‘อมรัตน์’ ชำแหละ 3 วิกฤตการเมือง ซัดเป็นยุคมืด จวกรัฐบาลประยุทธ์แก้เศรษฐกิจผิดพลาด หากปล่อยไว้ไม่แก้ไข ประเทศนี้จะไม่มีอนาคต
วันที่ 18 ก.พ.65 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อครม. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 เป็นวันที่สอง
จากนั้นเวลา 17.20 น. นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากการบริหารงานผิดพลาดล้มเหลวของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ไม่ใช่เป็นวิกฤตที่ตั้งอยู่ลำพัง แต่มีอีกวิกฤตหนึ่งที่เกิดขึ้นและดำเนินมาคือ วิกฤตการเมือง ถ้าเราไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ ก็เป็นการยากมาก หรือถึงกับเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจฟื้นคืนกลับมาให้ประชาชนสามารถลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง
โดยวิกฤตทางการเมือง แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ 1.วิกฤตผู้นำ ถึงนาทีนี้คงไม่ต้องพูดกันแล้วว่าการที่กองทัพส่งแม่ทัพ นายกองมายึดอำนาจ สามารถยึดอำนาจไปได้ก็จริง แต่ไม่สามารถบริหารประเทศได้ นอกจากนั้นกองทัพยังตกเป็นเครื่องมือของเครือข่ายนายทุนใหญ่และฝ่ายจารีตนิยมขวาจัด ทำการแบ่งอำนาจและผลประโยชน์กันอย่างลงตัวราวกับฝาแฝดอินจัน มีความสุขสบายอยู่บนหลังของประชาชน กินอยู่สบายบนกองภาษีอากรของประชาชน
นางอมรัตน์ กล่าวต่อว่า 2.วิกฤตระบบการเมือง หลังจากรัฐประหาร 2ครั้งที่ผ่านมาคือปี 49 และ57 ได้สร้างระบอบการเมืองแบบใหม่ที่ยังไม่มีชื่อ ซึ่งตนขอเรียกชื่อว่าระบอบการเมืองประชาธิปไตยจอมปลอม การรัฐประหารเข้ามาบิดเบือนทำลายระบอบประชาธิปไตย และสร้างการเมืองระบอบใหม่ขึ้นมาที่อนุญาตให้พวกเราเข้าคูหาเลือกตั้งได้เป็นครั้งเป็นคราว แต่อำนาจสูงสุดไม่ได้อยู่ในมือของประชาชน อำนาจสูงสุดที่คอยควบคุมประเทศนี้ไว้อยู่ในมือของเครือข่ายนายทุน และฝ่ายขวาจารีตตลอดมา ดังนั้นการที่จะนำระบบการเมืองกลับเข้ามาอยู่ในเส้นทางของประชาธิปไตย มีได้ทางเดียวคือ เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อนำมาใช้แทนร่างของคสช.ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้
และ 3.วิกฤตนิติรัฐ ที่เกิดจากการทำสงครามกับประชาชน เกิดจากการลุแก่อำนาจย่ามใจของคณะรัฐประหารที่สืบทอดอำนาจ เอากฎหมายมาปราบปรามประชาชน แทนการใช้กำลังอาวุธแบบเดิมๆ จนกระทั่งเกิดวิกฤตศรัทธาสูงต่อสถานบันการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะสถาบันตุลาการ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นางอมรัตน์ กล่าวต่อว่า นี่คือยุคมืดอย่างแท้จริง ยุคที่กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย และองค์กรอิสระไม่เป็นอิสระ รวมทั้งเป็นยุคที่เกิดคดีความทางการเมืองมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ต่อจากยุคสงครามเย็นเป็นต้นมา การใช้นิติสงครามกดหัวประชาชนให้เกิดความหวาดกลัว อาจจะช่วยต่ออายุรัฐบาพล.อ.ประยุทธ์ ไปได้อีกเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ได้หลังจากนั้นไม่ได้มีประโยชน์ และไม่ได้แก้ปัญหาใดๆได้เลย นอกจากจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอวันปะทุ หากไม่รีบถอนฟืนออกจากกองไฟ สุดท้ายสถาบันหลักของชาติ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล รัฐสภา ศาล และทุกสถาบันของประเทศนี้ก็จะพังกันไปหมด
ดังนั้นเราต้องมาช่วยกันผลักดันการปฏิรูประบบกฎหมาย กระบวนการยุติธรรม และสถาบันตุลาการให้สำเร็จ หยุดการดำเนินคดีเพิ่ม สำหรับคดีการเมืองที่ดำเนินไปแล้วก็ต้องทบทวน แล้วหันมาใช้วิถีทางกลไกลของระบอบประชาธิไตย เปิดพื้นที่พูดคุยเพื่อคลี่คลายปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งจะเป็นประตูบานแรก สิ่งที่จะทำได้คือการพิจารณานิรโทษกรรมคดีการเมืองทั้งหมด
“เวลาที่แม่ทัพนายพลก่อการกบฏ ฉีกรัฐธรรมนูญเปลี่ยนแปลงการปกครองด้วยอำนาจนอกวิถีทางประชาธิปไตย ซึ่งจัดว่าเป็นอาญชากรรมที่ร้ายแรงที่สุดแล้วในระบอบประชาธิปไตย แต่พวกเขายังนิรโทษตัวเองได้ตลอดมา แล้วประชาชนมือเปล่าที่ถูกกดหมายความมั่นคงกดขี่ เพียงแค่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุม เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ถูกรองรับไว้ด้วยรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงจะนิรโทษกรรมให้กับประชาชนพวกนั้นไม่ได้ ทำไมถึงจะนิรโทษกรรมให้กับอนาคตของชาติบ้างไม่ได้ ในเมื่อความหนักเบาของความผิดเทียบกันไม่ได้เลย”นางอมรัตน์กล่าว
นางอมรัตน์ กล่าวต่อว่า การนิรโทษกรรมทางการเมืองเคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีถึง 3 ครั้งคือในปี 2488 สมัยรัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ โดยออก พ.ร.ก.นิรโทษกรรมกลุ่มทำความผิดฐานกบฏและจราจล เพื่อปล่อยตัวนักโทษการเมือง ในปี 2499 ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รัฐบาล จอมพล.ป.พิบูลย์สงคราม และ ปี2521 สมัยรัฐบาลพล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ทั้งนี้การนิรโทษกรรมให้เยาวชนไม่ใช่เรื่องการเมือง หรือสิทธิมนุษยชน แต่เพื่อเอื้อให้เกิดสังคมพัฒนาเศรษฐกิจไม่ใช่ปล่อยเพื่อเราแต่คือปลดปล่อยศักยภาพของประเทศ
“การอภิปรายครั้งนี้ ไม่ใช่การเรียกร้องขออภัยโทษให้เยาวชนของชาติ แต่คือการส่งเสียงถึงรัฐบาลและชนชั้นนำ หากปล่อยไว้ไม่แก้ไขอย่างรวดเร็ว ประเทศนี้จะไม่มีอนาคตทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะคนที่เรียกร้องเปลี่ยนแปลงเท่านั้น แต่หมายถึงคนชนชั้นด้วย ช่วยพาประเทศนี้ออกจากความเศร้า และหนทางที่มืดมิดเสียที” นางอมรัตน์ กล่าว