เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.ที่รัฐสภา คณะทำงานจัดทำแผนและมาตรการลดการสูญเสียจากภัยบนท้องถนน จัดแถลงข่าว โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 พร้อมด้วยนพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ และพล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวโครงการหยุดตายบนท้องถนน ด้วยอาสาตาจราจร
นายสุรชัย กล่าวว่า สนช.มีความห่วงใยต่อสถานการณ์อุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ 2561 ที่คนไทยจะต้องเดินทางสัญจรกันเป็นจำนวนมาก หากผู้ขับขี่รถมีน้ำใจ เคารพกฎจราจรก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่เคารพกฎจราจร ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ร่วมทางบนท้องถนน อุบัติเหตุความสูญเสียก็จะเกิดขึ้น ซึ่งมาจากทั้งบุคคลและวินัยจราจร แต่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีอยู่มีจำนวนน้อย ไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ทั้งหมด จึงต้องอาศัยประชาชนและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย เพื่อลดความสูญเสียและทำให้กลายเป็นศูนย์ให้ได้ หากประชาชนพบผู้ขับขี่ที่ละเมิดกฎหมายสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ ซึ่งโครงการดังกล่าวจะดำเนินการตลอดทั้งปี
ด้านนพ.แท้จริง กล่าวว่า ประเทศไทยถือว่าติดอันดับมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงที่สุดของโลก จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะช่วยกันลดปัญหานี้ หากจะฝากตำรวจอย่างเดียวคงไม่ได้ จึงขอให้ทุกคนร่วมกันเป็นอาสาตาจราจร โดยเฉพาะในช่วงปีใหม่ ประชาชนที่มีกล้องหน้ารถอยู่แล้วสามารถใช้ถ่ายเป็นคลิปเพื่อช่วยผู้อื่นและปกป้องตัวเองจากกรณีที่เกิดอุบัติเหตุระหว่างเดินทางได้ โดยสามารถส่งคลิปผู้ขับขี่รถบนท้องถนนที่ฝ่าฝืนกฎจราจรมายังมูลนิธิเมาไม่ขับ ชมรมกล้องหน้ารถ และเพจอีจัน โดยจะมีการตรวจสอบว่าคลิปดังกล่าวผิดกฎหมายหรือไม่ หากผิดกฎหมายจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อดำเนินคดี นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือไปยังองค์กรต่างๆ ทั้งเอกชนและรัฐวิสาหกิจที่มีธรรมาภิบาลในการจราจร โดยกวดขันวินัยจราจรกับพนักงาน และมีการคาดโทษถึงขั้นให้ออกสำหรับพนักงานที่ทำผิดซ้ำหลายครั้ง รวมถึงหยุดความเสี่ยงบนท้องถนนด้วยการกำจัดจุดเสี่ยงต่างๆ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ
พล.ต.อ.วิระชัย กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ได้จัดตั้งไลน์ชื่อ “อาสาตาจราจร” เพื่อให้ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ ส่งคลิปที่แสดงว่ามีการทำผิดวินัยจราจรมาให้ตรวจสอบ ซึ่งในกทม.หากพบว่าใครทำความผิดจะส่งเรื่องให้กองบังคับการตำรวจจราจร ส่วนต่างจังหวัดจะส่งเรื่องไปยังโรงพักในพื้นที่ และจะจัดส่งใบสั่งทางจดหมายว่าบุคคลดังกล่าวมีความผิดอะไรบ้างเพื่อให้มาเสียค่าปรับ ประชาชนที่ส่งคลิปมาสามารถติดตามตรวจสอบได้ด้วยว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีหรือไม่ ยืนยันว่าจะไม่มีการมุบมิบกันระหว่างผู้กระทำความผิดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแน่นอน หากตรวจสอบพบถือว่ามีความผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ มีโทษจำคุกสูงถึง 10 ปี