‘โควิด-19’ ถึงเวลาคลายล็อกหรือยัง
ถึงเวลาคลายล็อกหรือยัง – จากกรณีรัฐบาลเตรียมพิจารณาว่าจะต่ออายุการใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่จะสิ่้นสุดวันที่ 30 เม.ย.นี้ และการประกาศเคอร์ฟิวออกไปอีกหรือไม่ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 28 เม.ย. ซึ่งมีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
ฝ่ายที่เห็นด้วย ให้เหตุผลว่าเพื่อให้แน่ใจว่าการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 จะไม่ขยายตัวอีก
ส่วนฝ่ายไม่เห็นด้วย เกรงวิกฤตเศรษฐกิจที่ลามถึงความอยู่รอดของประชาชน จึงเสนอให้คลายล็อก เพื่อให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยสามารถหาเงินเลี้ยงปากท้องได้
สุเชาวน์ มีหนองหว้า
อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี

ขณะนี้จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของประเทศไทย มีจำนวนลดลงเรื่อยๆ ซึ่งถือว่าเป็นข่าวดี แสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงอันตรายของการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวของประชาชนไทย และแสดงให้เห็นถึงการสื่อสาร ประชาสัมพันธ์ของภาครัฐในการป้องกันและรับมือกับโรค รวมถึงการแจ้งข้อมูลให้ประชาชนอย่างทั่วถึง
เท่าที่ติดตามข่าวเริ่มมีการพูดถึงว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่รัฐบาลควรผ่อนคลายมาตรการที่รัฐบาลเคยกำหนดไว้อย่างเข้มงวด
สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่กับการคลายล็อกในมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดไว้นั้น มีข้อเสนอเรื่องการป้องกันดูแลตัวเองของทั้งบุคลากรทางการแพทย์ และประชาชนต้องทั่วถึง หลังจากมีการคลายล็อกบางมาตรการแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นปัญหาที่จะเกิดขึ้นอาจเหมือนกับบางประเทศ ที่เมื่อผ่อนปรนมาตรการแล้วตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 กลับมาพุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง
การแสดงความจำนงจะเดินทางกลับเข้าประเทศของคนไทยที่อยู่ต่างประเทศ ที่ลงทะเบียนหลายพันคน ส่วนนี้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมีมาตรการตั้งรับการเดินทางกลับอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง และหากดูจำนวนผู้เสียชีวิตของเพื่อนบ้าน ยังมีหลายประเทศที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา มีการประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องท้องที่นอกราชอาณาจักรที่เป็นเขตติดโรคติดต่ออันตราย 5 ประเทศ
ทั้งหมดนี้รัฐบาลควรนำมาเป็นข้อพิจารณาถึงความเหมาะสมในการหามาตรการคลายล็อกด้วย
หากรัฐบาลต้องการที่จะคลายล็อกบางมาตรการ ส่วนตัวเห็นด้วย เช่น มาตรการเดินทางข้ามจังหวัดอันมีเหตุผลสมควร ไม่ใช่การเดินทางข้ามจังหวัดเพื่อการท่องเที่ยว เพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการขนส่งแลกเปลี่ยนสิ่งดำรงชีพของประชาชนขั้นพื้นฐานได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงนี้ผลไม้ตามฤดูกาลกำลังออกผลผลิต หากมีการขนส่งที่สะดวกกว่าเดิมจะเป็นการช่วยเกษตรกรในเรื่องเศรษฐกิจ
ส่วนการคลายล็อกด้านสุขภาพจิตของประชาชน เห็นด้วยกับมาตรการนำร่องในพื้นที่ จ.เลย ที่มีการเปิดร้านเสริมสวย ร้านตัดผม โดยที่มีการควบคุมอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ชาวบ้านรู้สึกผ่อนคลายบ้าง หลังจากนั้นหากไม่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มหรือมีปัจจัยอื่นที่แทรกซ้อนเข้ามาค่อยคลายล็อกในส่วนอื่นๆ
สิ่งที่เห็นด้วยที่ควรประกาศใช้อยู่ คือ การห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว ช่วงเวลา 22.00-04.00 น. เพราะมีส่วนช่วยอย่างมากที่ทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง เนื่องจากเป็นการควบคุมพฤติกรรมการรวมกลุ่มได้ดีพอสมควรอยู่ และขณะนี้ประชาชนเริ่มปรับตัวได้ดีแล้ว โดยช่วงเวลาที่ขยายออกไปควรอยู่ที่ประมาณ 15 วัน ไม่ควรขยายออกไปถึง 1 เดือน
ส่วนปัจจัยเสริมที่รัฐบาลได้ทำไปแล้ว เช่น การเลื่อนวันเปิดเทอมเห็นว่าเหมาะสม เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของประชากร ลดความเสี่ยงในการรวมกลุ่ม
โดยสรุปปัจจัยที่จะนำไปสู่การคลายล็อกคือ การไม่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ตามวิธีการป้องกันของกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลอย่างเข้มงวด อุปกรณ์การป้องกันโควิด-19 จะต้องทั่วถึงทุกระดับทั่วประเทศ ซึ่งคิดว่าตอนนี้ยังไม่เพียงพอ สุดท้ายคือมาตรการควบคุม ดูแล คนไทยชุดใหม่ที่จะเดินทางเข้าประเทศ
ส่วนปัจจัยที่จะปลดล็อกประเทศเต็มรูปแบบ คิดว่าในสภาวะโลกยุคใหม่การเดินทางไปมาหาสู่กันได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจัยภายนอกมีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งมาตรการควบคุมและรักษาโรค ของประเทศอื่นนั้นแตกต่างจากประเทศไทย ซึ่งถือว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ยังน่ากลัว
ธนพร ศรียากูล
นายกสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จากสถานการณ์ผู้ป่วยใหม่ที่ลดลงต่อเนื่อง ถือว่าอยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยสามารถดูแลได้
ผลที่ตามมาคือกิจการและกิจกรรมต่างๆ ของผู้คนก็ควรจะกลับมาเริ่มดำเนินการได้แล้ว โดยขอให้เริ่มจาก
1.กิจกรรมของคนตัวเล็กตัวน้อยก่อน เช่น ตลาดนัด หาบเร่แผงลอย โต้รุ่ง เพราะสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก ซึ่งยังคงต้องควบคุมให้อยู่บนพื้นฐานของสาธารณสุข คือเว้นระยะห่างและรักษาความสะอาด
2.ร้านอาหาร เพราะเป็นแหล่งการจ้างงานจำนวนมาก อาจเริ่มจากร้านอาหารที่ขายอาหาร ไม่รวมผับหรือบาร์ เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของชุมชนเกิดขึ้นได้
3.ภาคบริการที่เกี่ยวข้องกับผู้คนรากหญ้าจำนวนมาก เช่น ร้านตัดผม อู่ซ่อมรถ รับจ้างต่างๆ
ในส่วนของธุรกิจท่องเที่ยว มองว่าบางส่วนเริ่มเปิดได้ แต่อาจต้องเริ่มจากคนไทยเที่ยวไทยกันเองก่อน เพราะสถานการณ์การระบาดของโรคนอกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม เป้าหมายท่องเที่ยวของเรายังคงมีความเสี่ยงสูง
อยากจะย้ำอีกทีว่าต้องเริ่มจากเศรษฐกิจฐานรากก่อน ห้างสรรพสินค้าขอให้เริ่มจากพวกร้านค้ารายย่อย เพื่อให้คนเล็กคนน้อยได้กลับสู่วงจรเศรษฐกิจ เช่น ภาคบริการต่างๆ ที่คนเอสเอ็มอีทำมาหากินอยู่ ส่วนห้างใหญ่ๆ อาจจะยังไม่ต้องเปิดก็ได้
โดยอาจต้องบริหารพื้นที่และสุขอนามัยให้เป็นไปตามระบบ อย่าได้คิดเอง แต่ควรโยนสิ่งเหล่านี้ให้สังคมร่วมกันพิจารณา เพื่อธุรกิจจะดำเนินต่อไปได้บนหลักการป้องกันโรคที่สมดุล
ส่วนมาตรการใดยังต้องคงไว้เพื่อรักษาระดับความเข้มข้นต่อไปนั้น ต้องย้อนกลับมาประเด็นสำคัญที่คนยังไม่ค่อยพูดถึงกัน คือ การรักษาระยะห่าง ทำอย่างไรจึงจะทำให้ระยะห่างทางสังคมเกิดขึ้นจริง เราเห็นตัวเลขเริ่มลดลง ผู้คนก็เริ่มออกจากบ้าน รถเริ่มวิ่งบนถนนมากขึ้น
คำถามคือภาครัฐและเอกชนต้องหันมาพูดกันจริงจังในเรื่องการทำ WORK FROM HOME (WFH) ว่าทำอย่างไรถึงจะเวิร์ก ต้องเพิ่มมาตรการควบคุมหรือไม่ มีการลดค่าไฟ ค่าอินเตอร์เน็ตหรือลดหย่อนภาษีให้กับผู้ประกอบการที่ WFH หรือไม่ จะมีการลดดอกเบี้ยอย่างไร ปรับกฎหมายแรงงาน ปรับการประเมินผลงาน การลา การทำโอทีต่างๆ ฯลฯ
หากกลไกเหล่านี้ไม่ได้ถูกเซ็ตขึ้นมาพร้อมกันใหม่ มาตรการการเว้นระยะห่างก็จะไม่ได้ผล
อีกส่วนที่ต้องเปลี่ยนคือรูปแบบมาตรการพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ต้องดูว่ายังจำเป็นอีกหรือไม่ เพราะเมื่อสถานการณ์อยู่ในระดับที่ระบบสาธารณสุขรองรับได้ เราควรกลับไปใช้กฎหมายปกติคือพ.ร.บ.ควบคุมโรค
วันนี้เชื่อว่าแค่พ.ร.บ.ควบคุมโรคก็เพียงพอแล้ว เพราะยังมีพ.ร.บ.ตัวอื่นมาเสริมอีกเยอะ เช่น พ.ร.บ.การเดินอากาศ พ.ร.บ.ตรวจคนเข้าเมือง เครื่องมือทางกฎหมายตามปกติเราค่อนข้างครบ แล้วให้พ.ร.บ.ควบคุมโรคเป็นตัวบูรณาการ
แต่ถ้ารัฐบาลยังเห็นว่าจำเป็น อาจใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินเฉพาะพื้นที่แทน เช่น พื้นที่ที่ยังคงพบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ใช่ควบคุมทั้งประเทศ เพื่อคลายความเครียดของสังคม
ในส่วนของปัจจัยที่จะบ่งชี้ว่าถึงเวลาปลดล็อกทุกอย่าง เพื่อเปิดเมืองเต็มรูปแบบนั้น ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อ เพราะโรคนี้จะไม่หายไปทันที แต่จะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ คล้ายกับโรคหวัดชนิดหนึ่ง ไม่สามารถรอให้มันกลายเป็นศูนย์ต่อเนื่องกัน 20 วันแล้วจึงเปิดเมือง
อย่าไปหลงกลกับตัวเลข ไม่เช่นนั้นคนจะตายก่อนโรคหมด แต่ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ให้ได้
ตัวชี้วัดจึงไม่ใช่ตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่เป็นศูนย์ แต่ให้ยึดตัวเลขที่ระบบสาธารณสุขสามารถบริหารจัดการกับสถานการณ์ได้มาเป็นตัวตั้ง นั่นคือตัวเลขของคนที่รักษาตัวในโรงพยาบาล
เมื่อจำนวนเตียงของผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหมุนเวียนได้เพียงพอ เราก็กลับไปดำเนินกิจกรรมและวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจเหมือนเดิมได้
กระทรวงสาธารณสุขเองก็กำลังเข้าสู่เฟสที่สอง คือ การตรวจหาเป้าหมายเพื่อสำรวจเชื้อในจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อควบคุมการระบาด และมุ่งไปที่การคิดค้นวัคซีน ขณะที่ทางเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ต้องดำเนินการควบคู่กันไป หากจำแนกสถานการณ์และร่วมกันขับเคลื่อนได้แบบนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องล็อกดาวน์ทุกพื้นที่
นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี
อดีตรมว.สาธารณสุข และที่ปรึกษารมว.สาธารณสุข

สถานการณ์ขณะนี้อยู่ในจุดที่ควรต้องผ่อนคลายล็อกและเริ่มเปิดเมืองได้แล้ว โดยมีปัจจัยจาก
1.สถิติของผู้ป่วยใหม่ในแต่ละวันมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะในช่วง 2-3 วันหลังๆ นี้ จำนวนของผู้ติดเชื้อรายใหม่ อยู่ในระดับเพียงหลัก 10 กว่าคนเท่านั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี
2.การป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อใน 32 วันหลังจากที่มีการปิดเมืองอย่างจริงจัง ประชาชนเกือบ 90% มีพฤติกรรมดูแลตัวเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อได้เป็นอย่างดี
3.การควบคุมโรค ทางหน่วยงานรัฐทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการตรวจและการคัดกรองผู้ติดเชื้อทำได้เพิ่มมากขึ้น การหาผู้สัมผัสเชื้อนำไปสู่การกักกันโรคทำได้มากขึ้น และยังมีอสม. 1.4 ล้านคนที่ทำหน้าที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีอะไรน่าห่วง
4.การรักษาที่ก่อนหน้านี้ประชาชนกังวลว่าเรายังไม่พร้อมเมื่อเทียบกับ ประเทศอื่นๆ แต่วันนี้ไทยมีความพร้อมมากขึ้น มีเตียงที่รองรับผู้ป่วยโควิดทั้งประเทศประมาณ 1.5 หมื่นเตียง มีเครื่องช่วยหายใจรองรับผู้ป่วยโควิดประมาณ 1.2 หมื่นเครื่อง จากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง เชื่อว่าสามารถผ่อนคลายล็อกได้แล้ว
ส่วนที่มีหลายคนบอกว่าหากไม่ระวังอาจจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อระลอก 2 เหมือนที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์และญี่ปุ่นนั้น ต้องขอทำความเข้าใจว่าวันนี้ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่มีการระบาดเป็นคลื่นลูกที่สอง
จากสภาพความพร้อมทั้งหมด มองว่าถึงเวลาที่น่าจะเปิดเมืองได้แล้ว เริ่มจากการจัดกลุ่มจังหวัด พื้นที่ใดที่ไม่มีผู้ติดเชื้อเลยประมาณ 9 จังหวัด และไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ใน 14 วันอีกประมาณ 36 จังหวัด รวม 45 จังหวัด จะจัดให้เป็นกลุ่มจังหวัดสีเขียว
ส่วนจังหวัดที่ยังมีการระบาดในช่วง 14 วันอีกประมาณ 20 กว่าจังหวัด จะจัดให้อยู่ในกลุ่มสีเหลือง และจังหวัดที่มีผู้ป่วยใหม่เกิดขึ้นเรื่อยๆ อย่างมีนัยยะสำคัญอีกประมาณ 7 จังหวัด จะจัดให้อยู่ในกลุ่มสีแดง
ในกลุ่มสีเขียวสามารถนำร่องเปิดเมืองก่อนได้ทันที ซึ่งจะต้องดูประเภทของธุรกิจควบคู่กันไปด้วย ธุรกิจที่อยู่ในที่โล่ง เช่น กลุ่มหาบเร่ ถือว่ามีความเสี่ยงน้อย ควรเปิดให้สามารถขับเคลื่อนกิจกรรมได้ก่อน
รองลงมา คือธุรกิจที่มีพื้นที่ตั้ง มีความโล่ง โปร่ง ซื้อมาขายไป เช่น ธุรกิจขายเฟอร์นิเจอร์ วัสดุก่อสร้าง หรือเสื้อผ้า เป็นต้น ถือว่ามีความเสี่ยงระดับ 2
จากนั้นเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีพื้นที่อยู่ในห้องปรับอากาศ เช่น ศูนย์การค้า คลินิกเสริมความงาม ร้านหมอฟัน ร้านตัดผม ที่ต้องใช้เวลาตั้งแต่ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง มีความเสี่ยงระดับ 3
และธุรกิจประเภทที่มีความแออัด ต้องส่งเสียงตะโกน เช่น ผับบาร์ สนามมวย โรงภาพยนตร์ เป็นต้น ถือว่ามีความเสี่ยง ระดับ 4
ดังนั้น ควรเริ่มจากจังหวัดสีเขียว และเริ่มจากธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยตั้งแต่ระดับ 1-3 ก่อน ซึ่งทำได้ทันที แต่ต้องมีการ เตรียมการ ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ เช่น ผู้ที่มาใช้บริการคลินิกต้องมีการบันทึกลงทะเบียน ต้องมีการรักษาระยะห่าง ต้องสวมใส่หน้ากากและเฟซชีลด์ การเปิดเมืองจำเป็นต้องทำอย่างรัดกุม รอบคอบ ขอย้ำว่าเป็นการเปิดเมือง ยังไม่ใช่การเปิดประเทศ จะยังไม่มีเปิดรับนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศทันที แต่คนไทยในต่างแดนที่ประสงค์จะกลับเข้าประเทศต้องรับกลับเข้ามา แต่ต้องให้กักตัว 14 วันตามกฎ
ส่วนการประกาศใช้เคอร์ฟิวก็ควรยกเลิกได้แล้ว ไม่เห็นประโยชน์ว่าจะสามารถป้องกันหรือควบคุมโรคได้ เพราะเชื้อไวรัสไม่ได้ออกมาหากินเฉพาะเวลากลางคืน เรารู้ว่าการแพร่เชื้อเกิดขึ้นได้ง่ายสุดในบ้านหรือเคหสถาน
หากครบกำหนดการประกาศใช้เคอร์ฟิวในช่วงสิ้นเดือน เม.ย.นี้ อยากให้รัฐบาลถือวันที่ 1 พ.ค. ดีเดย์เปิดเมืองได้แล้ว
ถ้าหากเริ่มช้าไปกว่านี้ผลกระทบด้านเศรษฐกิจจะรุนแรงขึ้นอย่างแน่นอน