ทีมเศรษฐกิจ : คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ทีมเศรษฐกิจ – เมื่อพรรคพลังประชารัฐ แกนนำรัฐบาล ส่งสัญญาณว่าจะจัดกระบวนทัพคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล ในคณะรัฐบาลก็เป็นที่คาดหมายว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกัน
ตำแหน่งที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุดอยู่ที่กระทรวงดูแลงานเศรษฐกิจ เพราะเป็นงานใหญ่และงานยากมาก
หลังจากเศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบใหญ่มาจากตั้งแต่เหตุรัฐประหาร 2557 จนถึงวิกฤตผล กระทบโรคระบาดโควิด-19 ในปีนี้
จึงเห็นได้ว่าช่วงเวลานี้มักมีชื่อบุคคลจากแวดวงเศรษฐกิจว่าอาจเข้าร่วมรัฐบาลและรับตำแหน่งสำคัญ
ด้วยความหวังว่าจะกระตุ้นและประคองเศรษฐกิจให้ไปได้ดีกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม ความยากของสถานการณ์หลังโควิด การทำงานระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และปัญหาค้างคาจากอดีต อาจทำให้การเฟ้นหาบุคคลมารับตำแหน่งสำคัญมีข้อจำกัด
ส่วนรัฐบาลเองก็จำเป็นต้องหาบุคคลที่จะสร้างความมั่นใจ ฟื้นความเชื่อมั่น ทั้งกับประชาชนและนักลงทุนนานาประเทศ
โดยเฉพาะช่วงเวลาวิกฤตที่มีตัวเลขคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจทั้งปี 2563 จะติดลบถึงร้อยละ -5.5 พลิกจากเดิมที่เคยคิดว่าจะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.5
ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของหอการค้า ไทย ประจำเดือนพ.ค.2563 ดิ่งลงไปอยู่ที่ระดับ 31.3
ขณะที่ตัวเลขคนว่างงานของกรมจัดหางาน เมื่อเดือนเม.ย. มีผู้มาลงทะเบียนขอใช้สิทธิกรณีว่างงานเกือบ 3 แสนคน
ปัจจัยลบต่างๆ ดังกล่าวทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจในสายตาประชาชนไม่สู้ดีนัก แม้หน่วยงานรัฐจะให้ข้อมูลที่ให้ความหวังว่า การปลดล็อกและการทุ่มงบประมาณเยียวยาผล กระทบโควิด จะช่วยทำให้สถานการณ์ค่อยๆ กลับมาดีขึ้น
แต่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นก่อนคือ วิธีบริหารจัดการของรัฐบาลที่จะใช้กลไกทางการเมืองให้เป็นประโยชน์ในการกระจายอำนาจ เข้าถึงประชาชนเพื่อร่วมแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดมากกว่าที่ผ่านมา
ไม่ปล่อยให้การเมืองหรือข้ออ้างด้านความมั่นคงเป็นอุปสรรคสำหรับการคลี่คลายปัญหา
คำถามคือบุคคลหรือคณะเศรษฐกิจใหม่ที่จะเข้ามามีศักยภาพพอสำหรับภารกิจนี้หรือไม่