ตามคาด! ส.ว.มีมติเอกฉันท์ 205 เสียง อนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน ส่วนไม่อนุมัตินั้นไม่มี งดออกเสียงอีก 2 เสียง

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 14 มิ.ย. ในการประชุมวุฒิวุฒิสภา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม พิจารณาพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดต่เชื้อไวรัสโคโนนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท ที่ผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายอาคม เติมวิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ชี้แจงว่า จากการกู้เงินตามพ.ร.ก.1 ล้านล้านบาท พบการใช้จ่ายไปแล้ว 9.8 แสนล้านบาท โดยใช้เพื่อการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อจัดหาวัคซีน, ค่าตอบแทน อสม., ค่าบริการสาธารณสุข ใช้เงินไป 4.4 หมื่นล้านบาท, ช่วยเหลือเยียวยาและชดเชยประชาชนใช้เงินไปทั้งสิ้น 6.9 แสนล้านบาท และ ฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ใช้เงินรวม 2.4 แสนล้านบาท ทั้งนี้เหลือ กรอบวงเงิน 19,172 ล้านบาท หน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ระหว่างนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการกลั่นกรองใช้จ่ายเงินกู้ วงเงิน 17,408 ล้านบาท และจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.)​อนุมัติต่อไป ดังนั้นจึงมีวงเงินเหลือเพียง 1,764 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาของการระบาดในระยะต่อไป และหากมีความจำเป็น ครม. สามารถอนุมัติปรับกรอบวงเงินตามแผนการใช้เงินแนบท้ายบัญชีได้ เพื่อให้การใช้เงินสอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งนี้การช่วยเหลือประชาชนในระยะต่อไป จะเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี เพื่อรักษาธุรกิจและรักษาการจ้างงาน

ด้านนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ ส.ว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา อภิปรายว่า การกู้ยืมเงินของรัฐบาลตาม พ.ร.ก.กู้เงิน รอบแรก วงเงิน 1 ล้านล้านบาท พบการอนุมัติโครงการของ ครม.ทำได้ 93% แต่การเบิกจ่ายไปเพียง 29% ดังนั้นเชื่อว่ามีข้อจำกัด และการติดขัดสำคัญ โดยเฉพาะรายละเอียดที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ดังนั้นควรทบทวนและปรับปรุง

นอกจากนั้นต้องพิจารณาการเบิกจ่ายเพื่อไม่ให้งบประมาณรั่วไหล ทั้งนี้ตนสนับสนุนการปรับเพดานหนี้สาธารณะ แต่รัฐบาลเตรียมการรองรับอย่างไร หากต้องกู้เงิน มากกว่ากรอบ 5 แสนล้านบาท หากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ยังยืดเยื้อ แม้การใช้กรอบวงเงินแต่ละด้าน จะเกลี่ยแต่ละด้านเพื่อใช้ในด้านอื่นๆ ได้ แต่การบริหารจัดการใช้วงเงินรัฐบาลควรมีแผนและรายละเอียด

ขณะที่พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ส.ว. ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ อภิปรายว่า จากการระบาดโควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่าใช้งบประมาณเพื่อเยียวยา ระลอกละ 3 แสนล้านบาท ทำให้การระบาดระลอก 3 ไม่สามารถใช้กรอบเงินกู้จากพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทได้ ดังนั้นหากปัญหาไม่คลี่คลาย เงินจะไม่เพียงพอ ขอให้หน่วยงานเร่งติดตาม ประเมินผล และกำหนดตัวชี้วัดให้ชัดเจน เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จากการใช้จ่ายเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ทุกโครงการ ตนเชื่อว่ามีหลายโครงการที่ทำไม่เสร็จ ภายในเดือนก.ย.2564 และต้องดำเนินการต่อในปีหน้า

ดังนั้น สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต้องเตรียมดำเนินการ แต่ก็กังวลเกี่ยวกับสัดส่วนหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น ที่มาจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท และส่วนที่เหลือของ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท รวมถึงกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปลายปี 2564 เพราะที่ผ่านมารัฐบาลกู้เงินแล้ว 2.3 แสนล้านบาท อาจจะทำให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะขึ้นสูง ทั้งนี้ตนเห็นด้วยกับการปรับปรุงเพดานหนี้สาธารณะ เพราะเป็นเรื่องสำคัญ จากนั้นสมาชิกลุกขึ้นอภิปรายแสดงควมคิดเห็นส่วนใหญ่สนับสนันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5แสนล้านบาท

ต่อมาเวลา 17.00 น. หลังสมาชิกส.ว.อภิปรายเสนอแนะอย่างกว้างขวาง และรมว.คลังแจงเสร็จสิ้น นายศุภชัย สมเจริญ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ได้ให้สมาชิกลงมติ โดยที่ประชุมอนุมัติ 205 เสียง ไม่อนุมัติไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน