงชีพกล่าวต่อว่าจีนจะเปิดเป็น ศูนย์ซ่อมที่ไทยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีทางทหาร ทำให้ไทยลดค่าใช้จ่ายในการส่งซ่อม ส่วนสถานที่จัดสร้างโรงซ่อม เราไปดูพื้นที่ จ.นครราชสีมา แต่จะต้องประเมินความพร้อมร่วมกับจีนอีกครั้งว่าจะจัดตั้งที่ใด ซึ่งต่อไปเราจะกำหนดในแพ็กเกจผูกพันว่าเราจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากประเทศใด เราจะขอความร่วมมือให้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างหรือโรงงานประกอบที่ไทยด้วย

เมื่อถามถึงข้อกังขาที่ระยะหลังรัฐบาลอนุมัติจัดซื้อยุทโธปกรณ์จำนวนมากในช่วงเศรษฐกิจไทยไม่ดี พล.ต.คงชีพกล่าวว่า อยากให้แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.ส่วนการเสริมสร้างกำลังกองทัพที่เป็นส่วนสำคัญในการป้องกันประเทศ เหมือนกับบ้านต้องมีรั้วที่แข็งแรง ซึ่งรถเกราะไม่ได้หายไปไหนเพราะซื้อแล้วก็เป็นของกองทัพที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ ยืนยันว่าเราซื้อตามความจำเป็น และปัจจุบันรถระเกราะอายุ 50 ปี ใช้ปฏิบัติการไม่ได้แล้ว และ 2.เราซื้อตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยคำนึงถึงงบประมาณ ความเหมาะสม และเศรษฐกิจ

ผบ.ทบ.ชี้เหมาะสม-คุ้มค่า-ถูก

ที่พล.ม.2รอ. พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงเดียวกันว่า สำหรับการ เดินทางไปลงนามการซื้อขายโครงการ ดังกล่าวกับจีนนั้น เป็นหน้าที่ของผู้ช่วยผบ.ทบ. ซึ่งได้วางแผนไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะเดินทางไปภายในต้นเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ถือเป็นการจัดหายานเกราะล้อยาง วีเอ็น 1 ที่เคยชี้แจงไปแล้ว เป็นการดำเนินงานตามกรอบงานของกองทัพในปี 2560-2564

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใดถึงต้องซื้อจากจีน พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า การจัดหายุทโธปกรณ์จะมีปัจจัยหลายอย่างเกี่ยวข้อง ที่สำคัญที่สุดคือความเหมาะสมในการใช้งานกับกองทัพไทย รวมถึงราคา ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าสถานการณ์ภายใต้การบริหารงานของ คสช. การซื้อยุทโธปกรณ์จากประเทศตะวันตก ค่อนข้างลำบากและในสภาวะที่ประเทศมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ดังนั้น การจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนที่มีราคาถูกกว่า และคุ้มค่ากับการใช้งาน ถือเป็นจังหวะเวลาและโอกาสที่เหมาะสม ไม่ใช่เราจะซื้อของจีนอย่างเดียว ในการพิจารณายานเกราะล้อยาง เราดูทั้งของ จีน รัสเซีย และยูเครน ส่งคณะกรรมการเดินทางไปดูและเปรียบเทียบในทุกด้าน ทั้งราคาคุณภาพ และการส่งกำลังบำรุง ซึ่งคณะกรรมการทั้งหมดได้สรุปว่าของจีน เหมาะสม

ผบ.ทบ. ในฐานะประธานคณะอนุกรรม การจัดทำข้อเสนอกระบวนการเพื่อการสร้างความสามัคคีปรองดอง กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างสัญญาประชาคมว่า คณะอนุกรรมการของตนจะประชุมครั้งสุดท้าย ในวันที่ 15 มิ.ย. จากนั้นจะทำเป็นรูปเล่ม เพื่อเสนอคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง ที่มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในฐานะรองประธาน เป็นประธานการประชุมในวันที่ 19 มิ.ย. ให้เรียบร้อยก่อนนำออกมาเผยแพร่ รายละเอียดได้

พท.ห่วงวิกฤตศรัทธารัฐบาล

วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงครม.อนุมัติให้กองทัพบกซื้อรถเกราะจีน ราคา 2.3 พันล้านบาทว่า ตั้งแต่หลังสงกรานต์ เราเห็นความแปลกประหลาดของการแถลงมติ ครม. ตั้งแต่เรื่องเรือดำน้ำที่ไม่แถลง ทำให้ประชาชนจับตาการแถลงข่าวของรัฐบาลมาตลอด แต่ที่น่าแปลกกว่านั้น คือบางสัปดาห์ไม่มีการแถลง บอกว่าไม่มีประเด็นน่าสนใจ ซึ่งหลักการแบบนี้ไม่มีรัฐบาลไหนยึดถือหรือปฏิบัติมา ส่วนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ หากเขาแถลงให้เป็นปกติก็เป็นปกติ แต่การ ไม่แถลงแบบนี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่ปกติ ทำให้คิดว่ารัฐบาลไม่ได้แถลงตามที่ประชาชนสนใจ แต่รัฐบาลจะแถลงในเรื่องที่อยากบอกเท่านั้น ส่วนเรื่องใดที่ไม่อยากบอกก็จะไม่แถลง

นายอนุสรณ์กล่าวว่า นอกจากนี้รัฐบาลจะต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีการจัดลำดับความสำคัญในการซื้อยุทโธปกรณ์ต่างๆ อย่างไร ทำไมต้องซื้อเรือดำน้ำก่อนแล้วค่อยซื้อรถเกราะจีน และต้องตอบให้ได้ว่าการซื้อยุทโธปกรณ์ในภาวะที่เศรษฐกิจเป็นแบบนี้เหมาะสมหรือไม่ เอาแค่ 2 คำถามนี้ก่อน จะตอบประชาชนอย่างไร และหวังว่าจะไม่ตอบเพียงว่าเป็นเรื่องความมั่นคง เพราะถ้าเพื่อความมั่นคงแล้วจะอธิบายรายละเอียดไม่ได้เลยหรือ และหากตอบคำถามนี้ไม่ได้ จะทำให้ประชาชนเกิดวิกฤตศรัทธา และสูญเสียความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

ฝ่ายกฎหมายกกต.ยังเห็นต่าง

ที่สำนักงานกกต. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้า กกต. ได้ประชุมร่วมกับคณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ซึ่งมีทั้ง นายสุรินทร์ นาควิเชียร อดีตประธานศาลฎีกา นายไกรสร บารมีอวยชัย อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลล้มละลายกลาง พร้อมด้วยนักวิชาการด้านกฎหมาย เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยกกต. ว่ามีประเด็นใดที่ขัดหรือแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ และแนวทางการใช้สิทธิโต้แย้งมติของสนช.ที่เห็นชอบร่างกฎหมายตามที่กมธ.แก้ไขมาตรา 70 ให้กกต.ทั้งชุดพ้นจากตำแหน่ง นับแต่วันที่พ.ร.บ.นี้ใช้บังคับ

รายงานข่าวแจ้งว่า กรณีนี้ คณะที่ปรึกษากฎหมายของ กกต. ยังมีความเห็นเป็น 2 แนวทาง คือ มีทั้งที่เห็นว่าขัดแย้งกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และเห็นว่าไม่ขัด โดยฝ่ายที่เห็นว่าขัดแย้งกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ยกเหตุผลว่าการแก้ไขมาตรา 70 ให้เซ็ตซีโร่ กกต. ถือว่าไม่เป็นธรรมกับ กกต.ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญใหม่ อีกทั้งตามร่างเดิมของกรธ. ก็ให้เป็นอำนาจ ของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้พิจารณา หากใครมีคุณสมบัติครบก็ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แตกต่างจากการแก้ไขใหม่ที่ให้โละทิ้งทั้งหมด

สรุปใช้สิทธิทำความเห็นแย้ง

ส่วนฝ่ายที่เห็นว่าไม่ขัดนั้น มองว่าการเซ็ตซีโร่ กกต.เป็นเรื่องของการออกกฎหมาย เพราะไม่ได้เป็นกฎหมายย้อนหลัง และไม่ใช่เรื่องสิทธิของประชาชน เป็นเรื่องตำแหน่ง เจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล การที่กกต.ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ต้องพ้นจากตำแหน่งตามร่างกฎหมายนี้ และไม่สามารถกลับมาสมัครเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้อีก ก็ไม่ถือว่าถูกจำกัดสิทธิ เนื่องจากเป็นเรื่องตำแหน่งของรัฐ ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล เพราะสิทธิในฐานะประชาชนไม่ได้เสียไป ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่ง กกต.หรือรัฐมนตรีย่อมเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ ไม่มีใครมาอ้างสิทธิได้ ส่วนการออกกฎหมายแบบนี้จะเหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมกกต.จะใช้สิทธิทำความเห็นแย้งต่อร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยกกต.กลับไปยัง สนช.ใน 3 ประเด็นคือ เรื่องคุณสมบัติ กกต. เรื่องอำนาจที่ กกต.สามารถระงับยับยั้งได้ หากพบการทุจริตในหน่วยเลือกตั้ง และสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้ และเรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่กฎหมายมอบให้หน่วยงานอื่นจัดการเลือกตั้งภายใต้การกำกับดูแลของ กกต.

พิชัยแฉอีกสรรพากรแกล้งญาติ

วันเดียวกัน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากรณี พ.ท.พีรยุทธ์ เศวตเศรณี ทีมงาน คสช. โทรศัพท์แจ้งว่าจะมารับตัว จากบ้านพักในวันที่ 16 มิ.ย. เวลา 12.00 น. ไปที่กองทัพภาคที่ 1 นั้น จึงสอบถามกลับไปว่าถูกเรียกเพราะสาเหตุใด แต่ยังไม่ได้รับ คำตอบ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยถูกเรียกแต่ยกเลิกไปและไม่ได้ให้สัมภาษณ์อะไร นอกจากการตอบ 4 คำถามของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ถามต่อสาธารณะ และเตือนเรื่อง ค่าเงินบาทแข็งจะมีผลต่อการส่งออก โดยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยเพื่อให้ค่าเงินอ่อนลง และช่วยลดภาระของประชาชนและธุรกิจ อีกทั้งเตือนให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาหนี้เสียและการว่างงานที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นการให้แนวคิดตามข้อมูลที่ถูกต้องพร้อม ข้อแนะนำตามผลโพลที่ประชาชนอยากเห็น จึงไม่น่าจะถูกเรียก ทั้งที่มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว เสรีภาพการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตน่าจะได้รับการเคารพ มิเช่นนั้นอาจทำให้ความเชื่อถือของนักลงทุนในต่างประเทศและในประเทศลดลงไปอีก

นายพิชัยกล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ทราบหรือไม่ว่ามีการสั่งสรรพากรเข้ามากลั่นแกล้งตรวจสอบบริษัทเครือญาติของตน ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนซึ่งออกมาอยู่การเมืองแล้ว หากพล.อ.ประยุทธ์ไม่ทราบเรื่อง ขอให้สั่งให้หยุดการกลั่นแกล้งดังกล่าวโดยทันที เพราะไม่ได้เป็นผลดีกับรัฐบาล สุดท้ายสังคมจะดูว่ารัฐบาลทหารลุแก่อำนาจได้

“เจี๊ยบ”แจงบุกบ้านโจ้-เรียกพิชัย

ที่ พล.ม.2 รอ.สนามเป้า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. และเลขาธิการ คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีตรมช.เกษตรและสหกรณ์ และอดีตส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.มีเจ้าหน้าที่ทหารจากกองทัพภาคที่ 2 นำคำถาม 4 ข้อของพล.อ.ประยุทธ์มาให้ตอบถึงที่บ้านว่า เป็นความเข้าใจ คลาดเคลื่อน เพราะเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกันช่วงวันที่ 10-11 มิ.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากมีการเผยแพร่หนังสือพ็อกเกตบุ๊ก “ทำลายจำนำข้าว แต่ฆ่าชาวนา” ที่ทาง คสช.เคยห้ามแจกจ่าย ซึ่งนายยุทธพงศ์เป็นหนึ่งในผู้เขียน ทหารร่วมกับเจ้าหน้าที่ของจังหวัดจึงไปขอร้องและเชิญมาพูดคุยในเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง 4 คำถามของนายกฯ เพราะเรื่องหนังสือทางคสช.เคยขอให้ระงับการแจกจ่ายไปแล้ว แต่มีการนำสองเรื่อง ไปเชื่อมโยงกัน การที่ทหารไปบ้านของนายยุทธพงศ์ จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่อง 4 คำถามของนายกฯ ตนได้ตรวจสอบกับทางพื้นที่และมีความชัดเจนแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีข่าวว่าในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเรียกนายพิชัยเข้ามาพูดคุย พล.อ.เฉลิมชัยกล่าวว่า อย่าใช้คำว่าเรียกดีกว่า เพราะนายพิชัยเป็นบุคคลที่มีความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ ที่ผ่านมามีการเสนอแนะข้อมูลด้านเศรษฐกิจให้รัฐบาลและคสช.หลายครั้ง ทางฝ่ายเศรษฐกิจของคสช.ก็สนใจจึงอยากเชิญมาแลกเปลี่ยนข้อมูล เพราะอะไรที่เป็นประโยชน์ทางคสช.จะนำไปพิจารณา แต่สิ่งใดที่ยังเข้าใจคลาดเคลื่อนในช่วงเวลา 3 ปีนี้ก็จะชี้แจง ซึ่งเป็นการนั่งกินกาแฟคุยกัน ไม่อยากให้ใช้คำว่าปรับทัศนคติหรือคำที่รุนแรง เพราะปัจจุบันไม่มีการปรับทัศนคติแล้ว มีแต่การเชิญมาพูดคุยและทำความเข้าใจในบางเรื่องที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเดินหน้าประเทศร่วมกันเท่านั้นเอง

