อดีตรองหัวหน้า ปชป. ชี้ 2 ช่องเชือด 4 ส.ส. พลังประชารัฐ-ภูมิใจไทย หลัง ป.ป.ช. ชี้มูลปมเสียบบัตรแทนกัน เชื่อ 3-4 เดือนฟ้องได้ เผยอีก มี ส.ส.ทำแบบนี้อีกเยอะ
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง และ อดีตรองหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เปิดเผยว่า มี ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เสียบบัตรแทนกัน ในการลงมติร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และ พรรคพลังประชารัฐ รวม 4 คน เสียบบัตรแทนกัน ว่า
ตนอ่านข่าวที่ ป.ป.ช. มีมติชี้มูล ส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกัน มีผู้ถามว่าแล้วต่อไป จะเป็นอย่างไร ตนขอตอบตรงนี้เลยว่าเรื่องนี้ เป็นความผิด 2 กรณี คือ 1.เป็นความผิดอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยป.ป.ช.ต้องส่งไปยังอัยการ เพื่อฟ้องยังศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งตนคิดว่าจะใช้เวลา 3-4 เดือน ก็น่าฟ้องได้ เพราะคดีนี้ไม่ซับซ้อน
นายนิพิฏฐ์ ระบุอีกว่า 2.เป็นความผิดฐานฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ประกอบมาตรา 235 กรณีนี้ ป.ป.ช.ฟ้องยังศาลฎีกาได้โดยไม่ต้องส่งอัยการ คดีนี้จะเร็วกว่าคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เพราะใช้เวลา 1-2 เดือน ก็น่าจะฟ้องได้ 3.เมื่อมีการฟ้องตาม 2 ข้อข้างต้นแล้ว ศาลฎีกาอาจสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่ เหมือนกับกรณีของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ
ทั้งนี้ การกระทำผิดตามข้อ 1 และ 2 จะทำให้ผู้นั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ลงสมัคร ส.ส. ส.ว.หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นไม่ได้ตลอดไป อย่างไรก็ตาม มีคนถามว่าส.ส.ที่เสียบบัตรแทนกันมีแค่นี้หรือ ตนขอตอบว่ายังมีอีกหลายคน แต่ไม่ใช่เรื่องของตนที่จะร้องใคร เป็นเรื่องที่สภาผู้แทนราษฎรต้องตรวจสอบกันเอง ตนไม่ได้โกรธเคืองใครเป็นการส่วนตัว แต่ที่ทำมาก็เพราะเป็นข้อมูลในพื้นที่ที่ตนเห็นประจักษ์เท่านั้นเอง
“กว่าจะทำคดีนี้ได้ และเดินมาถึงวันนี้ยากลำบากครับ ไม่ค่อยได้รับความร่วมมือจากใคร หาข้อมูลยากมาก ต้องขอขอบคุณเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เห็นความไม่ถูกต้องที่กล้าให้ข้อมูล แม้พรรคที่ผมสังกัด ก็ไม่มีใครสอบถามอะไรเลย พรรคร่วมรัฐบาลก็อย่าโทษพรรคประชาธิปัตย์เลย เพราะไม่มีใครสอบถามผมเรื่องนี้เลย ผมทำตามลำพัง ในการทำคดีนี้ ผมลาออกจากทุกตำแหน่ง แม้กระทั่งลาออกจากรองหัวหน้าพรรค
เพื่อให้เห็นว่าผมทำตามลำพัง พรรคไม่เกี่ยวข้อง ระบบการเมือง และระบบความยุติธรรมของประเทศ กำลังถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง แต่หากประชาชนรักษาสิทธิของตัวเอง ไม่ยอมแพ้ ต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ไม่เห็นแก่อามิสสินจ้าง เราก็สามารถสร้างการเมืองที่สุจริตได้ทั้งหมด อย่าชี้นิ้วด่าคนอื่น ให้ถือว่าเราก็มีส่วนรับผิดชอบบ้านเมืองด้วยกันทั้งสิ้น ถ้าคิดอย่างนี้ บ้านเมืองก็ไปได้ แต่หากมัวชี้นิ้วด่าคนอื่น ก็เหมือนรัฐนาวากำลังจะจม ก็ตัวใครตัวมันครับ ขอให้กำลังใจทุกท่านที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในบ้านเมืองครับ” นายนิพิฏฐ์ ระบุ