“บิ๊กตู่”บ่นสื่อจี้ตอบ ปมลงเลือกตั้ง ลั่นเป็นเรื่องของผม อย่ามาถามอีก จวกช่างฟ้องร้องศาลรธน.ปชป.สวนทันควันทำเพื่อความถูกต้องในบ้านเมือง สปท.ชงคุมเข้มผู้ใช้มือถือเติมเงิน-สื่อออนไลน์ เผย 18 สปท.ลาออกรอลงเลือกตั้ง ตามเงื่อนไขภายใน 90 วัน ก่อนเดดไลน์ 4 ก.ค. พลังชลโต้ร่วมหนุนพรรคทหาร มหาดไทย เผย 4 คำถาม มีตอบแล้วกว่า 3 แสนคน

บิ๊กตู่ปาฐกถาขับเคลื่อนแผนฯ12

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมกล่าวปาฐกถา เรื่อง “ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยมีคนอยู่หลายกลุ่มหลายประเภท ทั้งหมดกำลังเดินเข้าสู่เส้นชัยหลังหยุดเดินมานาน ซึ่งการหยุดเดินเหมือนการเดินถอยหลังเนื่องจากประเทศอื่นเดินไปข้างหน้า ดังนั้นต้องเร่งเดินเข้าสู่เส้นชัย ซึ่งโรด แม็ปของรัฐบาลได้กำหนดและวางแผนงานไว้ทั้งหมดแล้ว วางตามขั้นตอน 1-2-3 ของตน วันนี้ถือว่าอยู่ในขั้นที่ 2 เป็นสิ่งที่รัฐบาลและคสช. วางไว้ว่าจะเดินหน้าประเทศอย่างไร ทุกอย่างจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง ถ้ายังคิดแบบเดิม ติดกับปัญหาเดิม ก็ไปไหนไม่ได้

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลายครั้งเราสามารถรวมพลังจนผ่านวิกฤต ครั้งนี้ก็เช่นกัน อยากให้ถือว่าไม่ใช่วิกฤตของประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน แต่เป็นวิกฤตของประเทศไทยที่จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น ยืนยันว่าการทำแผนของรัฐบาลไม่ได้ผูกมัดใครไว้ตรงไหน และไม่ว่าใครเข้ามาเป็นรัฐบาลก็ทำได้หมด ไม่ได้ล็อกว่าใครจะต้องทำอย่างไร เพียงแต่ตีกรอบไว้ให้ไปสู่เป้าหมายในการปฏิรูป

บ่นสื่อวุ่นวายเรื่องเลือกตั้ง

“มนุษย์ถ้าไม่กลมกลืนกัน ทุกอย่างก็ยุ่งไปหมด จะเห็นว่าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ทีวีทุกช่องวุ่นวายอยู่กับเรื่องของผม ที่ว่าจะเลือกตั้งหรือไม่ บ้าบอคอแตกกันอยู่นั่น วันนี้จะเป็นจะตาย ฉะนั้นอย่าไปสนใจ ใครอยากพูดอะไรก็พูดไป มันเรื่องของผม ตอบชัดเจนแบบนี้แล้วอย่ามาถามผมอีก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ดีใจที่เรา ตื่นตัวเรื่องกฎหมายและการปฏิรูป แต่อย่าเอา ทั้งหมดมาตีกัน ซึ่งตอนนี้ปัญหามันเยอะ ต้องช่วยกันคิดแก้ไขว่าการปฏิรูปจะทำกันอย่างไร ปัญาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เลวทั้งหมด การศึกษา ตำรวจ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้เลวร้ายมากมาย แต่ยอมรับว่าสังคมส่วนรวมมีปัญหา คนดีก็มี คนเลวก็มี ต้องมีกระบวนการยุติธรรม

“ถ้าไม่เชื่อกระบวนการยุติธรรมแล้วจะมีวิธีอะไร ด่ากันทุกวันเดี๋ยวมันลาออกเองหรือ มันไม่ใช่ วันนี้มาตีกันเรื่องพ.ร.บ. 2 ฉบับอีก ไอ้ช่างฟ้องก็ไปหาเอาเองว่าใคร ไม่รู้จะฟ้องอะไรนัก ไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร เอาผิดเอาถูก ประเทศจะตายอยู่แล้ว ไอ้นี่ก็จะไปฟ้องศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอะไรจะทำหรือไง กลัวใครถามว่าไม่มีงานทำหรืออย่างไรก็ไม่รู้ มันเสียเวลา ก็พยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว มันได้มาอย่างนี้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ลั่นไม่ฟังทักท้วงไร้หลักการ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาตามแผนฉบับที่ 12 ต้องขับเคลื่อนออกมาถึงจะเดินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะสะดุดตามนโยบายของรัฐบาลแต่ละชุด ฉะนั้นต้องมีกรอบที่จะเดินไปข้างหน้า เรื่องพรรคการ เมือง เรื่องประชาธิปไตยเป็นอีกเรื่อง แต่ต้องเอาเป็นหลักด้วย การอนุมัติงบต้องคำนึงถึงทุกจังหวัดด้วย บางจังหวัดพัฒนามาก บางจังหวัดพัฒนาน้อย เราต้องลดความเหลื่อมล้ำ บางจังหวัดมีส.ส.เข้ามาจึงได้งบประมาณ ทำ ให้เกิดความแตกต่าง ดังนั้นต้องมีแผนและจัดสรรงบให้เหมาะสมกับทุกจังหวัด ที่สำคัญต้องหลีกเลี่ยงกันจัดสรรงบอย่างเร่งรีบ อย่าให้เหมือน 30 ปีที่ผ่านมาที่เราไม่ไปไหนเลย ส่วนเรื่องยุทธศาสตร์ชาติได้เดินหน้ามาเรื่อยๆ ร่างมาเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็สร้างการรับรู้

“ไอ้ที่กลัวเพราะกลัวว่าที่เขียนไปแล้ว จะไม่ได้ทำของตัวเอง ที่เคยคิดจะทำ เคยไปโปรยหว่านไว้ตรงนั้นตรงนี้ แต่ต้องเขียนให้แต่ละจังหวัดต้องทำอย่างไร การทำงบประมาณ ประจำปีต้องลงมา แล้วไล่ดูความโปร่งใส เรื่องการทุจริตอีกครั้งหนึ่ง ไม่อย่างนั้น ประชาชนก็ไม่รู้อนาคต ผมไม่อยากให้ฟังคนทักท้วงที่ไม่มีหลักการ ไม่มีเหตุผล เราต้องทำสิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ไปคิดว่าทำไม่ได้เพราะมีเหตุทุจริต เอื้อประโยชน์ ไม่ดูแลคนจน เอางบไปทำอย่างอื่นมากกว่าดูแลประชาชน มันพูดอย่างนี้พูดได้อย่างไง พอเริ่มลงทุนก็บอกทุจริตก็ไม่ต้องไปไหนแล้ว ปวดหัวทุกวัน ทุจริตคือทุจริต ที่คิดดีคือคิดดี แยกออกจากกัน ที่ทุจริตก็เอาไปฆ่าทิ้ง หามาแล้วบอกผม และผมเล่นงานไปเยอะแล้ว แต่ไม่อยากพูดเพราะเสียชื่อประเทศ แต่ไม่ได้ปล่อยปละละเลย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

เปรยกลายเป็นตัวเปิดศึก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การทำงานวันนี้มี ป.ย.ป.และมีหลายคณะ อะไรที่ปลดล็อกไม่ได้จริงๆ ต้องใช้มาตรา 44 และวันหน้าถ้าไม่มีมาตรา 44 จะทำกันได้หรือไม่ ฉะนั้น ทำอะไรต้องรอบคอบ วันนี้ตนยอมรับได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ เพราะต้องเปลี่ยน แปลงให้เร็ว ดูแลประชาชนไม่ให้เดือดร้อนซึ่งต้องทำ ทั้งนี้ ตนจะทำแผนแม่บทต่างๆ ให้เสร็จ และส่งต่อให้รัฐบาลต่อไป ใครจะมาเป็นนายกฯ ก็มาเป็นประธานต่อ ถ้าเขา ไล่ออกเปลี่ยนคนใหม่ก็มาเป็นต่อ ส่วนเรื่องการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ไอยูยู) เราออกกฎหมาย 90 ฉบับถือเป็นเรื่องเดียว มัน ยากแค่ไหน มีใครเคยทำได้หรือไม่ รัฐบาลนี้ไม่ได้เก่งกาจ หากข้าราชการทำได้เราก็ให้ เขาทำ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า เยาวชนรุ่นหลังหน้าตาหล่อสวย แต่บางคนพยายามจะสวย ก็ไปถูกเขาหลอกทำเสริมสวย พอถึงเวลาก็มาฟ้องสาธารณสุข เพราะไปผ่าตัดเสริมสวยร้านที่ไม่ถูกกฎหมายและราคาถูกมันไม่ได้ คน จะสวย สวยจรรยา ใช่ตาหวาน คนจะแก่ แก่ความรู้ ใช่อยู่นาน คนจะรวย รวยสุนทาน ใช่บ้านโต

“เดี๋ยวหาว่าผมพูดเป็นกลอนอีก วันนี้ผมแต่งกลอนไปหน่อยเดียวทะเลาะกันอีกแล้ว ในองค์กรกวีแห่งชาติ ทะเลาะกันสองฝ่าย ผมไม่เข้าใจ ผมมันตัวเปิดศึกจริงๆ ผมคิดอะไรเร็ว คิดอะไรออก ผมก็นั่งเขียนออกมาได้ กลายเป็นสองฝ่ายศิลปินแห่งชาติทะเลาะกัน ผมกลุ้มใจจริงๆ ผมว่าคงต้องหยุดพูดสักเดือนหนึ่ง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ปชป.โต้ช่างร้อง-ทำเพื่อให้ถูกต้อง

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงพล.อ. ประยุทธ์กล่าวถึงคนที่ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความกฎหมายว่าเป็นพวกไม่มีอะไรทำว่า ไม่ใช่พวกตนไม่มีอะไรทำ แต่เป็นเรื่องความถูกต้องในบ้านเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปสู่เป้าหมายได้ และการฟ้องร้องต่อศาลทุกศาลไม่ใช่ทำกันได้เล่นๆ แต่ต้องการให้องค์กรที่มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยว่าสิ่งที่ถูกคืออะไร สิ่งที่ไม่ถูกคืออะไรก็เท่านั้น และยิ่งเป็นกรณีคาบเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดและประกาศใช้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนควรยอมรับบทบาทภาระหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญ

“จริงๆ แล้วมีการแบ่งอำนาจระหว่างบริหาร และตุลาการกันโดยชัดเจนอยู่แล้ว ดังนั้น นายกฯก็ทำหน้าที่บริหาร แต่ไม่ควรไปขัดขวาง อำนาจตุลาการซึ่งจะวินิจฉัยว่าชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและในระบบนิติรัฐ ความชอบด้วยกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นหลักการสำคัญในการปกครองบ้านเมืองนี้ ความจริงพวกเราได้พยายามติติงเพื่อให้ประเทศไปสู่เป้าหมายที่ดีที่สุด ต้องเข้าใจเจตนาของพวกเราด้วย การบริหารบ้านเมืองต้องถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถขับเคลื่อนประเทศชาติไปได้” นายวิรัตน์กล่าว

สปท.ถกปฏิรูปงานสภา

ที่รัฐสภา สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ประชุมเพื่อพิจารณารายงาน “การปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา” ของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านการเมือง สปท. ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ยังพิจารณาไม่เสร็จ

มีสาระสำคัญ อาทิ การเสนอให้ตัด การจัดสรรงบประมาณเดินทางไปดูงานต่าง ประเทศของส.ส.และส.ว. เนื่องจากส่วนใหญ่ไปท่องเที่ยว ไม่ใช่การดูงาน โดยใช้ภาษีประชาชน, การเสนอไม่ให้แจกคอมพิวเตอร์แบบพกพาแก่สมาชิกรัฐสภา, การกำหนดมาตรฐานจริยธรรมของสมาชิกรัฐสภาให้มีความชัดเจนและมีบทลงโทษที่รุนแรงมากขึ้น, การเสนอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่จำเป็นต้องมาจากพรรคเสียงข้างมาก รวมถึงการเสนอแก้ไขพ.ร.บ.สถาบันพระปกเกล้า พ.ศ.2541 ให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยงานทางวิชาการช่วยงานรัฐสภาเป็นสำคัญ ให้จัดหลักสูตรทางวิชาการเฉพาะสมาชิกรัฐสภาและตัวแทนพรรคเท่านั้น โดยให้ยกเลิกหลักสูตรอื่นๆ ที่สร้างคอนเน็กชั่นเชื่อมโยงกับนักการเมือง ผู้มีอำนาจ องค์กรอิสระ ที่สร้างความเหลื่อมล้ำให้ประชาชนต้องวิ่งเต้น ใช้เส้นสายเข้าเรียนหลักสูตรต่างๆ

หวิดเดือดปมสถาบันพระปกเกล้า

ทั้งนี้สมาชิก สปท.บางส่วนอภิปรายท้วงติงการตัดงบดูงานต่างประเทศ โดยเห็นว่า การดูงานต่างประเทศยังจำเป็นอยู่ ไม่ควรตัดทิ้งทั้งหมด ควรพิจารณาเห็นชอบเป็นกรณีๆ ไป ขณะที่หลายคนท้วงติงเนื้อหารายงานที่เสนอให้สถาบันพระปกเกล้ายกเลิกการจัดหลักสูตรต่างๆ

ช่วงท้ายการประชุม ก่อนลงมติ มีสมาชิก สปท. 48 คน ขอให้กมธ.นำเนื้อหารายงาน ดังกล่าวไปปรับปรุงแก้ไข โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้า ที่กมธ.ควรนำไปปรับปรุงให้เป็นไปตามรายงานสถาบันพระปกเกล้าปี 2554 แต่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.การเมือง ยืนกรานจะไม่ปรับปรุงเนื้อหารายงาน ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียด ถึงขั้นที่นายศิริชัย ไม้งาม สมาชิก สปท. เสนอญัตติให้แยกโหวตเรื่องการ ปฏิรูปสถาบันพระปกเกล้าออกมาต่างหากจาก รายงานฉบับนี้ และให้กมธ.นำไปปรับปรุง

ทำให้น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ ประธานการประชุม พยายามไกล่เกลี่ยทั้งสองฝ่าย ในที่สุดนายศิริชัยจึงยอมถอนญัตติ โดยนายเสรียืนยันว่า จะนำเนื้อหาเฉพาะในส่วนที่ดีไปปรับปรุง แต่ส่วนไม่ดีจะไม่หยิบมา และเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ปรับปรุงทั้งฉบับ จากนั้นที่ประชุมสปท.ได้ลงมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 88 ต่อ 12 งดออกเสียง 48 ส่งเรื่องให้ครม. รับไปพิจารณาต่อไป

ชงคุมเข้ม-เก็บภาษีสื่อออนไลน์

ต่อมาที่ประชุม พิจารณารายงานเรื่องผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชี่ยลมีเดีย โดยพล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกมธ. กล่าวว่า สิ่งที่น่าวิตกคือการที่สื่อกระแสหลักใช้สื่อออนไลน์มาใช้แข่งขันนำเสนอข่าว จนลืมนึกถึงการกำหนดวาระทางสังคม ที่ผ่านมาทำให้ฆาตกรฆ่าหั่นศพกลายเป็นเน็ตไอดอล กมธ.ได้เสนอแนวทางปฏิรูป 2 ระยะคือ 1.ระยะเร่งด่วนต้องทำให้เสร็จในปี 2562 อาทิ การเพิ่มมาตรการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะระบบเติมเงิน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยกสทช.ควรมีมาตรการเสริมประเภทเติมเงินให้ใช้ลายนิ้วมือ ใบหน้า ควบคู่กับการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือด้วยบัตรประชาชน

พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าวว่า ควรตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ รวมถึงกำหนดให้ระบบจัดเก็บข้อมูลของสื่อออนไลน์ต่างประเทศที่ติดตั้งในประเทศต้องขึ้นทะเบียนกับกสทช. และต้องจัดเก็บเพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนทางคดี โดยกสทช.ประสานกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมทั้งเร่งรัดให้ใช้มาตรการทางภาษีกับผู้ให้บริการสื่อออนไลน์ต่างประเทศโดยเร็ว เพื่อใช้ควบคู่กับการบังคับใช้มาตร การการเก็บภาษีผู้บริโภคกับการใช้โฆษณาหรือการซื้อขายผ่านสื่อออนไลน์ให้เป็นจริง โดยกรมสรรพากรเป็นเจ้าภาพหลัก

หามาตรการเอาผิดเว็บตปท.

พล.ต.ต.พิสิษฐ์กล่าวว่า 2.แนวทางปฏิรูปในระยะยาว ที่ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับช่วงเวลาของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อาทิ การเสริมสร้างปลูกจิตสำนึกที่ดีมีจริยธรรมในการใช้สื่อออนไลน์ การให้ความรู้ด้านเทคโน โลยี การสร้างภูมิคุ้มกันและความตระหนักรู้ รวมถึงการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยบก.ปอท. พิจารณาหามาตรการลงโทษปรับเจ้าของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ที่ปล่อยให้เผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนที่ถูกละเมิดด้วยความรุนแรง หรือปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่มีลักษณะชักชวนหรือโน้มน้าวให้ไปสู่การกระทำที่รุนแรง เพื่อให้เจ้าของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ มีส่วนร่วมรับผิดชอบในฐานะเจ้าของพื้นที่ที่ทำให้เกิดการแพร่หลายของเนื้อหาดังกล่าว

จากนั้นสมาชิกสปท.ได้อภิปราย ซึ่งส่วนใหญ่สนับสนุนรายงานฉบับนี้ แต่ตั้งข้อสังเกตอาจมีบางมาตรการที่กระทบต่อสิทธิมนุษยชน โดยพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กล่าวว่า การที่ กมธ.เสนอให้ประชาชนต้องสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าในระหว่างการซื้อโทรศัพท์เคลื่อนที่เหมือนการทำหนังสือเดินทาง ตนไม่แน่ใจว่ามีประเทศใดใช้แนวทางนี้บ้าง เข้าใจว่าเป็นแนวความคิดที่ต้องการแก้ไขปัญหาในพื้น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่หากนำมาตรการนี้มาบังคับใช้ทั้งประเทศ จะเกินสมควรและขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่อย่างไร เพราะแค่มีบัตรประชาชนก็บอกได้ทุกอย่างอยู่แล้ว เช่นเดียวกับข้อเสนอตั้งศูนย์กลางบริหารจัดการข้อมูลผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อดูว่าใครเป็นเจ้าของบ้าง ตนคิดว่าอาจเหมือนการขี่ช้างจับตั๊กแตน เพราะปัจจุบันผู้ให้บริหารให้ผู้ใช้ลงทะเบียนและมีการควบคุมผู้ใช้อยู่แล้ว หากให้กสทช.มาตั้งศูนย์ขึ้นมาอีก ต้องใช้คนและเครื่องมือจำนวนมาก สิ้นเปลือง ซับซ้อน จนไม่แน่ใจว่าจะเกิดประโยชน์คุ้มค่าหรือไม่

ขณะที่ พล.ต.ต.พิสิษฐ์ชี้แจงว่า การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ คือการแสดงตัวตนของผู้ใช้โทรศัพท์ให้เป็นข้อมูลไว้ โดยไม่ได้ให้เป็นข้อมูลสาธารณะที่จะทำให้บุคคลก็ได้เข้ามาตรวจสอบ แต่เสนอให้ กสทช.ต้องกำหนดให้ลงทะเบียนทั้งซิมการ์ดและหมายเลขเครื่องในโทรศัพท์ เพื่อควบคุมเท่านั้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมสปท.มีมติ 144 ต่อ 1 คะแนนเห็นชอบกับรายงานดังกล่าว ซึ่งตามขั้นตอนจะส่งรายงานฉบับนี้ไปยังครม.ต่อไป

18 สปท.ลาออกรอลงเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนสปท.เข้าสู่ระเบียบ วาระการประชุม ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสปท. ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงกรณีสมาชิกสปท. แสดงความประสงค์ลาออก 15 คน โดย 14 คน มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1.นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ 2.นาย ธงชัย ลืออดุลย์ 3.นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล 4.นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ 5.นายเกรียงยศ สุดลาภา 6.นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ 7.นายสันต์ศักย์ จรูญ งามพิเชษฐ์ 8.นายชัย ชิดชอบ 9.พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร 10.นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ 11.นายสมพงษ์ สระกวี 12.พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล 13.นายอับดุล ฮาลิม มินซาร์ 14.นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ขณะที่นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ลาออกมีผล วันที่ 3 ก.ค.ส่งผลให้ปัจจุบันมี สมาชิก สปท. เหลือจำนวน 177 คน จากจำนวนเต็ม 200 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีสมาชิก สปท. แสดงความประสงค์ลาออกอีก 3 คน โดยให้มีผลในวันที่ 4 ก.ค. ประกอบด้วย 1.นายสุชน ชาลีเครือ 2.นายดำรงค์ พิเดช และ3.นายวิเชียร ชวลิต จะส่งผลให้ วันที่ 4 ก.ค.มีสมาชิก สปท.เหลือ 174 คน อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 กำหนดให้สมาชิกสปท. ที่จะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องลาออกภายใน 90 วัน หลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 4 ก.ค.นี้

พลังชลโต้ร่วมหนุนพรรคทหาร

นายสุระ เตชะทัต โฆษกพรรคพลังชล กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคพลังชลจะไปรวมตัวสนับสนุนพรรคทหารในการเลือกตั้งครั้งต่อไปว่า ยืนยันไม่เป็นความจริง ยังไม่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการเมือง เพราะขณะนี้ติดเงื่อนไขคสช.ห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง วันนี้พรรคอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ดำเนินการอะไร

นายสุระกล่าวต่อว่า ส่วนท่าทีหลังจากปลดล็อกให้ทำกิจกรรมการเมืองได้แล้ว คงต้องดูกติกาใหม่ก่อนว่าจะทำอะไรได้บ้าง แค่ไหนอย่างไร เพราะเราจะทำกิจกรรมตามที่กติกาใหม่กำหนดไว้เท่านั้น ส่วนที่สมาชิก สปท.ลาออกเพื่อไปลงสมัครรับเลือกตั้งถือว่าเป็นสิทธิ แต่จะไปอยู่พรรคใดหรือรวมตัวกันอย่างไรนั้น ต้องพิจารณากฎหมายลูกประกอบด้วยเพราะมีเงื่อนไขกำหนดศักยภาพของพรรค ที่จะส่งผู้สมัครตามระบบไพรมารี่โหวตด้วย

สนช.ปัดคว่ำกม.ชะลอเลือกตั้ง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) กล่าว ถึงกระแสข่าวสนช.อาจจะคว่ำร่างพ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเลือกตั้งถูกเลื่อนออกไปว่า ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมาสนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ต่างๆ ตามขั้นตอน ซึ่งขณะนี้ได้ออกกฎหมายไปแล้ว 220 ฉบับ อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายแต่ละฉบับมีรายละเอียดแตกต่างกัน และต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม ขณะที่สมาชิกสนช.ยื่นแปรญัตติ อภิปรายและแก้ไขในชั้นกมธ.วิสามัญ เช่นเดียวกับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ ใช้ขั้นตอนการพิจารณายึดแบบกรณีของพ.ร.บ.

โฆษกวิปสนช. กล่าวว่า ดังนั้น กรอบเวลาการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ มีระยะเวลากำหนดไว้ชัดเจนว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ต้องพิจารณา ให้เสร็จภายใน 8 เดือน และสนช.ต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 2 เดือน ขณะนี้กรธ.ส่งร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมาแล้ว 5 ฉบับ ถ้านับจากวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมา มาจนถึงตอนนี้ เป็นเวลา 3 เดือน จึงคิดว่าการพิจารณากฎหมายจะเสร็จได้เร็วกว่ากำหนดที่วางไว้ ถือว่ามาครึ่งทางแล้ว แม้บางฉบับอาจตั้งคณะกรรมาธิการร่วม แต่อยู่ในกรอบ 15 วันที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเร็วหรือช้ายังอยู่ในกรอบ 8 เดือน

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุที่เป็นกังวลว่าร่างกฎหมายจะถูกคว่ำ เพราะกรธ.และสนช.เคยเห็นต่างกันในกรณีของร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง นพ.เจตน์กล่าวว่า ไม่ เพราะสุดท้ายแล้วจะต้องไปคุยกันในกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย

มีชัยลั่นพร้อมแจงปมกม.กกต.

ด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ให้สัมภาษณ์ว่า ตนและตัวแทนกรธ. จะเข้าชี้แจงและเข้าประชุมคณะกรรมาธิการร่วมสนช. กรธ. และประธานกกต. เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. ในนัดแรกวันที่ 4 ก.ค.ด้วยตนเอง หลังจากร่วมประชุมคสช.เสร็จ ส่วนที่กกต.ให้ความเห็นแย้ง 6 ประเด็นนั้น ตนจะใช้หลักการอธิบายในรายละเอียดเพื่อให้ที่ประชุมเข้าใจ

ด้านนายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. เปิดเผยว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน กรธ.ได้หารือเรื่องความเห็นแย้งของกกต.ทั้ง 6 ประเด็น โดยมีประเด็นที่กรธ. เห็นตรงกันคือการแก้ไขประเด็นอำนาจสืบสวนที่มอบให้กับเจ้าพนักงานของกกต. เพราะตามเจตนารมณ์ที่กรธ.กำหนดนั้นคืออำนาจดังกล่าวเป็นของ กกต. ขณะที่ประเด็นอื่นๆ นั้น มีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยในที่ประชุมกมธ.ร่วม ส่วนจะแก้ไขตามประเด็นหรือนอกเหนือจากนั้นหรือไม่ ตนไม่ทราบว่ากติกาที่ สนช.กำหนดเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวมองว่าหากการปรับแก้ไขรายละเอียดของร่างกฎหมายว่าด้วยกกต. อาจมีประเด็นที่สามารถแก้ไขบทบัญญัติเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ดีกว่า และเป็นประโยชน์น่าจะทำได้

เผยตอบ 4 คำถามแล้วกว่า 3 แสน

ที่กระทรวงมหาดไทย นายประยูร รัตนเสนีย์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการสรุปผลคำถาม 4 ข้อของ พล.อ. ประยุทธ์ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งผลสรุปคำถาม 4 ข้อไปยังสำนักเลขาธิการนายกฯ (สลน.) เพราะแต่ละจังหวัดเพิ่งส่งผลมาให้ที่กระทรวง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตอนนี้กระทรวงต้องรวบรวมคำตอบทั้ง 76 จังหวัด รวมทั้ง กทม.ทั้ง 50 เขต และสำนักปลัดสำนักนายกฯ มารวมและวิเคราะห์ผลอยู่ ซึ่งจะเสร็จภายในวันที่ 7 ก.ค. ถ้าวิเคราะห์ผลเสร็จจะส่งให้ สลน. ภายในวันเดียวกัน โดยกระทรวงจะไม่แถลงผลสรุป แต่จะให้สลน. เป็นผู้พิจารณาแถลงข่าว ซึ่งขณะนี้มีผู้มาแสดงความคิดเห็นต่อ 4 คำถามนายกฯแล้วกว่า 322,000 คน ถือเป็นภาพรวมที่น่าพอใจ

ทปก.ชงทบทวนขึ้นภาษีทุก5ปี

เมื่อวันที่ 3 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิชญะ เครืองาม ประธานคณะอนุกรรมการประชา สัมพันธ์และรับฟังความคิดเห็น คณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อกำกับการปฏิรูปกฎหมาย (ทปก.) แถลงผลประชุมทปก.ว่า ที่ประชุมพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญและเร่งด่วนตามวาระการปฏิรูป ปี 2560 จำนวน 4 ฉบับ เพื่อส่งต่อให้ครม.พิจารณา ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ ทั้งนี้ ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่า ควรทบทวนกฎหมายที่มีบทบัญญัติให้จัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นทุก 5 ปี และเสนอว่าควรเพิ่มบทบัญญัติกรณีที่เกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งครม.อาจตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์วิธีการแก้ไขปัญหาได้ ร่างพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ ร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยจริยธรรมเจ้าหน้าที่รัฐ และร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านงบประมาณ การคลัง และการเสริมสร้างธรรมาภิบาลให้แก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ

นายวิชญะกล่าวว่า ที่ประชุมมอบให้นายบรรเจิด สิงคะเนติ ประธานอนุกรรมการพิจารณากฎหมายที่ต้องจัดทำขึ้นใหม่เพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ไปจัดทำกฎหมายให้เป็นไปตามมาตรา 51 แห่งรัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติให้การใดที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่รัฐ ถ้าการนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยตรงให้เป็นสิทธิของประชาชนที่จะเร่งรัดให้รัฐดำเนินการ รวมทั้งฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องได้ เพื่อจัดให้ประชาชนได้รับประโยชน์ตามหลักเกณฑ์ คาดว่าจะใช้เวลาจัดทำร่างกฎหมาย 3 เดือน จากนั้นให้ส่งกลับมาที่ทปก.พิจารณา เพื่อเสนอ ครม.ต่อไป

บิ๊กตู่ย้ำเข้มต่างด้าวกันค้ามนุษย์

วันที่ 3 ก.ค. ที่ห้องแกรนด์ไดมอนด์บอลรูม เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2560 ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พร้อมกล่าวปาฐกถา เรื่อง “ขับเคลื่อนแผนฯ 12 สู่อนาคตประเทศไทย” ว่า ที่ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เนื่องจากพันธสัญญาที่มีอยู่ เพราะเขากำลังเพ่งเล็งประเทศไทยเรื่องการค้ามนุษย์ และถือเป็นข้อตกลงกันระหว่าง 4 ประเทศในอาเซียน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ต่อไปนี้แรงงานต้องขึ้นบัญชีหรือการนำเข้าแรงงานที่ชายแดนเท่านั้น ไม่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศ ที่ผ่านมามันเละไปหมด ต่อไปจะต้องไป จดทะเบียนที่ประเทศต้นทาง คนที่อยู่ขณะนี้มีทั้งถูกและผิดกฎหมาย คนที่ผิดคือไม่มี หลักฐานอะไรสักอย่าง ก็ต้องกลับไปที่ชายแดนเพื่อไปทำหลักฐานให้ถูกต้องแล้วค่อยกลับเข้ามา

ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รมว.แรงงาน กล่าวถึงปัญหาแรงงานต่างด้าวแห่กลับประเทศ หลังพ.ร.ก.แรงงานต่างด้าวมีผลบังคับ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกจับกุมว่า ปัญหาที่แรงงานต่างด้าวถือเป็นนโยบายที่ต้องแก้ปัญหา เป็น 1 ในยุทธศาสตร์การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ดำเนินการกันมา 3 ปีแล้ว เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเข้ามาทำงานแบบผิดกฎหมาย

พล.อ.ศิริชัยกล่าวว่า เพื่อให้เกิดการบูรณาการ การควบคุม แก้ปัญหานายหน้าต่างๆ เลยออกเป็นพ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 เพื่อให้เกิดการคุ้มครอง ป้องกัน ฟื้นฟูผู้ที่อยู่ในวงจรการจ้างแรงงานต่างด้าว แต่พล.อ.ประยุทธ์เป็นห่วงเรื่องการขาดแคลนแรงงาน ก็จะมีการใช้อำนาจตามมาตรา 44 มาชะลอการบังคับใช้มาตรา 101, 102 และ 119 ออกไป 120 วัน เพื่อให้เข้าสู่กระบวนการอย่างถูกต้อง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน