ย้อนอดีต ‘สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล’ ผู้ล่วงลับ ทำสนช.เหวอทั้งสภา ซัดแม้วก็เคย คืนพาสปอร์ตก็ทำมาแล้ว อยู่มาหลายพรรค เก๋าเกมสุดทางการเมือง

นับเป็นข่าวเศร้าสำหรับคอการเมืองไทย เมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตหลังการเข้ารับการรักษาด้วยโรคมะเร็งตับ ด้วยวัย 67 ปี ของ “สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล” หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “เฮียปึ้ง” อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ในยุคสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เส้นทางทางการเมืองของบุคคลผู้นี้นับว่าไม่ธรรมดา ไล่เรียงมาตั้งแต่ เริ่มต้นเส้นทางทางการเมืองจากพรรคกิจสังคม ด้วยการลงเลือกตั้ง เมื่อปี 2529 แต่สอบตก ต่อมาข้ามค่ายเข้าร่วมกับ พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2539 และได้รับเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ต่อมาในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งในสังกัดพรรคสีฟ้า แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง พ่ายแพ้ให้กับ ปกรณ์ บูรณุปกรณ์ ผู้สมัครจากพรรคไทยรักไทย ผู้ล่วงลับ

จากนั้นในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2548 สุรพงษ์ ยังคงสมัครรับเลือกตั้งในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แต่ย้ายมาลงสมัครในระบบบัญชีรายชื่อ แต่ก็ไม่ได้รับการเลือก ที่สำคัญตลอดระยะเวลาที่อยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สุรพงษ์ ได้มีบทบาทสำคัญในการอภิปรายโจมตี ดร.ทักษิณ ชินวัตร

แต่ในทางการเมือง ก็ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ต่อมาเมื่อปี 2549 สุรพงษ์ ย้ายไปสังกัดพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร ภายหลังรัฐประหาร ไทยรักไทยถูกยุบ จึงย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชาชน และ ดร.สุรพงษ์ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ ในปี 2550

หลังคำตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2551 ก็ย้ายตามไปสังกัดพรรคเพื่อไทย จนได้รับเลือกให้เป็น รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในปี 2553 สุรพงษ์ เป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่วมลงนามถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ และคนเสื้อแดง ในช่วงปี พ.ศ. 2552 อีกด้วย

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2554 ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 20 ของพรรคเพื่อไทย และได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรองนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮา ด้วยการคืนพาสปอร์ตให้กับ อดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” จนเป็นคดีความ ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปีโดยไม่รอลงอาญา และได้รับการประกันตัวในวันดังกล่าวด้วยวงเงิน 5 ล้านบาท โดยศาลมีคำสั่งห้ามออกนอกประเทศ

หลังจากพ้นจากตำแหน่งหลังการรัฐประหาร 2557 นายสุรพงษ์ ก็สร้างความฮือฮาทางการเมืองอีกครั้ง กลางที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 29 มี.ค. ปี 2560 ด้วยการเสนอนับองค์ประชุม ในวันแถลงปิดคดีถอดถอนตน กรณีถูกกล่าวหาว่า ออกหนังสือเดินทางให้ นายทักษิณ โดยมิชอบ ซึ่งว่าเป็นการลูบคม เหล่าขุนพลทั้งหลาย ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็น สนช. ในยุครัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร

ซึ่งในระหว่างการพิจารณาทันทีที่ ป.ป.ช.ในฐานะผู้กล่าวหาแถลงปิดคดีจบ นายสุรพงษ์ ได้ลุกขึ้น ร้องขอให้ตรวจสอบองค์ประชุมเพื่อสนช.จะต้องลงมติ ทำหน้าที่เหมือนศาล โดยระบุว่า มาตรา 13 รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ระบุว่า การประชุมต้องมีสมาชิกมีไม่น้อยกว่ากึ่ง แต่สมาชิกสนช.เข้ามาฟังแค่ประมาณ 50 คน จึงอยากให้ประธานนับองค์ประชุม

จากนั้น นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่ 1ได้กดออดนับองค์ประชุมเพื่อจะลงมติ ทำให้ สมาชิก สนช.หลายคน ได้ลุกขึ้นอภิปรายทักท้วงคัดค้านการทำหน้าที่ของนายสุรชัยที่ปล่อยให้บุคคลภายนอกเข้ามาขอมติให้นับองค์ประชุม และยังปล่อยให้พูดจากล่าวร้ายเสียดสี ทำให้รัฐสภาอันทรงเกียรติเสื่อมเสียเหมือนสภาในอดีต

ทำให้ นายสุรชัย ต้องเชิญคู่กรณีทั้ง ป.ป.ช. และ นายสุรพงษ์ ออกจากห้องประชุม เพื่อหารือข้อประท้วงของสมาชิกสนช. อย่างเข้มข้นเป็นเวลานานกว่า 1 ชั่วโมง ที่สุด นายสุรชัย ยืนยันที่จะให้ลงมติ โดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากนายสุรพงษ์ ได้อ้างถึงมาตรา 13 รัฐธรรมนูญชั่วคราว และถ้าจะใช้มาตรา 5 วรรคสองของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ว่าด้วยการให้สนช.วินิจฉัยไปตามประเพณีการปกครอง หรือจะให้ประธานสนช.วินิจฉัยชี้ขาดเอง ก็ไม่แน่ใจว่าทำได้หรือไม่ จึงขอสร้างบรรทัดฐานใหม่ในเรื่องนี้เพื่อให้สภาใช้ต่อไป

ที่สุดที่ประชุมได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ 149 เสียง ไม่ให้บุคคลภายนอกเสนอให้มีการนับองค์ประชุม จากนั้นนายสุรชัยเชิญคู่กรณีกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยให้นายสุรพงษ์ แถลงปิดคดีต่อและปิดประชุมจนกระทั่ง ในเช้าวันรุ่งขึ้น สนช. มีมติ 231 ต่อ 4 และงดออกเสียง 3 ถอดถอน นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ออกจากตำแหน่ง

จากกรณีการออกหนังสือเดินทางให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมิชอบ ครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมถูกห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี ทุบสถิติคะแนนถอดถอนจะเป็นไปอย่างท่วมท้นกว่าทุกคดีถอดถอนที่ผ่านมา ตั้งแต่หลังรัฐประหาร ปี 2557 จนกระทั่ง สนช.ยุติการทำหน้าที่


 

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน