เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เปิดเผยว่า การทำงานของสนช.ตลอดปี 2560 สนช.มีกฎหมายเข้าสู่การพิจารณา 334 ฉบับ ผ่านการพิจารณา 271 ฉบับ ประกาศลงราชกิจจานุเบกษา 263 ฉบับ มีผลบังคับใช้ 259 ฉบับ ในจำนวน 334 ฉบับนั้นเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ประกาศและมีผลบังคับใช้แล้ว ประกอบด้วย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน

นายสุรชัย กล่าวว่า อย่างไรก็ดียังมี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับ ผ่านการพิจารณาจากสนช.และอยู่ในขั้นตอนทูลเกล้าฯ คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ สำหรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผ่านการพิจารณาจากสนช. ขั้นตอนต่อไป ประธานสนช. จะส่งร่างที่ผ่านวาระ 3 ให้คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และประธานปปช. ทำความเห็นกลับมาใน 10 วัน ว่าจะมีประเด็นโต้แย้งอะไรมาหรือไม่ หากไมมีถือว่าการพิจารณาถึงที่สุด จากนั้นส่งให้นายกรัฐมนตรี นำขึ้นทูลเกล้าฯ แต่ถ้ามีข้อโต้แย้งกลับมาจะต้องมีการตั้งกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาอีกครั้ง

นายสุรชัย กล่าวว่า สำหรับพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสส. และพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสว.ที่ยังค้างในชั้นสนช. มีกรอบเวลาต้องพิจารณาแล้วเสร็จในวันที่ 26 ม.ค.2561 เท่าที่ทราบคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณากฎหมายทั้งสองฉบับ จะเรียกสมาชิกสนช.ที่เสนอคำแปรญัตติที่ขอแก้ไขกฎหมายมาชี้แจง จึงคิดว่าจะเสนอร่างกฎหมายเข้าที่ประชุมสนช.เพื่อลงมติในวาระที่ 2 และ 3 ภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนม.ค.2561 และกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 4 ฉบับประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจะเริ่มนับหนึ่ง เข้าสู่การเลือกตั้ง 150 วัน ตามที่รัฐธรรมนูญระบุไว้

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า นอกเหนือไปจากผลงานด้านกฎหมายของสนช.ตลอดปี 2560 แล้ว สนช.ยังมีผลงานเกี่ยวกับการรับเรื่องราวร้องทุกข์ และแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนช.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน 349 เรื่อง แจ้งกลับไปยังหน่วยงานต่างๆ 218 เรื่อง อยู่ระหว่างพิจารณา 131 เรื่อง ในจำนวนเรื่องร้องเรียนทั้งหมด พบว่าเป็นเรื่องการเมืองมากที่สุด เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ การทุจริต การประพฤติตนไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่รัฐมากถึง 97 เรื่อง รองลงมาเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล 81 เรื่อง อันดับสาม เป็นเรื่องการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรม 70 เรื่อง โดยเรื่องการเมือง หน่วยงานของรัฐที่ถูกร้องเรียนมีทั้งระดับท้องถิ่น และส่วนกลาง มีการตรวจสอบเรื่องที่ร้องมามีมูลหรือไม่ ถ้ามีมูลจะส่งต่อให้องค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องตรวจสอบต่อไป ถ้าไม่มีมูลก็เป็นอันยุติ

สำหรับการพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ นายสุรชัย กล่าวว่า ในปี 2561 จะมีการเสนอกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศหลายฉบับพร้อมกัน และมาเป็นชุดเดียวกัน โดยจะเป็นการพิจารณากฎหมายที่จะออกตามแผนการปฏิรูปประเทศและแผนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งทุกอย่างจะเชื่อมโยงกันหมด โดยแผนยุทธศาสตร์ชาติต้องรองรับการปฏิรูปประเทศ และแผนการปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ

นายสุรชัย กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 กำหนดให้ต้องมีการปฏิรูประเทศในภาพรวมภายใน 1 ปีนับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ประกาศใช้ ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 6 เม.ย.2561 ดังนั้น เมื่อเดือนเข้าสู่เดือนม.ค.2561 จะมีเวลา 3 เดือนในการลงมือปฏิรูปประเทศ

เมื่อถามว่า แสดงว่าก่อนเดือนเม.ย.2561 จะต้องมีการแผนยุทธศาสตร์ชาติมาให้สภาให้ความเห็นชอบ นายสุรชัย กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าควรต้องมีการเสนอเข้าสภา เพื่อที่จะรองรับให้ฝ่ายปฏิบัติการสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ในการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่จะเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่า การที่สนช.แก้ไขกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้กรรมการองค์อิสระบางองค์กรได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป แต่บางองค์กรต้องพ้นจากตำแหน่ง จะเป็นปัญหาในการสร้างบรรทัดฐานหรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า เรารับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และพยายามสอบถามคณะกรรมาธิการวิสามัญที่พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระแต่ละฉบับและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ว่ามีเหตุผลอย่างไร โดยส่วนใหญ่อ้างถึงภารกิจของแต่ละองค์กร ประกอบกับ มีการตีความมาตรา 273 ของรัฐธรรมนูญว่าการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเป็นดุลพินิจของสนช. จึงทำให้กฎหมายต้องออกมาเช่นนี้

เมื่อถามว่า จะเป็นปัญหาความน่าเชื่อถือของแต่ละองค์กรหรือไม่ นายสุรชัย กล่าวว่า แม้สังคมจะตั้งคำถามกับเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่ส่วนตัวคิดว่าสุดท้ายปัจจัยที่จะเป็นตัวชี้ขาด คือ ผลงานการทำงานขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะองค์กรอิสระที่กฎหมายบัญญัติให้กรรมการองค์กรอิสระชุดปัจจุบันได้ทำหน้าที่ต่อไป ซึ่งจะต้องระวัง และต้องมีความตั้งใจในการทำงานเพื่อพิสูจน์ตัวเองให้สังคมได้เห็นว่าได้ทำงานให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมืองจริงๆ ตามที่กฎหมายได้เปิดโอกาสให้ทำงานต่อไปแล้ว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน