รมว.คลัง เชื่อปี 65 เศรษฐกิจไทยดีขึ้น แต่ประเทศต้องปลอดโควิด หวังสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ ให้ได้โดยเร็ว แจงเงินกู้ เพื่อรองรับความต้องการในปี 65
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 31 พ.ค.64 ที่รัฐสภา นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ชี้แจงว่า วิกฤตโควิด – 19 เกิดขึ้นทั่วโลกยืดเยื้อมาเป็นเวลา 2 ปี เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ เอสเอ็มอี และไมโครเอสเอ็มอี รวมถึงประชาชนเรื่องการจ้างงานรายได้ที่ลดลง
ซึ่งรัฐบาลทั่วโลกดำเนินการแก้ปัญหาการแพร่ระบาด และการป้องกัน ขณะเดียวกัน พยายามรักษาเรื่องเศรษฐกิจไม่ให้ถูกกระทบมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหนการแพร่ระบาดยังคงเกิดอยู่
ดังนั้น เรื่องนโยบายเศรษฐกิจจึงมีนโยบายด้านการเงิน และการคลัง หลายประเทศออกมาตรการแผนการช่วยเหลือเยียวยา เป็นการให้บทบาทด้านการคลัง นำไปสู่การทำงบเพิ่มเติมนอกเหนือจากงบปกติ แต่แน่นอนว่าเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบรายได้การจัดเก็บ
กรณีของประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบเรื่องการจัดเก็บรายได้ แม้ว่าปี 63 เราทำได้ดี และเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่เรามาเจอการระบาดระลอก 2 และ 3 ส่งผลกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ใน 2 ด้าน
คือ 1.มาตรการจัดเก็บภาษีที่รัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อรักษาสภาพคล่อง และ2.มาตรการสินเชื่อฟื้นฟู และพักทรัพย์พักหนี้ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีส่วนนั้น ทำนองเดียวกันกับรายได้ของรัฐวิสาหกิจที่จัดเก็บเงินส่งรัฐ
อย่างไรก็ตามคาดว่า ผลกระทบทางทางด้านรายได้จะกระทบในปี 63 – 64 หากเราดูประมาณการเรื่องเศรษฐกิจปี 65 ดูสมมติฐานว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 4% – 5% คาดว่าปี 65 จะดีขึ้น แต่ขึ้นอยู่กับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ได้เร็ว รวมถึงการเปิดการท่องเที่ยว แต่สิ่งสำคัญคือประเทศต้องปลอดจากโควิด–19 ด้วย ส่วนเงินกู้ที่มีเพดาน 7 แสนล้านบาทนั้น เราตั้งไว้เพื่อรองรับความต้องการในปี 65