Khaosod
Online

วันเสาร์ ที่ 23 ม.ค. 2564

รายงานการเมือง : เสียงสะท้อน-7รมต.ป้ายแดง

9 ส.ค. 2563 - 00:15 น.

เสียงสะท้อน-7รมต.ป้ายแดง : ได้เห็นโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่กันแล้ว จากการแต่งตั้งรัฐมนตรี 7 รายล่าสุด

รายชื่อที่ได้รับแต่งตั้งเหมาะสมกับตำแหน่ง หรือไม่ ชื่อชั้นแต่ละคนจะเรียกความเชื่อมั่นได้แค่ไหน
ในมุมมองของอดีตรมว.คลัง นักวิชาการทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นำเสนอความเห็นไว้ดังนี้

กิตติ ลิ่มสกุล
เศรษฐศาสตร์ ม.ไซตามะ

พิจารณาจากรายชื่อสะท้อนความต้องการแก้ปัญหา ดังนี้ นายปรีดี ดาวฉาย รมว.คลัง เป็นนักการเงิน แสดงว่าจะเข้าไปจัดการเรื่องหนี้สินในเดือนต.ค.นี้ ถือว่า ด้านการเงินวางคนได้ถูกต้องอยู่ เพียงแต่ด้านการคลังอาจ ไม่ถนัดนักเพราะไม่เคยทำมาก่อน แต่ไม่ถึงกับทำไม่ได้ และมองว่าอาจมีวิธีคิดต่างๆ ยืดหยุ่นกว่า บวกกับผู้ว่าแบงก์ชาติคนใหม่ซึ่งมาจากฝั่งคลังเก่าและทำงานอยู่กับธนาคารโลกด้วยน่าจะทำงานเข้าขากันได้ การแก้หนี้ เคลียร์หนี้น่าจะสบายใจได้

ส่วนนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รมว.พลังงาน ไม่น่าจะมีอะไรเพราะทำงานด้านนี้มาก่อน ภารกิจพลังงานก็ 2-3 เรื่องที่วางไว้ พลังงานชุมชนน่าจะไม่มีอะไร ราคาพลังงาน อีก 1-2 ปีไม่น่าจะเกิดวิกฤตเพราะเศรษฐกิจโลกยังไม่ฟื้น ถือว่าตรงกับงานมากกว่าคนเดิม

นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน เขาคงดูแลพรรครัฐบาลหลักได้ ส่วนนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน อาจให้มาดูเรื่องกองทุนประกันสังคมที่น่าจะมี รูโหว่ ระบบล้าสมัย และรัฐมนตรีแรงงานเป็นส.ส.น่าจะคุยกันเรื่องสหภาพแรงงานหรือการตกงาน

ส่วนเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาฯ รู้เรื่องการบริหารจัดการความรู้ เชื่อว่าเชื่อมต่องานของนายสุวิทย์ เมษิณทรีย์ ที่วางไว้หลายเรื่องได้ รวมทั้งการจัดการแก้ปัญหานิสิต-นักศึกษาตกงาน 3-4 แสนคน

นายอนุชา นาคาศัย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีคุมเสียงพรรคอยู่ เป็นเหมือนการให้รางวัลชั่วคราว แต่เจ้าตัวคงไม่ค่อยจะแฮปปี้เท่าไรเพราะงานมันเล็กไป

แต่เมื่อดูภาพรวมเรื่องความเชื่อมั่น ชื่อชั้นแต่ละคนพูดเลยว่าแทบจะลำบากเพราะยังผิดฝาผิดตัว มองเชิงการเมืองยิ่งแทบไม่มีอะไรที่มั่นคง เพราะกลุ่มนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ หรือกลุ่มอื่นๆ ในพรรคพลังประชารัฐก็อยากได้กระทรวงที่สร้างผลงานได้ ไม่ใช่แค่การแบ่งเค้ก เพราะส.ส.ทุกคนต้องการสร้างผลงาน

อย่างนายอนุชา นาคาศัย จะไปสร้างผลงานอะไรได้ สิ่งที่ทุกคนรออยู่คือการประกาศนโยบาย เศรษฐกิจปีนี้ติดลบ 13-18 เปอร์เซ็นต์ รองนายกฯจะแก้อย่างไร แล้วรัฐมนตรีคลังจะออกบอนด์อีกหรือไม่ จะทำตามที่กลุ่มแคร์บอกหรือไม่ คนตกงานถาวรอีกเกือบ 8 ล้านคนจะทำอย่างไร เงินประกันสังคมจะเคลียร์อย่างไร ปัญหาหนักทั้งนั้น ยังมีโควิด-19 จะแก้เศรษฐกิจให้ฟื้นได้อย่างไร ซ้ำยังมีสนามม็อบจากเยาวชนอีก

จึงเป็นการปรับเพื่อปรับต่อ กระทรวงก็ยังไม่เห็นชัดว่าจะปรับ เช่น กระทรวงเกษตรฯ ที่ทำอยู่ก็ไปได้ในระดับหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์ที่ไม่มีผลงานเลย เชื่อว่าต้องมีการเขย่ากันใหม่ ระยะสั้นมองว่ายังจะมีการงอแงอยู่ในระดับหนึ่ง เพราะมันยังผิดฝาผิดตัวระหว่างทางการเมืองกับความชำนาญ

มองในเบื้องต้นทีมเศรษฐกิจจากคะแนนเต็ม 100 ผมให้ 50 เพราะ1.ไม่ตรงฝาตรงคน 2.นโยบายยังไม่ชัด จัดให้นายดอน ปรมัตถ์วินัย เป็นรองนายกฯแบบนี้ ผมรู้เลยว่าทำเพื่อปรับต่อ ก็ขอให้กำลังใจ

ส่วนจะต้องเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหรือไม่นั้น นายกฯเปลี่ยนยาก แม้ทุกคนจะพร่ำบอกควรเปลี่ยนแต่ไม่ใช่ตำแหน่งที่จะเปลี่ยนกันง่ายๆ คุณภาพการบริหารของนายกฯบอกเลยไม่ผ่านโดยเฉพาะเศรษฐกิจ แต่เรื่องโควิดถือว่าบริหารดี แต่ทำให้เศรษฐกิจแย่ไปด้วยเพราะการคำนวณผิดพลาด แต่ไม่ถึงกับต้องออก ถ้าไปแล้วใครจะมาแทนเรายังตอบไม่ได้

ที่ผมอ่านเกมปรับทีมเศรษฐกิจครั้งนี้คือปรับเพื่อปรับต่อ หรือปรับเพื่อเปลี่ยนแปลงอีกรอบ เป็นการมอบรางวัลให้ชั่วคราวแล้วค่อยว่ากันใหม่ เพราะในเชิงอำนาจทางการเมืองมันไปไม่ได้ มันอยู่ไม่ได้ แล้วเศรษฐกิจก็จะพังด้วยเพราะไม่มีตัวชัดเจน

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล
อดีตรมว.คลัง

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้ง นายสุพัฒนพงษ์ เป็นรอง นายกฯและรมว.พลังงาน ทำให้ต้องตั้งคำถามว่าเป็นการวางแผนงานด้านนโยบายและการกำกับดูแลพลังงานเพื่อประชาชน หรือเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายทุน

ไม่มีธุรกิจใดที่มีปัญหาเส้นแบ่งเขตผลประโยชน์ระหว่างประชาชนกับนายทุนมากเท่ากับธุรกิจพลังงาน เพราะพลังงานเป็นผลิตภัณฑ์ที่บังคับใช้ สินค้าบริโภคทั่วไป สินค้าใดราคาแพง นายทุนเอากำไรเกินควร ประชาชนเปลี่ยนไปบริโภคสินค้าอื่นแทนได้ แต่ไม่สามารถหาทางเลือกอื่นแทนพลังงานได้ ไม่ว่าน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม หรือปิโตรเคมี

ดังนั้นผลผลิตด้านพลังงานจึงมีลักษณะบวกกันได้ศูนย์ หรือ zero sum ถ้าเส้นแบ่งผลประโยชน์เบี่ยงไปเข้ากระเป๋านายทุนมากขึ้น ประโยชน์ต่อประชาชนก็จะน้อยลงอัตโนมัติ

แต่ในธุรกิจที่การแข่งขันไม่เสรี กรณีบริษัทยักษ์ใหญ่มีอำนาจเหนือตลาดทางการต้องเข้ามากำกับดูแลเพื่อให้การแบ่งผลประโยชน์เป็นธรรม ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาชัดเจนว่าข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแล กำหนดกติกา บางกรณีมีพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของนายทุนหรือไม่

เช่นกรณีกระทรวงพลังงานเสนอยกเลิกเพดานราคาก๊าซ หุงต้มภาคครัวเรือน ไปอิงราคาตลาดโลก แต่เอทานอลกลับให้ยึดราคาที่ไม่ได้โยงสภาวะตลาด

ขณะที่ประวัติการทำงานของนายสุพัฒนพงษ์ ย้อนหลัง 5 ปี อยู่ในกลุ่มบริษัท ปตท. มาตลอด จึงแปลกใจที่พล.อ.ประยุทธ์ แต่งตั้งบุคคลที่เพิ่งลาออกจากกลุ่มบริษัท ปตท. เพียงไม่กี่วันก่อนหน้า

ประชาชนจึงย่อมสงสัยได้ว่าจงใจแต่งตั้งบุคคลที่มีผลประโยชน์ขัดกันเข้าเป็นรัฐมนตรีพลังงานหรือไม่ ถ้าใช่ก็จะเข้าข่ายเป็นการแต่งตั้งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มนายทุน อันเป็นการมองข้ามหัวประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์

การปรับครม. 7 รัฐมนตรีใหม่ ดูแล้วไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก นอกจากเปลี่ยนเพราะความวุ่นวายภายในพรรคพลังประชารัฐ และการปรับครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังคงรักษาความเป็นผู้นำไว้ได้ ตรงที่ไม่ตามใจลูกพรรค

ในส่วนรัฐมนตรีที่มาจากนักการเมือง ก็ไม่ได้มีอะไรที่ผิดไปจากเดิม ไม่ว่าจะเป็นนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงาน และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมช.แรงงาน นักการเมืองก็ลงได้ทุกที่

โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่จะเชื่อมั่นได้แค่ไหนจึงไม่รู้ เพราะระดับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯซึ่งเป็นมือหนึ่งทางด้านเศรษฐกิจ ประวัติดี ก็ยังเอาไม่อยู่ แต่ชุดใหม่เราไม่เคยเห็นเขาทำงานการเมือง หรือแสดงฝีมือ ซึ่งคงไม่เหมือนการบริหารรัฐวิสาหกิจหรือบริษัท จึงเดาไม่ออกเพราะเท่ากับต้องมาเริ่มทำงานใหม่

แต่ปัญหาเวลานี้อยู่ตรงที่ว่านักการเมืองอยากได้ตำแหน่งเขา ดังนั้นระวังอาฟเตอร์ช็อกตามมา จึงต้องรอดูว่าเขาจะไปรอดหรือไม่ ผู้คนชื่นชมหรือไม่ แก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้หรือไม่ แต่นายกฯซึ่งเป็นผู้เลือกเองก็รับประกันแล้วเพราะเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

และเมื่อเข้ามาเป็นรัฐมนตรีก็ไม่มีเวลาที่ต้องพิสูจน์ฝีมือกันแล้ว ต้องทำเลย เพราะเวลานี้แค่ตั้งหลักคิดยังไม่ทันเลย รัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ปัญหาที่ต้องแก้ชัดเจนคือปัญหาคนว่างงาน ไม่มีจะกิน ไม่มีรายได้ ซึ่งต้องแก้โดยเร็ว เพราะโควิด-19 ไม่ได้อยู่กับเราแค่ 1-2 วัน แต่อยู่ข้าม พ.ศ.อยู่แล้ว

วันนี้รัฐบาลเจอศึกหนักทุกด้าน ดังนั้นรัฐมนตรีที่เข้ามาใหม่ถ้าบริหารไม่ได้ก็จะขาดความเชื่อมั่นต่อสายตาต่างประเทศ ขณะที่ปัญหาหลายอย่างมารุมเร้า นายกฯก็รับภาระหนัก ที่ผ่านมาคนยังไม่เชื่อว่ารัฐบาลสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ เพราะปัญหาที่หนัก คิดอะไรไม่ออกก็โทษรัฐบาลไว้ก่อน

หากถามว่าการแก้วิกฤตตอนนี้ต้องเปลี่ยนหัวหน้าทีมเศรษฐกิจหรือไม่ ผมกลับมองว่านายกฯเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถประสานทุกฝ่ายได้ ถ้าเป็นอื่นก็อาจจะชิงดีชิงเด่นกัน แต่นายกฯคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง เป็นที่ยอมรับได้ทุกฝ่าย

อนุสรณ์ ธรรมใจ
อดีตรองอธิการบดีฝ่ายวิจัย
อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต

ความเหมาะในตำแหน่งคงไม่สามารถตัดสินได้ ตอนนี้ ต้องรอให้ทำงานระยะหนึ่งก่อน แต่คุณสมบัติสำคัญของรัฐมนตรีคือความซื่อสัตย์สุจริต มีความอุดมการณ์และความมุ่งมั่นนำพาประเทศ ไม่ใช่มาเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางธุรกิจของตัวเองหรือเครือข่าย

วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาช่วง 70-80 ปี จึงมุ่งแก้ปัญหาระดับมหภาค หากพะวักพะวนกับปัญหาจุลภาคจะชักนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ไม่มีประสิทธิผลต่อภาพโดยรวมของระบบเศรษฐกิจและอาจหลงทางได้

จากรายชื่อที่แต่งตั้งมาไม่มีนักเศรษฐศาสตร์มหภาค หรือผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับนโยบายสาธารณะหรือนโยบายเศรษฐกิจมามากพอ แต่หลายคนเป็นนักบริหารหากบริหารเก่งก็ใช้ผู้เชี่ยวชาญได้ สำคัญคือ ต้องกล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องและยึดหลักการ ยึดกรอบการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสม ทำงานเป็นทีม หัวหน้าทีมต้องกล้าตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วน เราต้องการทีมงานเศรษฐกิจที่ทำงานเชิงรุก ปรับตัวเร็วและมีพลวัตสูง

รัฐมนตรีแรงงานต้องเป็นผู้เข้าใจปัญหาแรงงานและมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะปัญหาแรงงานจะเป็นใจกลางวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้และจะนำมาสู่ปัญหาด้านอื่นๆ หากได้คนฉลาด มองปัญหาทะลุจะพอบรรเทาปัญหาได้บ้าง

โฉมหน้าทีมเศรษฐกิจใหม่ดูชื่อแล้วไม่ค่อยฮือฮา อย่างว่ากิจการจำนวนมากต้องล้มละลาย คนว่างงาน ถูกลดรายได้ หนี้สินพุ่ง 2-3 เดือนข้างหน้าการบริโภคอาจกระเตื้องขึ้นบ้างเมื่อเทียบไตรมาสสองแต่เป็นอุปสงค์ที่อั้นเอาไว้ ขยายตัวหรือฟื้นตัวต่อยากหากคนยังว่างงานและถูกลดเงินเดือนค่าจ้างอยู่

ต่อให้เราสามารถเลือกดรีมทีมได้ก็ยังไม่แน่ใจว่าเศรษฐกิจจะฟื้นสู่ภาวะปกติได้ภายใน 1-2 ปี หากได้ทีมที่ไม่ใช่ หรือฝีมือปานกลางก็อาจใช้เวลาฟื้นตัว 4-5 ปี ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจรอไม่ไหว

รอให้ทำงานสัก 3-4 เดือนก็น่าจะเห็นแนวโน้มและให้คะแนนได้ เรื่องเร่งด่วน คือต้องแก้ปัญหาการว่างงานให้ได้ หยุดภาวะล้มละลายของภาคธุรกิจ แล้วเลิกอุ้มธุรกิจที่ดูแล้วอย่างไรก็ไปต่อไม่รอด ต้องปรับโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรม ไม่ใช่เอาเงินภาษีประชาชนไปอุ้ม ที่สุดจะอุ้มไม่ไหว

line-qr

เกาะติดข่าวสำคัญ

กดติดตาม "ข่าวสด"

single-line

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน












ภาพที่



อัลบั้มภาพ รายงานการเมือง : เสียงสะท้อน-7รมต.ป้ายแดง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง