สัมภาษณ์พิเศษ : สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ โควิดยังไม่จบ-คนไทยยังต้องเดินขาเป๋
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ : หมายเหตุ นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง วิเคราะห์สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยมองว่ากว่าจะกลับสู่ปกติได้ เร็วที่สุดก็ 2 ปี
“พูดง่ายๆว่าสภาพเศรษฐกิจกับพวกเรายังต้องอยู่กันอย่างขากะเผลก คือฟื้นบ้าง เฉออกไปบ้าง กว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติก็กว่า 2 ปี”
สถานการณ์นี้ยังไม่จบ เราต้องยอมรับว่าขณะที่ไทยดีขึ้นจะเห็นได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกก็ไม่ได้ดีขึ้นอย่างที่น่าสบายใจ ถึงแม้ว่าแนวโน้มหลายประเทศจะดีขึ้น ในอเมริกาและยุโรปจำนวนคนติดเชื้อเพิ่มขึ้นชะลอตัว ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์นี้ยังอยู่กับเราและทั่วโลก ซึ่งดูแล้วอย่างน้อยที่สุดก็ประมาณ 1-2 ปี
เท่าที่รับฟังข้อมูลจากแพทย์ทั่วไป สถานการณ์นี้จะไม่เหมือนโรคที่จบก็หายไปแต่จนกว่าจะมียารักษาโรคนี้ได้โดยเฉพาะ หรือมีวัคซีน ขณะนี้ถึงแม้จะมีข่าวออกมาบ้างแต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีบริษัทใดผลิตได้
ดังนั้น เมื่อเป็นแบบนี้เราต้องมีการ์ดหรือมีการระวังตัวอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนได้หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งพบว่ามีเป็นระลอกหนึ่ง ระลอกสอง ดังนั้นต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างดี
แต่ถามว่าสามารถผ่อนปรนได้บ้างหรือยัง ในขณะนี้คิดว่าที่เราต้องรอดูสักนิดอาจประมาณเดือนหน้า ถ้าตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงๆ ก็อาจพอที่จะผ่อนปรนได้บ้างซึ่งหมายถึงเรื่องเคอร์ฟิวเวลา 22.00-04.00 น. ก็อาจดูว่าผ่อนปรนได้อย่างไร แต่ไม่ใช่ว่าจะผ่อนปรนพร้อมกันทุกจังหวัด แต่ต้องพิจารณาเป็นรายจังหวัดว่ามีจังหวัดใดที่จะสามารถผ่อนปรนได้
ผ่อนปรนที่สอง คือถ้าจะรอให้โควิด-19 หายนั้นเศรษฐกิจพังแน่นอน เพราะฉะนั้นกรณีนี้ต้องทำใจว่าภายใต้ความเสี่ยงที่เรามีอยู่ต้องมีการกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง แต่อยู่บนพื้นฐานว่าอย่าไปกระตุ้นแล้วทำให้เกิดระลอกสอง เพราะฉะนั้นต้องทำในลักษณะ ที่ยอมรับมันมีความเสี่ยง
วิธีการคือ 1.ดูเป็นรายจังหวัด หมายความว่าถ้าเป็นจังหวัดที่ดูแลดี ไม่มีผู้ติดโรค หรือจังหวัดที่มีโรคแต่น้อยแล้วหาย คิดว่ามาตรการผ่อนปรนทำได้ในระดับหนึ่ง แต่ต้องมีการควบคุมเป็นอย่างดี เช่น ร้านอาหาร ถ้าจะเปิดก็ต้องจัดที่นั่งให้มีระเบียบ ห่างกัน 1-2 เมตร และมีเครื่องตรวจวัดไข้หรือให้ทำความสะอาด
ส่วนกรุงเทพ หรือจังหวัดที่มีการติดโรคจำนวนมาก กรณีนี้การผ่อนปรนควรต้องรอดูอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะการผ่อนปรนอาจทำได้ในระดับหนึ่งแต่จะต้องระวังอย่างมาก แต่สิ่งที่ในกลุ่มจังหวัดเหล่านี้และกรุงเทพฯที่ไม่ควรผ่อนปรนคือ ผับ คาราโอเกะ สถานที่นวด สนามมวย สถานที่ที่คนไปชุมนุมกันเป็นจำนวนมาก เหล่านี้ยังไม่ควรเปิด
ในส่วนของดีพาร์ตเมนต์สโตร์นั้นก็ยังสองจิตสองใจอยู่ว่าจะเอาอย่างไร อย่าง เซ็นทรัล พารากอน เอ็มโพเรียม ต่างกันตรงไหน คิดว่าคงต้องค่อยๆ เปิดนิดหน่อย แล้วควรรอดูอีกสักพักว่าทางห้างจะดำเนินมาตรการเข้มข้นได้ขนาดไหน
ดังนั้น ถ้าสถานการณ์เป็นแบบนี้และอีกสองถึงสามสัปดาห์ตัวเลขลดลงคิดว่าเราก็พอจะผ่อนปรนได้บ้างโดย 1.เคอร์ฟิว 2.ดูเป็นกลุ่มจังหวัดที่มีปัญหาน้อยหรือปัญหามาก 3.ลักษณะการผ่อนปรนต้องขึ้นอยู่กับประเภทการพบ สัมผัสกันได้มาก หรือน้อย 4.หากเปิดจะต้องมีมาตรการที่เข้มข้นมาก ในการปฏิิบัติตามมาตรฐานสาธารณสุข 5.สิ่งที่สำคัญถ้าเปิดจะต้องเตรียมการทุกวันว่าถ้าเปิดแล้วมีสถานการณ์ที่มีปัญหาเกิดขึ้นจะต้องดำเนินมาตรการแก้ไขขึ้นมาได้ในทันที
ดังนั้นจะผ่อนปรนต้องมีความพร้อมในการตรวจสอบ หมายถึงเครื่องมือในการตรวจสอบว่าบุคคลนั้นติดเชื้อหรือไม่ เหมือนในเมืองนอกที่เขามีเครื่องส่องเลยว่าบุคคลนี้อยู่ในกรอบของประเภทใด จึงเป็นสิ่งที่เราต้องเตรียมพร้อมในด้านเครื่องมือ เพราะในส่วนของประเทศไทยทางแพทย์เองยังบอกด้วยว่าต้องใช้เวลาตรวจ อย่างน้อย 2 วันถึงจะรู้ผล เพราะฉะนั้นเครื่องมือเหล่านี้จะเป็นตัวบอกได้ว่าเรามีความพร้อมมากหรือน้อย ถ้าเรามีเครื่องมือที่สามารถตรวจแล้วรู้ผลภายใน 3 ชั่วโมง หรือ 1 วันได้ก็เป็นที่ต้องการ จะได้รู้ว่าพร้อม
ดังนั้นการผ่อนปรนของเราคือสามารถเปิดได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ต้องระวังเพราะสิ่งที่น่ากลัวมากคือระลอกสอง เพราะสิ่งที่น่าอันตรายที่สุดคือระลอกแรกรอดได้ แต่มีระลอกสอง อันตรายมากกว่านั้น ถ้าเกิดขึ้นมาแล้วเศรษฐกิจเรายิ่งจะพังไปกันใหญ่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือสิงคโปร์เมื่อแพร่ออกมาแล้วรั้งไม่อยู่
สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคู่ขนานกันไปในขณะนี้คือเรียงลำดับความสำคัญ เรื่องเศรษฐกิจกับการเงินเป็นเรื่องสำคัญแต่เป็นตัวรอง เพราะฉะนั้นการจะผ่อนปรนได้หรือไม่ เปิดได้หรือไม่ ต้องดูเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดลงก่อน เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญอันดับหนึ่งและต้องทุ่มงบประมาณเต็มที่สำหรับเรื่องนี้
ภายใต้ข้อจำกัดที่เรามีการดูแลดีขึ้นนั้นก็ต้องดำเนินมาตรการเศรษฐกิจ
คือ 1.ช่วยเหลือเยียวยาคนที่ตกงาน ไม่มีงานทำ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลทำอยู่เพียงแต่อาจจะไม่ทั่วถึง
2.ใช้งบประมาณฟื้นเศรษฐกิจในส่วนที่อย่างไรก็ต้องทำอยู่แล้ว ได้แก่ อาหาร การผลิตยารักษาโรค โดยกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นเขต เพราะบางแห่งสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้โดยใช้กรอบ กำหนดเกณฑ์ขึ้นมาเพื่อป้องกันไม่ให้รู้สึกว่าพอหายจากโรคแล้วเศรษฐกิจพัง
3.ช่วยในเรื่องตลาดการเงิน เรื่องนี้รัฐบาลช่วยอยู่บ้างแล้วเพื่อไม่ให้เศรษฐกิจแย่และเกิดสภาพคล่องต่างๆ
4.สิ่งที่รัฐบาลทำยังไม่ได้เต็มที่นัก คือเรื่องการประชาสัมพันธ์ ถึงแม้ว่าจะทำได้ดีในระดับหนึ่งแต่ยังดีไม่ทั่วถึง สังเกตได้ว่าคนที่ใส่หน้ากากอนามัยมีน้อยลงเพราะฉะนั้นจะต้องทำการประชา สัมพันธ์ให้ทั่วถึง
และ 5.อีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลทำน้อยกว่าเรื่องไหนๆ คือ เรื่องจิตวิทยา เพราะคนมีความเครียดสูงมาก และบางคนก็มีปัญหาทางด้านจิต น่าจะมีเครื่องมือต่างๆ ช่วยให้คำปรึกษาเหมือนในต่างประเทศที่มีคอลเซ็นเตอร์ เพราะฉะนั้นงบประมาณที่รัฐบาลจะทุ่มจะต้องครอบคลุมให้ได้ 5 ด้านนี้เป็นสำคัญ
มาตรการที่รัฐบาลทุ่มขณะนี้ประมาณ 10% และรัฐบาลก็ต้อง เตรียมตัวต่อไปเพราะยังไม่พอ เนื่องจากสถานการณ์นี้น่าจะยืดเยื้อ เพียงแต่ชะลอลงไปได้บ้างในครึ่งปีหลัง เพราะเมื่อถึงเวลานั้นเราอาจจำเป็นต้องมีมาตรการเหมือนในต่างประเทศ เช่น อเมริกาทุ่มไป 2.2 ล้านล้าน และเพิ่มอีก 4.8 หมื่นล้าน รวมเป็น 2.68 ล้านล้าน ยุโรป 2.5 ล้านล้าน ของไทยทุ่ม 1.9 ล้านล้าน เพราะเราไม่ใช่ประเทศร่ำรวยเหมือนเขา
แต่สิ่งที่เราต้องทำคือ ต้องเตรียมทรัพยากรด้านการเงินเพื่อรอครึ่งปีหลังที่จะนำมาใช้ กรณีนี้คิดว่าการผ่อนปรนเรื่องเสถียรภาพ เช่น การกู้ที่จะเพิ่มขึ้นเกินหลักเกณฑ์บ้างก็อภัยให้ได้ เช่น หนี้สาธารณะ ตอนนี้เราชนที่ประมาณ 60 แต่ถ้าครึ่งปีหลังยังไม่จบการจะขอกู้เพิ่มมากขึ้นก็คิดว่าต้องยอมรับ เพราะในอเมริกาตัวเลขขึ้นมากว่า 100% แล้ว ในยุโรป 98% สิงคโปร์ก็เช่นเดียวกัน และในบางประเทศอย่างญี่ปุ่นขึ้นมากว่า 200%
และการขาดดุลงบประมาณเราขาดทุนขึ้นมา 5% กว่า แต่บางประเทศในยุโรป 9-10% เพราะในภาวะที่เรียกว่า 100 ปี เกิดแบบนี้ขึ้น รัฐบาลก็ต้องเตรียมทรัพยากร โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ และเรื่องการกู้ให้เพียงพอต่อการรองรับกับสถานการณ์ ตัวนี้ เพราะกว่าจะจบคงไปถึงปีหน้า เพียงแต่ถ้าบริหารดี ครึ่งปีหลังก็จะชะลอตัวลงแล้วจะมีการฟื้นขึ้นมาได้บ้างในระดับหนึ่งเท่านั้น
กรณีนี้คิดว่ารัฐบาลต้องเตรียมหนึ่งคือ ทรัพยากรให้เพียงพอที่จะแก้ปัญหาอันดับ 1.เรื่องโรค 2.เศรษฐกิจ 3.การเงิน 4.เรื่องจิตวิทยา 5.การประชาสัมพันธ์ เตรียมที่สอง คือ ค่อยๆบีบ หรือปรับเพื่อไม่ให้มีระลอกสอง อันนี้คือหัวใจสำคัญ
ส่วนประชาชนและชาวบ้านทั่วไปต้องยอมรับว่ากว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติได้น่าจะถึง 2 ปี เพราะกว่าจะค้นพบยาและวัคซีน และก็จะเป็นเหมือนไข้หวัดใหญ่ที่ไม่ใช่ว่าหายจากโลกนี้ไปเลย ดังนั้น ต้องกลายมาเป็นสถานการณ์ที่คู่ขนาน คือประชาชนต้องรู้ไว้ว่าโลกนี้เปลี่ยนไปแล้ว
สิ่งแรกคือต้องใช้ ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) คือ ให้เป็นปกติแบบใหม่ การที่เราจะใช้ชีวิตของเราทุกวันนี้ต้องใช้ไปให้ถึงอนาคตคือต้องระวังเนื้อระวังตัวในการไปติดต่อสถานที่ต่างๆ และวิกฤต วันนี้ทำให้พวกเราได้เห็นว่าตัวเองก่อนหน้านี้มีการใช้ชีวิตที่ผิดปกติ ใช้จ่ายเกินควร ทำให้โลกพัง
ดังนั้น จากนี้จะทำให้เราประพฤติตัวได้ดีขึ้น บังคับให้เรารู้ตัว ประพฤติตัวได้ดีขึ้น ไม่ทำลายล้างสภาพแวดล้อม สภาวะโลกร้อน การใช้เงินก็จะทำให้เราได้เห็นคุณค่า
นอกจากนี้ จะทำให้เราปรับตัวในเรื่องที่ถูกบังคับให้อยู่นิ่ง ทำให้เรามีเวลาว่าง สำรวจความผิดพลาดในอดีต ทำไมวันนี้จึงเป็นเช่นนี้ ทำไมวันนี้ถึงตกงาน ทำไมวันนี้ถึงแย่ และอะไรบ้างเป็นเรื่องที่ควรเตรียมตัวเพื่อให้รองรับภยันตรายที่เกิดจากการท้าทาย
จะช่วยทำให้เรารู้จักตัวเราเองว่าเราเป็นอัจฉริยะทำได้ หลายอย่าง และใช้เวลาว่างอยู่ศึกษา ทำให้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญที่เมื่อฟื้นขึ้นมาแล้วเราจะเข้มแข็งมากขึ้น และยุคนี้ เป็นยุคที่บังคับให้เราปรับตัวเรื่องไอที เรียนรู้เพื่อพัฒนาสิ่งต่างๆ ได้หลายอย่างโดยเฉพาะศักยภาพในการแข่งขัน เท่ากับเป็นการเตรียมตัว
กรณีนี้ถ้าเราอยู่ในฐานะที่ลำบากมากก็ต้องกัดฟัน และรักษาชีวิตตัวเองให้รอดปลอดภัยก่อน เป็นการกัดฟันเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อที่เวลาฟื้นตัวขึ้นมาแล้วคุณจะแข็งแรงสามารถทำงานได้ดีขึ้น แต่ถ้าติดหนี้สินก็พยายามจะใช้มาตรการของรัฐบาลเพราะขณะนี้ธนาคารต่างๆ ถูกบังคับให้ผ่อนปรน เราก็ต้องพยายามซื้อเวลาในการผ่อนปรนเพื่อรอให้สถานการณ์ดีขึ้น
แต่ถ้าคุณอยู่ในฐานะที่พอกินมีใช้ กรณีนี้ก็ต้องช่วยเหลือสังคมโดยไม่ต้องรอให้รัฐบาลมาบอกว่าให้ช่วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พวกเราต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ส่วนการเปิดเมืองเต็มรูปแบบปัจจัยข้อแรก จำนวนคนที่ติดเชื้อหายไป ถ้าหายไปก็เปิดเต็มรูปแบบได้เต็มที่ แต่ในปัจจัยนั้นต้องดูว่าถ้าปล่อยแล้วมันจะไม่กลับมาอีก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของแพทย์ที่ต้องบอกกับเรา
การที่จะบอกตัวนี้ได้มีอยู่สองเรื่องคือ ถ้าไม่สามารถพบยาป้องกัน ไม่พบเรื่องวัคซีน โควิด-19 ก็จะอยู่กับเราไปตลอด ถ้าเราการ์ดตกนิดเดียวระลอกสองก็มาได้ทันที ดังนั้นสัญญาณตัวนี้จะทำให้เรารู้ว่าเราจะปลดล็อกได้ทุกเรื่องก็ต่อเมื่อสถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติ ซึ่งคิดว่าอย่างเร็วที่สุดไม่ต่ำกว่า 2 ปี
แต่ก่อนจะถึงวันนั้นเราไม่จำเป็นต้องถูกกดดันเลย ถ้าเราสามารถดูแลได้อย่างดีและมีจำนวนของเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์มีมากขึ้น ก็คิดว่าปีหน้าเราก็จะเข้าสู่ภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้พอสมควร
แต่ในครึ่งปีหลังเรายังจะอยู่ในสภาพเหมือนคนขาเป๋ เดินขากะเผลก คือพูดง่ายๆ ว่าสภาพเศรษฐกิจกับพวกเรายังต้องอยู่กันอย่างขากะเผลก คือฟื้นบ้าง เฉออกไปบ้าง กว่าจะเข้าสู่สภาวะปกติก็กว่า 2 ปี
ดังนั้น พวกเราต้องเตรียมตัวเหมือนคนขากะเผลก ทั้งในด้านความเป็นอยู่และด้านเศรษฐกิจ