มท.คืนเก้าอี้ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน

ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ลงนามในหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 14 มิ.ย. เรื่องส่งตัวข้าราชการกลับต้นสังกัด ความว่า ตามที่กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งให้นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ช่วยราชการกระทรวงมหาดไทยเป็นการประจำ ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค. จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงนั้น เนื่องจากภารกิจที่มอบหมายได้เสร็จสิ้นแล้ว กระทรวงมหาดไทยจึงส่งตัวข้าราชการราย ดังกล่าวกลับมาปฏิบัติหน้าที่ยังต้นสังกัด ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.เป็นต้นไป

ด้านนายสืบศักดิ์กล่าวถึงคำสั่งให้กลับไปปฏิบัติหน้าที่ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอนตามเดิมว่า ยังคงปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยจนถึงปลายสัปดาห์นี้ และจะกลับไปรับตำแหน่ง ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอนในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ ซึ่งหลังจากมีคำสั่งออกมาทางข้าราชการในจังหวัดต่างเข้าร่วมแสดงความยินดีผ่านไลน์กลุ่มของจังหวัดมากมาย พร้อมโทรศัพท์มาแสดง ความยินดี ซึ่งหลังจากนี้ตนจะกลับไปทำงานดูแลประชาชน รับนโยบายจากรัฐบาลลงไปปฏิบัติให้บรรลุผล และไม่ขอมีเรื่องกับใครอีก

“หลังจากกรณีของผมทำให้เราได้กลับมามองตัวเอง ต่อจากนี้ไม่กังวลว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะประเทศเป็นของเราทุกคน ถ้าคิด ทำแต่เพื่อตัวเอง ประเทศก็อยู่ไม่รอด แต่ถ้า ทำเพื่อส่วนรวม เพื่อลูกหลานในอนาคต รับรองประเทศไปรอดแน่และจะดีขึ้นเอง ขอฝากสื่อนำเสนอข่าวที่กระตุ้นสังคมให้ มากขึ้นไม่อยากให้เล่นข่าวตลาด ขอให้มีสิ่งที่สร้างสรรค์บ้าง” นายสืบศักดิ์กล่าว

กะลาสามัคคี – พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกกำลังกายประจำสัปดาห์ โดยโชว์สเต็ปการบริหารแขน หัวไหล่ด้วยเครื่องเล่น “กะลาสามัคคี” ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.

บิ๊กตู่ใช้กะลาสามัคคีออกกำลัง

เมื่อเวลา 15.35 น. ที่ห้องโถงตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. พร้อมพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกฯ พล.อ.สกล ชื่นตระกูล ที่ปรึกษานายกฯ พ.อ.หญิง ทักษดา สังขจันทร์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกฯ คณะทำงาน ร่วมออกกำลังกายประจำสัปดาห์กับข้าราชการและเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบฯ โดยร่วมเต้นแอโรบิก 30 นาที ซึ่งในสัปดาห์นี้นายกฯ ได้สั่งซื้อ “กะลาสามัคคี” จากชุมชนบ้านโคกสะอาด จ.ลพบุรี มาใช้ออกกำลังกาย โดยนายกฯ เล่นกะลาสามัคคี กับพล.อ.วิลาศ ในการบริหารหัวไหล่และแขน

สำหรับกะลาสามัคคี เป็นการนำสิ่งของเหลือมาประยุกต์ใช้ โดยนำลูกมะพร้าวมาปอกเปลือก และเจาะรู นำเชือกมาผูกเป็นคู่ ซึ่งวิธีเล่นมี 2 แบบ คือ 1.ให้ผู้เล่น 2 คน ยืนหันหน้าเข้าหากัน มือจับห่วงยางให้แน่น โดยผู้เล่นก้าวเท้าออกไปข้างหน้าแล้วดึงเชือกสลับกันในแนวขนานกับหน้าอก 2.ให้ผู้เล่น 2 คนยืนหันหน้าเข้าหากัน มือจับห่วงยางให้แน่น โดยเท้าของผู้เล่นทั้งสองข้างชิดกันผู้เล่นจับห่วงกางแขนออกให้กว้าง ทำสลับกันไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายระหว่างการยืดเส้นหลังเต้นแอโรบิก เจ้าหน้าที่ได้เปิดเพลงได้ยินไหม ของดา เอ็นโดรฟิน, หนักเกินไปแล้ว ของใหม่ เจริญปุระ, อย่าไปเสียน้ำตา ของคริสติน่า อากีล่าร์ ตามข้อเสนอแนะของนายกฯ ที่เคยให้กับเจ้าหน้าที่ของการกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) เพื่อคลอไปกับการยืดเส้นยืดสายในช่วงท้ายของการออกกำลังกาย

อสส.ตีกลับคดีวัฒนา-ตั้งกก.ร่วม

แหล่งข่าวจากป.ป.ช. เปิดเผยว่าเมื่อช่วงต้นปี 2560 คณะกรรมการป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายวัฒนา เมืองสุข อดีตส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย สมัยดำรงตำแหน่งรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กับพวก ในรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร ส่อว่าทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร โครงการที่บริษัท พาสทีญ่า ไทย จำกัด โดยมีมูลความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 148,149 โดยป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนไปให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) แล้ว แต่อสส.เห็นว่ายังมีข้อไม่สมบูรณ์ตามข้อกฎหมาย จึงมีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างป.ป.ช.กับอสส. เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ดังกล่าวก่อนส่งฟ้องต่อศาล และหากคณะทำงานร่วมหาข้อยุติไม่ได้ ทางป.ป.ช.สามารถนำสำนวนส่งฟ้องต่อศาลด้วยตนเองได้ ซึ่งเรื่องยังอยู่ใน ขั้นตอนของคณะทำงานร่วม

ปปช.อ้างเหตุผลที่ไม่แถลงชี้มูล

ด้านนายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการป.ป.ช. ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน ข้อเท็จจริงกรณีกล่าวหานายวัฒนา เมืองสุข เมื่อครั้งเป็นรมว.พม. กับพวก ทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร เปิดเผยว่า คดีนี้ ป.ป.ช.ชี้มูล ผู้เกี่ยวข้องนานแล้ว นอกจากนายวัฒนา ยังมีบุคคลอื่นๆ อีกหลายราย ทั้งนี้ ตนมารับผิดชอบสำนวนคดีดังกล่าวต่อจากนายประสาท พงษ์ศิวาภัย อดีตกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้เรื่องมันจบ สามารถเดินต่อไปได้เนื่องจากคดีนี้ ใช้เวลาตรวจสอบยาวนาน ตนแค่มาทำต่อให้จบ ด้วยการสรุปสำนวนการไต่สวนก่อนเสนอเข้าที่ประชุมป.ป.ช.พิจารณา

แหล่งข่าวจากป.ป.ช.กล่าวว่า เหตุผลที่ป.ป.ช.ไม่แถลงผลการชี้มูลกรณีดังกล่าวเนื่องจากในระยะหลัง มีผู้ถูกกล่าวหาในหลายคดีเมื่อรู้ว่าตัวเองจะถูกชี้มูลความผิด มักยื่นร้องขอความเป็นธรรม หรือยื่นพยานหลักฐานใหม่เข้ามาให้พิจารณา ทำให้คณะกรรมการป.ป.ช.ต้องตีกลับสำนวนให้คณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงคดีนั้นๆ พิจารณาใหม่ จึงเห็นว่าหลายคดีในป.ป.ช.ใช้เวลาพิจารณานานกว่าจะได้ข้อสรุป ดังนั้น กรณีป.ป.ช.ชี้มูลนายวัฒนากับพวก โดยไม่มีการแถลงต่อสื่อก็เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนผู้ถูกชี้มูลจะขอชี้แจงหรือยื่นหลักฐานใหม่เพิ่มเติมให้ไปดำเนินการในชั้นอัยการสูงสุด (อสส.) หรือศาล

เผยคดีโทษถึงขั้นประหารชีวิต

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้นายวัฒนากับพวก ถูกกล่าวหาว่าเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเอกชนในการจัดซื้อจัดจ้างโครงการบ้านเอื้ออาทร เริ่มจากบริษัทพาสทีญ่า ได้โควตาเป็นคู่สัญญากับการเคหะแห่งชาติ 7 โครงการ 7,500 ยูนิต มูลค่า 2,500 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการสวนพลูพัฒนา โครงการผดุงพันธ์ โครงการนนทบุรี(วัดกู้ 1) โครงการนนทบุรี(วัดกู้ 3) โครงการสมุทรปราการ (วัดคู่สร้าง 1) โครงการปทุมธานี ลำลูกกา คลอง 2 และโครงการกระทุ่มแบน 3 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติเข้าเป็นคู่สัญญากับการเคหะฯ แต่ได้จ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่อเข้าเป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐได้

สำหรับโทษ ตามกฎหมายอาญามาตรา 148,149 ระบุฐานความผิดไว้ว่า มาตรา 148 ฐานผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสี่หมื่นบาท หรือประหารชีวิต และมาตรา 149 ฐานเป็นเจ้าพนักงานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง หรือผู้อื่นโดย มิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่ง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท หรือประหารชีวิต

มท.ขยายจุดตอบ4คำถาม47ห้าง

ที่กระทรวงมหาดไทย นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อคำถาม 4 ข้อของนายกฯว่า ยอดรวมวันที่ 12-13 มิ.ย. มีทั้งสิ้น 27,804 ราย ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ขณะเดียวกันพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ได้สั่งการให้ขยายจุดรับฟังความเห็น ในส่วนของ กทม.จะขยายไปในโรงเรียนในเขต กทม. ศูนย์บริการสาธารณสุข และอาจขยายไปยังโรงพยาบาล ขณะที่ต่างจังหวัดจะใช้ศูนย์บริการร่วมตามจุดที่ชำระค่าน้ำ ค่าไฟ หรือทำบัตรประชาชนในห้างสรรพสินค้า 47 แห่ง เช่น บิ๊กซี เซ็นทรัล เป็นต้น ทั้งหมดจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 19 มิ.ย.นี้ โดยจะเปิดให้บริการตามกำหนดเวลาของห้างสรรพสินค้าหรือหน่วยนั้นๆ ที่เปิดทำการ

นายประยูรกล่าวว่า ส่วนขั้นตอนการรวบรวมคำตอบของประชาชนเพื่อส่งให้ นายกฯ ทุก 10 วันนั้น ทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอจะส่งให้ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด โดยทางจังหวัดจะมีคณะทำงานเพื่อวิเคราะห์คำตอบ โดยหลังจากครบ 10 วันในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดจะใช้เวลาต่อจากนี้อีก ไม่เกิน 5 วันในการวิเคราะห์ผล เมื่อเสร็จจะส่งการวิเคราะห์ผลมาที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อให้คณะทำงานกลั่นกรองอีกเช่นกัน จากนั้นจะส่งให้สำนักเลขาธิการนายกฯ รับทราบผล ต่อไป ซึ่งจะดำเนินการเป็นวงรอบเช่นนี้ทุกครั้ง

ปปช.ชี้มูลทุจริตสกสค.2.5พันล.

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการป.ป.ช. แถลงว่าป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางวินัยและอาญากับนายเกษม กลั่นยิ่ง และคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ (ช.พ.ค.) บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวชั่น กรุ๊ป จำกัด นายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือเสี่ยบิ๊ก นักธุรกิจชื่อดัง รวม 20 ราย กรณีอนุมัติ ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2.1 พันล้านบาท และ 400 ล้านบาท ให้บริษัท บิลเลี่ยนฯ โดยมิชอบและเอื้อประโยชน์ให้บริษัทบิลเลี่ยนฯ

นายสรรเสริญ กล่าวว่า การไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า เมื่อวันที่ 23 ธ.ค. 2556 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้รับหนังสือเชิญชวนให้ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2.1 พันล้านบาท จากบริษัท บิลเลี่ยนฯ หลังจากนั้นบอร์ดช.พ.ค.ประชุมมีมติอนุมัติให้นำเงินของกองทุน ช.พ.ค. ไปซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจากบริษัท บิลเลี่ยนฯ 2.1 พันล้านบาท โดยพิจารณาจากเอกสารของบริษัทที่เชิญชวนเพียงฉบับเดียวทั้งที่หนังสือเชิญชวนกำหนดเงื่อนไขว่าต้องมีธนาคารเป็นผู้อาวัล (การค้ำประกันการใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน) เต็มจำนวนดอกเบี้ยร้อยละ 7 กำหนดเวลา 1 ปี 1 วันแต่บอร์ดช.พ.ค.ไม่พิจารณาในรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นสถานะของบริษัทที่เพิ่งก่อตั้ง

“จากพฤติการณ์ของบอร์ด ช.พ.ค. ที่อนุมัติเงินกองทุน 2.1 พันล้านบาท และ 400 ล้านบาท จึงเอื้อประโยชน์ให้บริษัทบิลเลี่ยนฯได้รับเงินทั้ง 2 ครั้ง รวม 2.5 พันล้านบาท โดย มิชอบและโดยทุจริตเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่กองทุนช.พ.ค.และสำนักงานสกสค. การกระทำของบอร์ดช.พ.ค.มีมูลความผิดทั้งทางวินัยและอาญา” นายสรรเสริญกล่าว

สมคิดหนุนฟินเทค-เงินดิจิทัล

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างร่วมปาฐกถางาน “ก้าวที่ 40 มติชน ก้าวคู่ประเทศไทย 4.0″ จัดโดยบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ว่าเรื่อง 4.0 ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นได้นำร่อง 4.0 และกำลังก้าวเข้าสู่ 5.0 ไปแล้ว นอกจากนี้ สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ และประเทศอื่นๆ ทั่วโลกก็เริ่มขยับแล้ว การเข้าสู่ 4.0 ได้นั้นจะต้องเพิ่มมูลค่าให้สินค้า เพิ่มนวัตกรรมใหม่ สร้างองค์ความรู้จากจุดนั้นก็จึงเกิดเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ สร้างแรงหนุนใหม่ให้ระบบเศรษฐกิจให้มีมูลค่ามากขึ้น ผลักให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ(จีดีพี)โตได้ แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นยากมาก

การพัฒนาจะไม่สำเร็จ หากภาคการเงินไม่พัฒนาคู่ขนานไปด้วย ดังนั้น ยุคแห่งดิจิทัลกำลังแผ่เข้าไปทางการเงิน เพียงแต่ในอดีตการเปลี่ยนแปลงการเงินเกิดขึ้นช้า เพราะมีธนาคารพาณิชย์เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ให้บริการทุกอย่างในเครือข่ายทางการเงิน ธปท.ดูแลเรื่องเสถียรภาพ การเงินที่เหมาะสม แต่สิ่งเหล่านี้มีจุดอ่อนหลายอย่าง แต่พอดิจิทัลเกิดขึ้นมา ก็มีคนนำเทคโนโลยีบวกการเงิน กลายเป็นฟินเทค ที่เป็นนวัตกรรมทางความคิด คนรุ่นใหม่เห็นจุดอ่อนของภาคการเงินและบริการทางการเงิน จึงเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ขึ้นมาเพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว” นายสมคิดกล่าว

รองนายกฯ กล่าวอีกว่าเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนในขณะนี้มีทั้งหมด 3 ช่องทางคือ 1.โทรศัพท์มือถือเคลื่อนที่(โมบายโฟน) ทำให้เกิดบริการใหม่ ความสะดวกสบาย ลดต้นทุน ความถี่ เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจนับไม่ถ้วน 2.การเชื่อมโยงข้อมูล หรือบิ๊กดาต้า ทำให้ผู้ประกอบการทราบข้อมูลของลูกค้า 3.บล็อกเชน และเงินดิจิทัล เช่น บิตคอยน์ เป็นสิ่งที่มาแรงมากสำหรับคนรุ่นใหม่ และมีเสียงเรียกร้องให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศทำบิตคอยน์ขึ้นมาเองด้วย

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่าการกำกับดูแลการเงินการคลังในยุค 4.0 แบ่งเป็น 5 เรื่องสำคัญ คือ 1.เรื่องความมั่นคงด้านการเงินการคลัง 2.การเจริญเติบโต ทุกคนมองว่าช่วยแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง เช่น ประชาชนยากจน เศรษฐกิจไม่โต ต้องมีการกระจาย รายได้ ถ้าไม่เจริญเติบโตมีปัญหาแน่ 3.ประสิทธิภาพ 4.การลดความเหลื่อมล้ำ ทำอย่างไรเพื่อให้ลดความเหลื่อมล้ำลงได้ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่รัฐบาลต้องทำ 5.ในเรื่องรายได้รัฐบาล เรื่องภาษีจะเก็บเท่าไหร่ เก็บอย่างไร ถือเป็นหัวใจว่าต้องทำให้ได้

“เรื่องความมั่นคง สิ่งที่รัฐบาลทำ พยายามมีกฎหมายวินัยทางการเงินการคลังออกมา เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยใช้จ่ายเกินไป ไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต ตัวกฎหมาย มี ข้อกำหนดว่าการกู้เงิน กู้ได้เท่าไหร่ ยกตัวอย่างเงินกู้ของประเทศต้องทำให้หนี้ไม่เกิน 60% ของจีดีพี จาก ตอนนี้ 42% ของจีดีพี คาดว่าทำให้สัดส่วนหนี้สูงสุดไม่เกิน 48-49% ต่อจีดีพี ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า โดยการขาดดุลงบประมาณจะไม่เกินปีละ 3% ของจีดีพี และในการจัดทำงบประมาณต้องมีเงินลงทุนเพื่อให้ประเทศพัฒนา 20-25% ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งกำหนดมาเป็นตัวเลขอย่างน้อยเพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าประเทศจะมั่นคง ไทยเคยเจอปัญหาต้มยำกุ้งทำให้มีบทเรียนต้องระมัดระวังมากขึ้น” รมว.คลัง กล่าว

“น้องตู่”รอด-7สนช.โดดร่มไม่ผิด

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่รัฐสภา นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 2 กล่าวว่า ในการประชุมสนช.วันที่ 15 มิ.ย.นี้ มีวาระการพิจารณาผลการตรวจสอบของคณะกรรมการจริยธรรม สนช. ที่มีตนเป็นประธาน กรณีการตรวจสอบข้อร้องเรียน 7 สนช. ที่ไม่แสดงตนเพื่อลงมติในที่ประชุมสนช.เกินจำนวนที่กำหนดไว้ในข้อบังคับการ ประชุมสนช. พ.ศ. 2557 ได้แก่ 1.พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ 2.นายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ 3.นายดิสทัต โหตระกิตย์ 4.นายสุพันธุ์ มงคลสุธี 5.พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา 6.พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง 7.พล.ร.อ.ณะ อารีนิจ

ทั้งนี้ หลังจากคณะกรรมการจริยธรรมมอบให้คณะอนุกรรมการไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องการขาดการลงมติเกิน 1 ใน 3 ของการประชุมสนช.ในรอบ 90 วัน ของสนช.ทั้ง 7 คนแล้ว ทางคณะอนุกรรมการได้ส่งผลสอบมาว่า ไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรม เนื่องจากการลาประชุมของ 7 สนช. เป็นไปตามข้อบังคับและมีภารกิจของหน่วยงานที่ตนเองเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูง ไม่สามารถมอบให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ จึงจำเป็นต้องลาประชุม

“คณะกรรมการจริยธรรมได้ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบตามมติที่คณะอนุกรรมการเสนอมา โดยในการประชุมสนช.วันที่ 15 มิ.ย. นายกล้านรงค์ จันทิก ในฐานะรองประธานคณะกรรมการจริยธรรม จะรายงานผลสอบว่า 7 สนช.ไม่เข้าข่ายผิดจริยธรรมให้ที่ประชุมสนช.รับทราบ แต่ไม่จำเป็นต้องมีการลงมติโหวตตัดสินจากที่ประชุมสนช.” นายพีระศักดิ์กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน