กลุ่มไทยไม่ทน เปิดอภิปรายออนไลน์ “จตุพร” เชื่อ การเข้าชื่อถอดถอน “อนุทิน” เป็นจุดเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ฟันธง “ประยุทธ์” พ้นเก้าอี้นายกฯภายในเดือน พ.ค.
วันที่ 25 เม.ย.2564 ที่ห้องประชุม ไทยไม่ทน สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม พีซทีวี รามอินทรา กลุ่มไทยไม่ทน โดยสามัคคีประชาชนเพื่อประเทศไทย ได้เปิดเวทีอภิปรายออนไลน์ โดยในตอนหนึ่ง นายจุตพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันนี้ ขณะที่ทุกคนมีความทุกข์จากการบริหารประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงทุกด้าน
“เรื่องที่หนักที่สุดคือเรื่อง โควิด-19 โดยเมื่อวานที่ผมได้อภิปรายว่าอาจจะมีการยุบสภานั้น วันนี้พบว่าการเริ่มต้นมีการขยับจากกรณีการร่วมลงชื่อในเฟซบุ๊กแฟนเพจหมอไม่ทน เพื่อขับไล่นายอนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุข ดังนั้น ผมเชื่อว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทย ถ้าไม่อยากถูกถีบออกมาก็ต้องตัดสินใจลาออกเสียเอง ผมเคยทำนายว่ารัฐมนตรีบางคนที่ถูกอภิปรายนั้นจะต้องเกิดเรื่องและพ้นจากตำแหน่งก็ไม่พลาด ในทางการเมืองก็เช่นกันว่าต้องการเขี่ย 2 พรรคการเมืองนี้ออกไปซะก่อนแล้วปรับทีมเศรษฐกิจ โดยนำนายธนาคารอดีตเจ้าของ จนกระทั่งเหลือหุ้นของตนเองนั้น เป็นหลัก 1 และหลัก 2 ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ หลังจากนั้นก็จะมีการยุบสภา ”
นายจตุพร กล่าวต่อว่า การเข้าชื่อ 80,000 รายชื่ออย่างรวดเร็วนั้น นี่คือจุดเริ่มต้น แต่ถามว่าจะเป็นหนทางในการแก้ไขปัญหาชาติหรือไม่ เพราะทางออกเช่นนี้เป็นการยุบสภานี้เพื่อสืบทอดอำนาจกัน นักการเมืองอาจมองว่าต้องรอ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 65 ก่อน แต่งบประมาณจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้นไม่ได้มีปัญหา เพราะคนเหล่านี้คิดจะกลับมาเอาอำนาจต่อ ฉะนั้นงบประมาณปี 65 สามารถใช้ได้โดยอัตโนมัติและต้องกู้เหมือนทุกปีทีเคยบริหารประเทศมา
” ในขณะที่ประชาชนประสบวิกฤติ โควิดมีมาตรการบังคับเรื่องสิทธิเสรีภาพ แต่ไร้เรื่องการเยียวยาโดยสิ้นเชิง นับตั้งแต่การยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 57 ที่บอกว่าจะเข้ามาปรับโกง ต้องการจะปรับปฏิรูปประเทศ แต่สุดท้ายวันใดที่พล.อ.ประยุทธ์หลุดพ้นจากอำนาจ นี่จะเป็นรัฐบาลที่มีขยะซุกไว้ใต้พรมมากที่สุดนับตั้งแต่ประเทศนี้มีรัฐบาลมา กลไกต่างๆ พิกลพิการทั้งสิ้น ไม่ว่าจะองค์กรอิสระต่างๆเพราะเป็นคนจัดหามาเองทั้งนั้น ”
นายจตุพร ระบุด้วยว่า แม้บ้านเมืองจะมี 2 ระบบ คือ ระบบเลือกตั้งให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตย แต่การบริหารประเทศเป็นเผด็จการทั้งสิ้น เพราะสุดท้ายแล้วเสียงของประชาชนไม่มีความหมาย เพราะต้องไปสำเร็จที่ กกต. ปปช. ในศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่นับกรรมการสิทธิที่พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย สถานการณ์ขณะนี้พิสูจน์หลายกรณีถึงความด้อยการบริหาร เช่น กรณีพิมรี่พาย ที่ประกาศว่าหากใครเดือดร้อนให้แจ้งความจำนงแล้วจะส่งของเข้าไปช่วยนั้น ปรากฏว่ามีคนร้องขอ 1 แสนกว่าคน ซึ่งก็จัดการเรียบร้อย แต่สายด่วนโทรศัพท์ของแต่ละหน่วยงานของรัฐบาลนั้น ตัวเลขผู้ร้องขอไม่เท่าพิมรี่พาย แต่ก็ยังไม่มีปัญญาจัดการ แล้วจะปล่อยให้คนอย่างพล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศต่อไปได้อย่างไร
” การที่ไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ความจริงแล้วเอาไว้ขู่คนทางการเมืองเท่านั้น คือ เรื่องการชุมนุม ซึ่งการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นการยึดอำนาจรัฐมนตรีต่างๆมาไว้ที่พล.อ.ประยุทธ์และ ศบค. และไม่มีวี่แววว่าจะยกเลิก แม้ในวันที่ไม่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 วัน ซึ่งในท้ายที่สุดจะเห็นได้ว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่สามารถใช้แก้ปัญหาโควิดได้เลย การที่เราเดินตามเกมของรัฐบาลว่าใช้ พ.ร.กฉบับนี้จะไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ผมเชื่อว่าจะใช้ได้แค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ในขณะที่บ้านเมืองได้เห็นศักยภาพของผู้นำประเทศแล้วว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาใดได้ อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นพล.อ.ประยุทธ์ น่าจะไปจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีภายในเดือนพ.ค. เพราะสภาพภายในนั้นไม่มีใครไว้ใจกันแล้ว ”


