ส.ส.ก้าวไกล ซัด “บิ๊กตู่” หัวหน้าแก๊งปั่นข่าวปลอมผ่านไอโอ เปิดคลิปแฉอบรมทหาร โจมตีฝ่ายตรงข้าม แบ่งฝ่ายขาวฝ่ายดำ แสบฝากกลอนถึงนายกฯ

เกาะติดข่าว กดติดตาม ข่าวสด

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ ข่าวสด
เพิ่มเพื่อน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 ก.พ. 64 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อเป็นวันที่ 4

โดย นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม. พรรคก้าวไกล อภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม ว่าวันนี้ไทยเราอยู่ในประเทศที่มีทหารเป็นใหญ่ มีอดีตผบ.ทบ.ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯ มีนายกฯ ควบรมว.กลาโหม คงเป็นความภูมิใจของทหารไม่ใช่น้อย ถึงแม้พวกตนจะไม่ภูมิใจกับพฤติกรรมอย่างนี้

วันนี้คำสั่งผู้บังคับบัญชามีออกมามากมาย ทำให้เหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรีต้องพลอยมัวหมอง แทนที่จะต้องปกป้องประชาชนจากศัตรู กลับต้องมาทำสงครามน้ำลายกับประชาชนในโลกออนไลน์ คือเรื่องปฏิบัติการทางข้อมูลสื่อสารของกองทัพ หรือปฏิบัติการไอโอ

ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ น่าจะรู้ดีเนื่องจากมีคนของกองทัพเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก แต่จากการอภิปรายเมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา มีการพูดถึงกองทัพ แต่การตอบของนายกฯ ยังเป็นที่เคลือบแคลงใจสงสัย เราพูดกันเรื่องงบประมาณ การซื้อของแพงเกินจริงตั้งแต่กางเกงในยันเรือดำน้ำ สุดท้ายนายกฯ ตอบว่าพวกตนไม่รักทหาร ซึ่งไม่ตรงคำถาม และการที่แอบอ้างว่ารักชาติรักแผ่นดิน แล้วกล่าวหาคนอื่นว่าไม่รักชาติ ไม่รักแผ่นดิน อย่างนี้หรือที่เรียกว่าพฤติกรรมของผู้นำ และกำลังทำตัวเป็นชาติเสียเอง

ดังนั้น ตนขอกล่าวหาพล.อ.ประยุทธ์ 3 ข้อ คือ 1.ไม่ปฏิบัติตามนโยบายเร่งด่วน 12 ประการที่แถลงไว้ในสภา โดยเฉพาะข้อ 7 ที่สัญญาว่าจะป้องกันและลดผลกระทบเชิงสังคม ความปลอดภัย อาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่ตรงกันข้าม ท่านกลับก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์เสียเอง เผยแพร่ข่าวสร้างวาทะกรรมเกลียดชัง ด้อยค่าประชาชน โจมตีผู้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล มองประชาชนเป็นศัตรู

2.จงใจใช้งบประมาณแผ่นดิน เวลาราชการ บุคคลากรของรัฐ สร้างความเกลียดชัง โจมตีพรรคการเมืองฝ่ายค้าน โจมตีนักสิทธิมนุษยชน โจมตีประชาชนทั่วไป ไม่สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่ากรมประชาสัมพันธ์ ศูนย์ปฏิบัติการนายกฯ หรือแม้กระทั่งกองทัพทุกเหล่าทัพ และ

3.มีพฤติกรรมโกหกซ้ำซาก ปฏิเสธว่าไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร แต่ท่านไม่ตอบใดๆ ให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่ตอบสนองการตรวจสอบของประชาชน ไม่ตอบสนองการตรวจสอบของสภา ท่านไม่สนโลกอะไรเลย ยังคงทำตัวเป็นหัวหน้าแก๊ง ยุยงปลุกปั่น เผยแพร่ข่าวปลอมแก่ประชาชน เป็นคนชักใยกลไกต่างๆ เพียงเพื่อค้ำยันบัลลังก์อำนาจตนเอง

“ข้อกล่าวหาทั้ง 3 ข้อ เชื่อว่านายกฯ รู้อยู่แก้ใจว่าทำอะไรลงไป เผลอๆ รู้ด้วยว่าวันนี้ผมจะถามอะไร แต่วันนี้รู้ และหลักฐานทนโท่ ประชาชนรู้ทั้งประเทศ ผมอยากรู้ว่าครั้งนี้จะปฏิเสธอย่างไร จะปฏิเสธอย่างชายชาติทหารว่าไม่รู้ไม่เห็นอีกหรือไม่ วันนี้เรามาดูกัน ถ้าหลักฐานที่ผมจะเอามาพูดแล้วบอกว่า ไม่รู้ ไม่ใช่ อย่างนี้อาการหนัก”นายณัฐชา กล่าว

เปิดคลิปอบรมทหารโจมตีฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ นายณัฐชา เปิดคลิปวิดีโอ การประชุมคอนเฟอเรนซ์ ของมณฑลทหารบกที่ 21 โดยในเนื้อหาของวิดีโอระบุเป็นการสั่งมอบภารกิจให้โจมตีข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งตอนหนึ่งมีการเปิดเผยว่า เป็นคลิปเมื่อวันที่ 17 ก.พ.63 ซึ่งเป็นการประชุม 4 วันก่อนจะมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ในการประชุมนวันดังกล่าว ผู้บังคับบัญชากลับสั่งให้ลูกน้องตนเองเตรียมตัวรับมือกับการยุบพรรคที่จะมาถึง อาจมีการโจมตีทหารมากขึ้น ก็ขอให้พวกเราช่วยประชาสัมพันธ์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อกองทัพ

นายณัฐชา กล่าวว่า เป็นไปได้อย่างไรว่าทหารรู้กันทั้งกองทัพล่วงหน้าแล้วว่าจะมีการยุบพรรค อีกทั้งยังเน้นย้ำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าทำเอกสารหลุดไปถึงมือสื่อมวลชน โดยเฉพาะเอกสารด้านการเงิน เมื่อชมคลิปแล้วท่านจะบอกอีกหรือไม่ว่าทหารไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ไม่มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารจากกองทัพ ไม่รู้ไม่เห็นว่าข้าราชการ นายทหารไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการสั่งการปฏิบัติการลับต่างๆ

ตนคิดว่าทหารรู้ดีว่าถ้ากำหนดศัตรูผิดตัวก็น่าจะมีแต่ความพ่ายแพ้ เพราะกำหนดศัตรูที่ไม่มีอยู่จริง แล้วเฝ้าโจมตีอยู่แต่กับประชาชน วันนี้คนชื่นชมท่านน่าจะมี แต่ท่านนำสิ่งแปลกปลอมเข้าไปเจือปนจนวันนี้ไม่เหลืออีกแล้ว นี่คือปฏิบัติการไอโอของกองทัพร้อยเปอร์เซ็นต์

ข้องใจแบ่งฝ่ายขาว ฝ่ายดำ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเอกสารว่าด้วยการทำไอโอผ่านการอบรมหลักสูตรจิตอาสา มีกลไกการทำงานแบ่งเป็นทีม มีทีมขาว ทีมดำ ฝ่ายขาวคอยพีอาร์ประชาสัมพันธ์เชิดชูเทิดทูน ฝ่ายดำทำงานโจมตีมุ่งด้อยค่าประชาชน ด้อยค่าฝ่ายตรงข้าม กล่าวหาไม่จงรักภักดี มีการแบ่งทีม“ซ1”เด็กหัดเล่นใหม่ ทีม“ซ2”เล่นเป็นแล้วคอยกดไลน์ กดติดตาม เพิ่มความน่าเชื่อถือ ทีม“ซ3”คอยผลิตข้อความยาวๆ สร้างสรรค์ ที่คิดมาแล้วทุกรูปแบบที่จะโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้

ส่วนฝ่ายดำ“ซ3.2” ทำงานคล้ายๆ ซ3 ทุกอย่าง แต่คอยผลิตวาทกรรม ข้อความด้านมืด เน้นโจมตี “ฝตข” คือฝ่ายตรงข้าม และจะต้องกดไลน์ กดติดตามคนที่มีพฤติกรรมเดียวกันคือโจมตีฝ่ายตรงข้าม เพื่อสร้างโครงข่าย มีทั้งตัวจริง ตัวปลอมสลับกันไปมา และเอกสารดังกล่าวยังมีการสั่งการผ่านสองแอพพลิเคชั่นให้กับหน่วยงานเอกชนผลิตแอพฯ ให้เพื่อสะดวกแก่การสั่งการ ปลอดภัยแก่การปฏิบัติหน้าที่ คือทวิตเตอร์บรอดแคสต์ใช้ในการปั่นแท็ก สามารถทวิตข้อความได้เป็นร้อยข้อความได้ และฟรีแมสเซ็นเจอร์

สองแอพฯนี้ใช้ในระดับแกนนำ ระดับนายพล และระดับผู้บังคับบัญชา เพราะถ้าเป็นไลน์กลุ่มอาจจะโดนทลายได้ แต่ระดับปฏิบัติการพลทหาร ชั้นประทวน ยังใช้ไลน์กลุ่มอยู่ แต่เพิ่มความปลอดภัยยิ่งขึ้นโดยเป็นไลน์โอเพ่นแชท โดยต้องมีการกดยอมรับก่อนว่าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ โดยฝ่ายพัฒนาแอพพลิเคชั่นตั้งรหัสพัฒนาว่า “จิตอาสาไอโอ” เพื่อให้ทราบว่าเป็นของกองทัพ

นายณัฐชา กล่าวต่อว่า การใช้งานทั้งสองแอพฯนี้มีหน่วยงานของกองทัพใช้แล้ว โดยมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะต้องมีบัญชีไอโอทั้งหมด 54,800 บัญชี ผ่านการควบคุมของกองทัพ 19 หน่วยงานพร้อมกันนั้นยังสอนการปั่นทวิตเตอร์และการทำงาน อย่างไรก็ตามเอกสารนั้น พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก ยืนยันว่าเป็นของจริง ทำเพื่อประชาสัมพันธ์กองทัพ และเป็นการพัฒนาสื่อสารออนไลน์

ซึ่งตนขอตั้งคำถามว่าการประชาสัมพันธ์ ทำไมมีฝ่ายขาวเพื่อเชิดชู สรรเสริญ ฝ่ายดำเพื่อโจมตี หากประชาสัมพันธ์แบบนี้คนยิ่งเกลียด และเชื่อว่าประชาชนไม่ยอมหากใช้งบประมาณที่มาจากเงินภาษีประชาชน เพื่อสร้างกระแสปลอมๆ แบบนี้ ทั้งนี้ กรณีที่เกิดขึ้นปีที่ผ่านมาทวิตเตอร์สั่งแบนบัญชีผู้ใช้ปลอมและปั่นกระแสจำนวนมาก

นายณัฐชา อภิปรายต่อไปว่า การปั่นกระแสดังกล่าวเกี่ยวข้องกับกองทัพบก โดยมีพล.ต.จักรชัย ศรีคชา ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11รอ.) สั่งการให้ด้อยค่าความเป็นมนุษย์ มี พ.ท.ธรรม์ มาลัยทอง กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ หรือ “เฮียตือ หนามเป้า” สั่งการหลังบ้าน เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมือง กรณีดังกล่าวถือว่าใช้กองทัพแบ่งแยกประชาชน เพื่อสร้างความเกลียดชัง และทำเพื่อประโยชน์ของนายกรัฐมนตรี และพวกพ้อง

ทั้งนี้ ปฏิบัติการไอโอยังขยายจากสังคมออนไลน์ มายังกรมประชาสัมพันธ์ ภายใต้การกำกับของพล.อ.ประยุทธ์ และมีพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นอธิบดี ที่นำงบประมาณแผ่นดินผลิตรายการคุยถึงแก่น ตลอดเดือนม.ค.2564 พบว่ารายการ 2 ชั่วโมง มีเนื้อหา 40 นาทีโจมตีฝ่ายตรงข้าม การแผ่ขยายดังกล่าวกระทบพรรคการเมือง นักการเมือง และประชาชน สร้างความแตกแยกและความเกลียดชัง

นอกจากนั้นยังพบการสร้างความเกลียดชังผ่านทวิตเตอร์ ผ่านศูนย์ปฏิบัติการนายกฯ ตนขอเรียกร้องให้หยุดการกระทำดังกล่าว เพราะพฤติกรรมที่เกิดขึ้นคือการปกป้องอำนาจตนเอง ไม่ใช่การปกป้องสถาบันเบื้องสูง

นายญัฐชา ยังกล่าวฝากกลอนไปยังนายกฯ พิจารณาเพื่อปรับและยุติพฤติกรรม “ทุกวันนี้ศึกไกลไม่ห่วง แต่หวั่นทรวงทหารไทยไล่ข่มเหง เป็นไอโอยุแยกแตกกันเอง รั้วของชาติมาข่มเหงประชาชน”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการอภิปรายของ นายณัฐชา มีส.ส.พรรคพลังประชารัฐ อาทิ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี และ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.​ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะ เนื่องจากการอภิปรายมีเนื้อหาพาดพิงบุคคลภายนอก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน