ก้าวไกล อัดรัฐบาลล้มเหลว ต่างคนต่างทำ ผุดทั้ง “หมอชนะ-ไทยชนะ” แนะดูโมเดลสิงคโปร์เห็นผล ติดตามผู้ติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อวันที่ 7 ม.ค. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล เเสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กเพจส่วนตัว กรณีการแถลงล่าสุดของ ศบค. เมื่อเช้าวันนี้ (7 ม.ค. 64) โดย นพ.ทวีศิลป์ ว่าใครถูกพบว่าติดเชื้อแล้วไม่ได้ติดตั้งแอปพลิเคชั่น “หมอชนะ” จะถือว่ามีความผิดตามประกาศฉบับที่ 17 ข้อที่ 1 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพราะรัฐบาลต้องการข้อมูลไทม์ไลน์ในการทำแอปพลิเคชั่นติดตามผู้สัมผัส (contact tracing) ที่แม่นยำมากขึ้นนั้น
- เปิดวิธีใช้-ดาวน์โหลดแอพ ‘หมอชนะ’ และ ‘ไทยชนะ’ สรุปใครชนะ?
- หมอทวีศิลป์ ขออภัย! ถ้าทำให้เข้าใจผิด แจงชัดๆ อีกรอบปมโหลดแอพ ‘หมอชนะ’
- หมอทวีศิลป์ กลับลำ ใครโหลดแอพ หมอชนะ ไม่ได้ ไม่ดำเนินคดี!
นายณัฐพงษ์ ระบุว่า “แน่นอนที่สุด คงไม่มีใครปฏิเสธว่า หากมีกลุ่มคนที่จงใจปกปิด หลีกเลี่ยง หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อใช้ในการติดตามไทม์ไลน์แก่เจ้าหน้าที่รัฐภายหลังที่ตนเอง “รู้ตัว” แล้วว่าเป็นผู้ติดเชื้อ บุคคลเหล่านั้นย่อมมีความผิด สมควรได้รับบทลงโทษที่เหมาะสมตามกฎหมาย เพราะถือว่าจงใจทำให้ผู้อื่นและสังคมต้องตกอยู่ในความเสี่ยง”
“ในทางตรงกันข้าม สำหรับคนส่วนใหญ่ทั่วไปที่วันนี้ไม่ได้เป็นผู้ติดเชื้อ ยังแข็งแรงดี ปฏิบัติตัวอย่างดี ไม่เคยไปเข้าบ่อน ไม่ได้ทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง หรืออาจจะทำงานอยู่บ้านมาโดยตลอด รัฐบาลจะต้องบังคับให้พวกเขาติดตั้งแอปด้วยหรือครับ?”
“การไม่ติดตั้งแอป “หมอชนะ” เท่ากับเป็นการกระทำลงไปโดยประมาท จงใจปกปิด หรือให้ข้อมูลไทม์ไลน์อันเป็นเท็จแก่เจ้าหน้าที่รัฐ ผมว่าลำพังการใช้หลักการและเหตุผลข้างบนนี้ โดยยังไม่นับรวมกลุ่มคนที่วันนี้พวกเขายังเข้าถึงสมาร์ทโฟนไม่ได้ ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะสรุปได้ว่า วิธีการคิด วิธีการดำเนินนโยบายโดยสักแต่ใช้กฎหมายแบบนี้ของรัฐบาล เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง”
“ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ถึงแม้ ศบค. จะออกมาประกาศขู่ประชาชนโดยใช้ “กฎหมาย” เพื่อให้ประชาชนติดตั้งแอปนี้ ท่านก็คงไม่สามารถเพิ่มยอดดาวน์โหลดและติดตั้งแอปนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญมากพอที่ท่านจะมีข้อมูลไปค้นหาในแอปพลิเคชั่นการติดตามผู้สัมผัส (contract tracing ) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการดำเนินนโยบาย เพราะนอกจากจะไม่ได้จำนวนการดาวน์โหลดติดตั้งตามที่คาดหวังแล้ว รัฐกำลังจะทำให้ผู้ป่วยต้องกลายมาเป็นผู้กระทำความผิดตามประกาศฉบับนี้อีกด้วย”
นายณัฐพงษ์ ระบุอีกว่า เราลองมาดูตัวอย่างที่รัฐบาลต่างประเทศอย่างรัฐบาลสิงคโปร์เลือกใช้ก็ได้จากข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์ของ tracetogether.gov.sg มีการระบุว่าขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้ในแอป contact tracing ของรัฐบาลสิงคโปร์กว่า 4.2 ล้านคน หรือคิดเป็นราวๆ ร้อยละ 75 ของจำนวนประชากร หากหันมาดูของไทย จากข้อมูลที่ถูกระบุไว้ในหน้าเว็บไซต์ Play Store ได้ระบุว่าปัจจุบันมีผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดและติดตั้งแอปอยู่ราว ๆ 500,000 คน
ในขณะที่หน้าเว็บไซต์ของ App Store ถึงแม้จะไม่ได้มีการระบุจำนวนการดาวน์โหลดและติดตั้งแอปไว้ แต่หากพิจารณาจากจำนวนคนที่เข้ามารีวิวแอปเพื่อเทียบเคียงกันแล้ว ก็น่าจะพอคำนวณยอดดาวน์โหลดและติดตั้งแอปจากทั้งสองแพลตฟอร์มรวมกันได้ไม่เกินราว ๆ 6-7 แสนคน หรือคิดเป็นเพียงราวๆ ร้อยละ 1 ของจำนวนประชากรในประเทศไทย
นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า จากข้อมูลที่ตนศึกษาและจากการติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เข้าใจว่ารัฐบาลสิงคโปร์ไม่เคยมีมาตรการบังคับ เพื่อให้ประชาชนเขาหันมาติดตั้งแอป tracetogether แต่ใช้มาตรการจูงใจและจัดให้มีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกและทั่วถึงที่สุดต่างหาก ยกตัวอย่างเช่น หากใครไม่มีสมาร์ทโฟน หรือไม่สะดวกใช้สมาร์ทโฟนในการทำ contact tracing ก็สามารถขอรับ “Token” มาพกติดตัว เพื่อทำ contact tracing แทนได้ ซึ่งชาวสิงคโปร์ทุกคนสามารถขอรับ token ได้จาก Community Center ในเขตปกครองที่ตนเองอาศัยอยู่
“นี่แหละครับ วิธีการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพกว่ารัฐบาลไทยถึง “75 เท่า” ภายในระยะเวลาที่เท่า ๆ กันนับจากจุดเริ่มต้นของสถานการณ์การแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นปี 63 เป็นต้น ผมลองคิดมองย้อนกลับไปแบบเร็วๆ ว่าถ้าหากพวกเราเป็นรัฐบาลในตอนนี้ จะขับเคลื่อนนโยบายนี้อย่างไรภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน ผมจะหามาตรการจูงใจอื่น ๆ แบบใดนอกเหนือจากการจัดหา (token) ให้กับประชาชนแบบที่รัฐบาลสิงคโปร์ทำได้”
นายณัฐพงษ์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า มาจนถึงวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่าโครงการ “คนละครึ่ง” หรือแอป “เป๋าตัง” ของรัฐบาล เป็นหนึ่งในนโยบายที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งจากตัวเลขจำนวนผู้ดาวน์โหลดและติดตั้งที่คำนวณด้วยหลักการเดียวกันกับแอปหมอชนะ ที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ของ Play Store และ App Store รวมกับข่าวที่รัฐบาลแถลงมาก็จะพบว่า น่าจะมีผู้ใช้อยู่ที่ราวๆ 12 ล้านคน ซึ่งมากกว่าหมอชนะถึง 17 เท่า
“มันน่าเสียดายครับ ที่รัฐบาลนำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้นำเอาข้อได้เปรียบของแอป “เป๋าตัง” ที่มีแรงจูงใจในการติดตั้งมากกว่า “หมอชนะ” มาผนวกส่งเสริมเพื่อให้เกิดยอดดาวน์โหลดแอปหมอชนะที่มากขึ้นแต่อย่างใด เช่น ตอนเข้าใช้แอปเป๋าตัง น่าจะออกแบบหน้าจอ (UX/UI) ให้มีการแจ้งเตือนผู้ใช้ เพื่อให้หันมาติดตั้งแอปหมอชนะกันมากขึ้น หรือรัฐบาลอาจเพิ่มแรงจูงใจมากขึ้นไปอีกโดยการให้เติมเงินพิเศษเข้าไปในบัญชีเป๋าตัง หากตรวจพบว่าบนเครื่องมีการติดตั้งแอปหมอชนะไว้อยู่แล้วก็เป็นไปได้”
นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า รายละเอียดคงต้องมาถกและคิดกันลงไป แต่ว่าโดยหลักการแล้ว ถ้ารัฐบาลคิดมาดีพอ คิดมารอบด้านพอ ก็คงไม่เกิดสภาพการณ์ต่างคนต่างทำอย่างแอป “หมอชนะ” ที่เป็นคนละแพลตฟอร์มกับ “ไทยชนะ” และจะไม่เกิดสภาพการณ์ที่ต่างโครงการต่างลงทุน โดยที่แต่ละโครงการไม่ได้ช่วยส่งเสริมอะไรซึ่งกันและกันในเชิงยุทธศาสตร์อย่าง “หมอชนะ” และ “เป๋าตัง”