“บิ๊กตู่” ลั่นเป็นนักการเมือง แจงวุ่นซื้อสุนัขบางแก้ว ยันยังไม่ได้รับลูกหมาและมอบให้ใคร พร้อมขายต่อ ยันตัวเองและ “บิ๊กป๊อก-บิ๊กฉัตร” รู้เรื่อง กม.ห้ามให้ของขวัญเกิน 3 พัน ศรีสุวรรณยื่นป.ป.ช.สอบแล้ว เด็ก ปชป.เมิน “ปู่พิชัย” ชี้ “ชวน” เป็นพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพของ “มาร์ค”

บิ๊กตู่นำทีมทำบุญปีใหม่

วันที่ 3 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ หัวหน้าคสช. พร้อมนางนราพร จันทร์โอชา ภริยา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ปี 2561 โดยมีครม. คู่สมรส ข้าราชการ เข้าร่วมพิธีเจริญพระ พุทธมนต์ ก่อนทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 61 รูป ที่สนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ขณะที่ช่วงเช้าพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำคณะที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และคณะทำงานร่วมสักการะไหว้ศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบเพื่อความเป็น สิริมงคลการทำงาน

ภายหลังเสร็จพิธีทำบุญตักบาตร พล.อ. ประยุทธ์และภริยา พร้อมด้วยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ เดินทักทายและกล่าวสวัสดีปีใหม่กับรัฐมนตรีทุกกระทรวง ตลอดแนวหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์ ยังยืนพูดคุยกับนายวิษณุ เครืองาม และพล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ ครู่ใหญ่ก่อนเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้า

ลั่นคนจนต้องมีรายได้ 3 หมื่นต่อปี

สำหรับการประชุมครม.นัดแรกประจำปี 2561 ที่ประชุมจะพิจารณาผู้ลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน เฟส 2 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้มีรายได้น้อย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี ทั้งหมด 5.3 ล้านคน จากผู้ลงทะเบียนคนจน 11.4 ล้านคน ให้รายได้สูงกว่าเกณฑ์ และหลุดพ้นจากความยากจนในปี 61 มาตรการบัตรคนจนเฟส 2 จะเป็นการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและกระทรวงเกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อแก้ปัญหา ให้ประชาชนมีรายได้อย่างยั่งยืน รวมถึงส่งเสริมอาชีพ

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวหลังประชุมครม. ว่า ปีนี้จะลงไปดูเรื่องปัญหาความยากจนจะแก้ไขได้อย่างไร ทั้งเกษตรกร อาชีพอิสระ ผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่าปีละ 3 หมื่น รัฐบาลต้องทำให้มีรายได้ 3 หมื่นให้ได้ ปีนี้จะลงรายละเอียดทั้งหมดจะทำอย่างไรกับผู้ที่ลงทะเบียนไว้ทั้งหมด อีกส่วนต้องไปดูมาตรการหรือโมเดลจังหวัด ขึ้นอยู่กับว่าระดับล่างจะรวมกลุ่มกันได้หรือไม่ ตั้งเกณฑ์ไว้จากรายได้เดือนละ 2,000 บาทเป็น 5,000 บาทค่อยๆ ขึ้นเป็นหมื่นหรือสองหมื่นได้ ส่วนการจับสลากให้รางวัลกับผู้ที่ไปลงทะเบียนบัตรคนจนนั้นเป็นมาตรการสร้างแรงจูงใจเท่านั้นและคงต้องมีการแก้ไข และกำลังมีมาตรการขั้นที่ 2 ได้สั่งทบทวนไปแล้ว ถ้าไม่สร้างความสนใจก็ไม่มาลงทะเบียนอยู่ดี สำหรับระยะที่ 2 หากมีการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ก็ต้องเข้ามาร่วมอบรมอะไรต่างๆ ต้องมีมาตรการถึงจะได้เงินเพิ่ม

เชื่อ”ป๋า”ติงไม่มีเจตนาร้าย

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลเตรียมแถลงความคืบหน้าการปฏิรูปประเทศในปี 2561 ว่า จะให้คสช.เป็นผู้แถลงผลงานภายใน 1-2 เดือนนี้ อย่าลืมว่ามีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการแล้วเพื่อให้สอดคล้องกันระหว่างคณะกรรมการปฏิรูป และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ จะได้ตอบคำถามได้ว่าเราจะมีประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้อย่างไร และจะใช้วิธีใดในการเดินหน้า และใช้เวลา ใช้งบประมาณเท่าไรเพื่อไม่ให้เป็นภาระด้านงบประมาณในอนาคต และให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.ที่กำลังจะออกมา คือพ.ร.ป.การเลือกตั้ง กับ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และส.ว.ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสนช. และต้องรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามขั้นตอนกฎหมายในมาตรา 77 ไม่ใช่ไม่ฟังใครแล้วไปออกกฎหมาย

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ระบุใช้กองหนุนเกือบหมดแล้ว ต้องหากองหนุนเพิ่มว่า ส่วนตัวเข้าใจ และครม.หลายคนที่ไปอวยพรปีใหม่พล.อ.เปรมวันนั้นก็เข้าใจ คำว่ากองหนุนหมายความว่าเราได้เอาคนทุกคนมาช่วยขับเคลื่อนประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชารัฐ ทั้งข้าราชการ เอกชน ประชาชน ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ พล.อ.เปรมก็บอกว่าใช้ไปหมดแล้ว แต่ทำอย่างไรมันจะมากขึ้น ตนตีความหมายแบบนี้คิดว่าพล.อ.เปรมคงไม่ได้มีเจตนาอะไรกับตนที่จะมองในเรื่องไม่ดี พล.อ.เปรมให้กำลังใจรัฐบาลมาโดยตลอด คงไม่พูดอะไรที่ทำให้ตนเสียหาย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตีความอย่างไร

ชี้กองหนุนอยู่ที่ใจตัวเองก่อน

“ต้องคิดอย่างสร้างสรรค์กันหน่อย ถ้าหาประเด็นตีกันอยู่แบบนี้มันก็ไม่ได้ คำว่า กองหนุนของผมคือใจผมยังเต็มที่เต็มเปี่ยม กองหนุนมันต้องอยู่ที่ใจตัวเองก่อน ถ้าเราบอกว่าท้อแท้หมดกำลังใจหรือโมโหมากเกินไป มันก็ไม่ใช่เรื่อง มันบ่อนทำลายตัวผมเปล่าๆ สุขภาพของผมก็ไม่แข็งแรงอย่างที่สื่อเองก็เป็นห่วงผม กลัวผมป่วยเจ็บตาย ยิ้มให้กันดีกว่า กองหนุนที่ต้องการมากที่สุดช่วงเวลานี้ตนอยากได้ทุกพวก คือประชาชน ถ้าประชา ชนไม่เข้าใจก็ลำบาก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า วันนี้ทุกคนอาจบอกว่าไม่น่ามีเหตุผลเรื่องความขัดแย้ง ไม่เห็นมีอะไร แล้วทุกวันนี้สงบกันยังไงประชา ชนไปตัดสินกันเอง โดยเฉพาะที่บอกว่าทุกอย่างเป็นของประชาชน ถ้าประชาชนของพรรคท่านก็ต้องไปตรวจสอบสมาชิกพรรคมีเหลือเท่าไหร่ให้ถูกต้องแค่นั้นเอง จะไปยากตรงไหน ภาระของพรรคไม่ใช่ภาระของประเทศ ทุกพรรคก็ต้องไปทำให้ถูกต้อง สังคมก็รอดูอยู่เหมือนกัน สื่อต้องฟังรัฐบาลบ้าง ชี้แจงแทนตนบ้าง ไม่ใช่เอาความขัดแย้งหรือเอาคนที่ไม่มีบทบาทออกมาพูดแล้วขยายความกันทุกวัน

ลั่นสงบเพราะกลัว”กม.”ของตน

เมื่อถามว่าข้อมูลรัฐบาลเรื่องความสงบเป็นอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สงบในระดับหนึ่งคือยังไม่ออกมาข้างนอก ก็กลัวกฎหมายของตน คิดดูถ้าไม่มีกฎหมายที่มีอยู่แล้ววันนี้จะเกิดอะไรขึ้น ที่ผ่านมากฎหมายปกติเอาอยู่กันหรือไม่ ไม่อยู่ และในวันนี้ในโซเชี่ยลมีเดียมีมากมาย ฉะนั้น ต้องแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ก่อนที่จะไปสู่การเลือกตั้ง เข้าใจหรือไม่ ถ้าไม่แก้เรื่องเหล่านี้ต่อไปก็ลำบาก

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการประกาศความชัดเจนในการเลือกตั้งทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็ป ตนไปพูดกับต่างประเทศแบบนี้และหลายประเทศที่ตนอธิบายเขาก็เข้าใจ เพราะตนบอกว่าอยู่ที่กฎหมายลูก 2 ฉบับประกาศใช้เมื่อไรก็เมื่อนั้น แต่อย่ามา บอกว่าดึงเรื่องคงทำไม่ได้

เมื่อถามว่ายังจะมีการเลือกตั้งพ.ย.2561 หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็ประกาศไปแล้วไง ถ้ากฎหมายลูกเสร็จก็เลือกตั้ง แต่ถ้าไม่เสร็จก็ไม่ใช่เรื่องของผม หรือเสร็จก็ไม่ใช่เรื่องของผม แล้วไม่ใช่ไปโทษสนช. ดึงเรื่อง มันไม่ใช่ เวลา สนช.อภิปรายลองไปดูเขาเถียงกันเรื่องอะไร ไม่ได้พูดเข้าข้างผมสักคน บางเรื่องเขาก็ไม่เห็นด้วย”

สงสัยรบ.เลือกตั้ง-ดูแลความสงบ

“ผมยังไม่รู้ใครจะมารับผิดชอบต่อ เขาจะแก้ได้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ จะทำให้สงบแบบนี้ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครจะเป็นรัฐบาลก็ยังไม่ทราบ เมื่อได้รัฐบาลเลือกตั้งมาแล้วจะบริหารได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ทุกอย่างมีบทเรียน ดังนั้น ทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตต้องทำความเข้าใจประชาชน อย่ามาอ้างเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความขัดแย้ง ความบริสุทธิ์ ท่านเองก็รู้อันไหนบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ ผมก็ดูออก” นายกฯ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าแสดงว่าไม่มั่นใจในสถาน การณ์ข้างหน้า พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับตน มั่นใจหรือไม่ไม่ใช่เรื่องของตน เป็นเรื่องกติกาจะเลือกตั้งได้เมื่อไรก็เมื่อนั้น ตนจะมั่นใจหรือไม่มั่นใจก็ทำอะไรไม่ได้

รับเป็นนักการเมืองแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแห่งความสุข เป็นวันแห่งรอยยิ้ม ตนก็ยิ้มเยอะๆ แต่ก่อนตนยิ้มแล้วหุบเร็วเพราะเป็นคนไม่ค่อยยิ้มเท่าไร หน้าเป็นแบบนี้ “วันนี้ผมต้องเปลี่ยน แปลงเพราะผมไม่ใช่ทหาร เข้าใจไหม เป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร มันก็ติดนิสัยทหารอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดคือประชาชนและไม่ใช่ประชาชนของผม ประชาชนของประเทศไทยและไม่ใช่ของพรรคไหน ทุกคนเป็นพลเมืองไทยก็ต้องหนุนการเมืองที่ถูกต้องมีธรรมาภิบาล มีการเลือกตั้งในระบบยุติธรรม มีพรรคการเมืองที่มีอุดมการณ์ มีพรรคการเมืองที่ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและประหยัด ตรวจสอบได้ และการตรวจสอบเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม อย่ามาตัดสินกันเองเลยทุกเรื่อง” นายกฯ กล่าว

เมื่อถามว่าจะเป็นนักการเมืองยาวๆ ไปเลยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เคยอยากเป็นสักวัน ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ยังไม่ได้อยากเป็น แต่ด้วยหน้าที่ความจำเป็น ชีวิตรับผิดชอบ ตนรับผิดชอบด้วยชีวิตของตน

โวยรัฐบาลไม่ใช่ทหาร

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้พรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยจับมือทวงคืนประชาธิปไตยจากทหาร เพราะไม่เชื่อมั่นว่าปี 2561 จะมีการเลือกตั้งว่า ทวงจากทหารที่ไหน เคยบอกแล้วว่ารัฐบาลไม่ใช่ทหาร ถึงตนจะมาจากทหารก็ไม่ใช่ทหารเพราะออกจากทหารมา 3 ปีแล้ว

“อย่าไปมองว่าอะไรก็ทหาร ต้องไปดูว่าเป็นการสร้างความเกลียดชังให้กับทหารหรือไม่ แล้วรัฐบาลนี้ก็ไม่ใช่ทหารทั้งหมด มีนักวิชาการด้วย เรื่องใครจะไปจับมือใครเป็นสิทธิส่วนบุคคล ทุกพรรคมีอุดมการณ์ที่ประชาชนยอมรับ มีสมาชิกพรรคที่ครบถ้วนถูกต้องก็จบสังคมรับได้ไม่ว่าจะเป็นพรรคไหน” พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกันอาจยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 53/2560 ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ตนไม่ได้คำนึงถึงเรื่องนี้ เป็นเรื่องของกระบวนการ หากไม่ดีไม่ถูกต้องก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา แต่คำสั่ง คสช.ที่ออกมาทั้งหมดในกฎหมายรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ แต่ต้องไม่ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องไปดูว่าละเมิดตรงไหนอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีมีข่าวว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ที่ประเทศอังกฤษ พล.อ. ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่รู้ๆ กำลังให้เขาตรวจสอบอยู่ ให้เขายืนยันมาก่อน”

แจงยังไม่ได้ลูกสุนัขและให้ใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าก่อนประชุม ครม.ได้สอบถามพล.อ.ประยุทธ์ถึงกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้าร้องต่อสำนักงานป.ป.ช.ให้สอบเอาผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และฉบับที่แก้ไข กรณีซื้อและให้สุนัขบางแก้วแก่พล.อ.ฉัตรชัย และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย มูลค่าเกิน 3,000 บาท ในช่วงลงพื้นที่ ครม.สัญจรที่จ.พิษณุโลก-สุโขทัย โดยพล.อ.ประยุทธ์กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “ผมยังไม่ได้สุนัขเลยสักตัว ผมจ่ายเงินไปแล้ว ใครอยากได้ก็มาซื้อต่อ” เมื่อถามย้ำว่าพร้อมขายสุนัขต่อใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ตอบคำถามแต่เดินขึ้นห้องประชุม ครม.ทันที

ต่อมาพล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงกรณีถูกร้องเรื่องซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้ว 3 ตัว ว่า “เรื่องหมาบางแก้ว เป็นเรื่องสุนัข ขออย่าให้เป็นเรื่องใหญ่เลย ผมยังไม่ได้ให้ใครสักคน วันนั้นก็ได้แต่ถามว่าใครจะเอา ที่จ่ายเงินไปและในส่วนที่เกินให้คนขายไปนั้นส่วนหนึ่งถ้าหักลบก็จะเป็นค่าวัคซีนและค่าขนส่งก็มาก และผมก็ยังไม่ได้หมาสักตัว จะรอดรึเปล่าก็ยังไม่รู้เพราะหมาตัวเล็กนิดเดียว ผมรู้สึกเห็นใจเขา เรื่องนี้ผมชี้แจงได้หมดและก็ยังไม่ได้ให้ใคร ถ้าให้ใครแล้วก็ต้องมาจ่ายเงินผม ผมรู้กฎหมาย รู้ว่าให้ใครเกิน 3,000 บาทไม่ได้ และรองนายกฯ กับรัฐมนตรีก็บอกว่าขอไปดูหมาที่บ้านก่อน เลี้ยงหมาอยู่หลายตัวเขาก็ต้องไปดูหมาที่บ้านก่อนว่ามันจะอยู่กันได้รึเปล่า เพราะหมามันก็มีเจ้าถิ่น”

ด้านพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยให้สัมภาษณ์เรื่องเดียวกันว่า “หากนายกฯ จะให้สุนัขผมก็คงจะขอท่านว่าจะไม่ขอรับลูกสุนัขดังกล่าว ผมทราบข้อกฎหมายดีเนื่องจากมีมูลค่าเกิน 3,000 บาท หากรับมาก็จะผิดกฎหมาย ที่สำคัญคือผมก็ไม่อยาก เลี้ยงเพราะมีสุนัขที่บ้านอยู่แล้ว ส่วนที่นาย ศรีสุวรรณไปยื่นเรื่องต่อป.ป.ช. ถือเป็นสิทธิที่จะดำเนินการ”

ศรีสุวรรณยื่นป.ป.ช.สอบแล้ว

ที่สำนักงานป.ป.ช. นายศรีสุวรรณ จรรยา เข้ายื่นร้องเรียนต่อป.ป.ช. โดยมีนายสุทธิ บุญมี ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ รับเรื่อง เพื่อขอให้ตรวจสอบเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ กรณีนำครม.สัญจรที่จ.พิษณุ โลก-สุโขทัย และระหว่างลงพื้นที่ได้ซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วของกลุ่มผู้เพาะเลี้ยงในพื้นที่ 3 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงเองและซื้อให้ พล.อ.อนุพงษ์ และพล.อ.ฉัตรชัย คนละหนึ่งตัว ในราคาตัวละ 6,000 บาท ซึ่งมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท เข้าข่ายมีความผิดตามกฎหมายป.ป.ช. เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ที่ 2 รัฐมนตรีระบุว่ายังไม่ได้รับสุนัขนั้นอยู่ที่ป.ป.ช.ต้องตรวจสอบ เพราะการจ่ายเงินซื้อสุนัขไปแล้วก็ถือว่าเข้าข่าย อาจจะบอกว่ายังไม่ได้รับ แต่สุนัขอาจไปอยู่ที่บ้านแล้วก็ได้ นายกฯควรเป็นต้นแบบที่ดี เป็นเยี่ยงอย่างที่ดีของประชาชนและสังคม เพราะเรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทยอีกต่อไป

ปปช.ขอดูปมซื้อสุนัขก่อน

ด้านนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงการรับทรัพย์สินมูลค่าเกินกว่า 3,000 บาท โดยเฉพาะการซื้อสุนัขบางแก้วของนายกฯ ว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการตามขั้นตอนและตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ ซึ่งยังไม่สามารถระบุได้ว่าแนวทางการพิจารณาจะเป็นเช่นไร ต้องตรวจสอบคำร้องและข้อเท็จจริงในการซื้อสุนัขดังกล่าวก่อน

เลขาฯ ป.ป.ช. กล่าวว่า ส่วนการตรวจสอบเรื่องนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของพล.อ. ประวิตร ได้รายงานให้ที่ประชุมป.ป.ช.รับทราบแล้ว ป.ป.ช.ก็ทำงานไปตามขั้นตอนปกติ และล่าสุดวันนี้ได้เซ็นหนังสือเชิญบุคคลที่ 3 อีกหลายรายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนาฬิกาหรู มาชี้แจงรายละเอียดกับป.ป.ช.แล้ว

ป้อมเมินตอบนาฬิกาหรู

วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม ปฏิเสธจะให้สัมภาษณ์ประเด็นครอบครองแหวนเพชรและนาฬิกาหรู โดยเม้มปากไม่ตอบ

พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ท่าทีพล.อ.ประยุทธ์ และกังวลจะไม่มีการเลือกตั้งในปี”61 ว่า พล.อ. ประยุทธ์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร ทุกอย่างยังคงเดินไปตามโรดแม็ปเดิมทุกอย่าง

เมื่อถามว่าหากบ้านเมืองไม่สงบก็จะไม่เลือกตั้งหรือ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ขึ้นอยู่กับพวกเรา ถ้าเหตุการณ์เกิดความสงบเรียบร้อยดี ซึ่งประชาชนก็ต้องการความสงบเรียบร้อย ต้องขอขอบคุณประชาชนและทุกภาคส่วนที่ได้ร่วมมือกันทำให้ช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาไม่มีเหตุความวุ่นวาย หรือเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงก็ทำงานได้ผล ทุกอย่างโอเค

พท.จี้ป.ป.ช.ตั้งเรื่องสอบเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่ผู้สื่อข่าวสอบถามพล.อ.ประวิตรถึงที่มาของนาฬิกาหรูและความคืบหน้าการชี้แจงต่อป.ป.ช. พล.อ.ประวิตรเดินเลี่ยงออกจากวงสัมภาษณ์ไปขึ้นรถ กลับออกจากทำเนียบทันที ขณะที่ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล นายเอกชัย หงส์กังวาน นักกิจกรรมการเมือง ซึ่งเคยนำนาฬิกาไปมอบให้พล.อ.ประวิตรที่บ้านสี่เสาเทเวศร์ ได้นำนาฬิกาข้อมือของตัวเองมาให้พล.อ.ประวิตรอีกครั้ง ตามที่โพสต์เฟซบุ๊ก แต่ถูกเจ้าหน้าที่เชิญตัวให้มาพูดคุยกันที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ประมาณ 1 ชั่วโมง ก่อนนำตัวซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปส่งที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยนายเอกชัย บอกว่า จะตามไปมอบให้ทุกที่จนกว่าพล.อ. ประวิตรจะได้รับ

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าที่ ป.ป.ช.บอกว่าจะเชิญตัวบุคคลที่ 3 ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ ถามว่าถ้า พล.อ.ประวิตรให้การว่านาฬิกาหรูเป็นของเพื่อนและเพื่อนคนนั้นตายแล้ว ป.ป.ช.จะเชิญตัวบุคคลที่ 3 ที่เกี่ยวข้องมาอย่างไร ที่สำคัญ ป.ป.ช.ให้ พล.อ.ประวิตร ชี้แจงเฉพาะนาฬิการิชาร์ดมิลล์เรือนแรกเท่านั้น หรือให้ชี้แจงเรือนอื่นๆ ด้วยหรือไม่ เพราะกฎหมายใหม่ป.ป.ช. สามารถตรวจสอบได้โดยไม่ต้องมีผู้ร้องเรียน ถ้า ป.ป.ช.เห็นเองสามารถตั้งเรื่องให้ชี้แจงได้ด้วยตัวเอง

ดอนเต้น-สถานทูตชวนเลือกตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังสถานเอกอัคร ราชทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ โพสต์ประกาศผ่านเฟซบุ๊ก Royal Thai Embassy, Helsinki เรื่องการเตรียมการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรในปี 2561 ระบุว่า ด้วยขณะนี้รัฐบาลไทยกำลังเตรียมการสำหรับจัดการเลือกตั้งทั่วไป คาดว่าการจัดการเลือกตั้งมีขึ้นในระหว่าง พ.ย. 2561 นั้น

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้สั่งการให้สถานทูตไทย ณ กรุงเฮลซิงกิ ออกประกาศดังกล่าว ไม่แน่ใจว่าเกิดจากความผิดพลาดของสถานเอกอัครราชทูต หรือถูกแฮ็กข้อมูลหรือไม่ เบื้องต้นจะสั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป

ปชป.เมินข้อเสนอ”ปู่พิชัย”

ประกาศของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเฮลซิงกิ เรื่องการเตรียมการเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ในปี 2561 ระบุว่า “ในการนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ขอเชิญชวนบุคคลสัญชาติไทยที่มีถิ่นพำนักในฟินแลนด์และเอสโตเนีย ที่ประสงค์จะใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรโปรดเตรียมเอกสารประจำตัวเพื่อใช้สำหรับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร และสำหรับการใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือเดินทางไทยที่มีอายุการใช้งาน และมีข้อมูลตรงตามทะเบียนราษฎร หากพบว่าเอกสารดังกล่าวหมดอายุหรือมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางทะเบียนราษฎรขอให้ติดต่อสถานเอกอัคร ราชทูต เพื่อดำเนินการให้ถูกต้องในโอกาสแรก จึงขอประกาศมาเพื่อทราบโดย ทั่วกัน” อย่างไรก็ตามโพสต์ดังกล่าวถูกลบออกไป

วันเดียวกัน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรค ปชป. กล่าวถึงข้อเสนอของนายพิชัยที่แนะนำให้นายชวน หลีกภัย มาเป็นหัวหน้าพรรค ว่า เมื่อคสช.อนุญาตให้พรรคจัดประชุม เชื่อว่าผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อและได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค ชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้นำทัพประชาธิปัตย์ลงสู่สนามเลือกตั้งที่จะมาถึง ส่วนนายชวนจะเป็นพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพ มีประสบการณ์ มีบารมี และจะยืนหยัดเคียงคู่กับนายอภิสิทธิ์ตลอดไป

ตู่บินกัมพูชาถกแม่โขง-ล้านช้าง

วันที่ 3 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงว่า วันที่ 10 ม.ค. พล.อ.ประยุทธ์จะเดินทางเข้าร่วมประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 2 ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หัวข้อ แม่น้ำแห่งสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืนของเรา และจะมีการรับรองเอกสารผลลัพธ์ 2 ฉบับ 1.แผนปฏิบัติการระยะ 5 ปี ภายใต้กรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง เป็นการแสดงเจตนารมณ์ระหว่างประเทศสมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง 6 ประเทศ คือ จีน กัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานกรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง ในระยะ 5 ปีข้างหน้า โดยจะระบุการส่งเสริมในสาขาที่เร่งด่วน 5 สาขา ได้แก่ ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจข้ามพรมแดน ทรัพยากรน้ำ การพัฒนาศักยภาพในการผลิตและการเกษตร และการลดความยากจน แผนดังกล่าวนี้ได้นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เพื่อเป็นการลดความยากจน

เอกสารฉบับที่ 2 เป็นร่างปฏิญญาพนมเปญ เป็นการแสดงเจตนารมณ์ทางการเมืองของผู้นำประเทศสมาชิกทั้ง 6 ประเทศ 4 ด้าน คือ 1.ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง 2.ความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและความยั่งยืน 3.การแลกเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม ระหว่างประชาชนทั้ง 6 ประเทศ และ 4.การสนับสนุนความร่วมมือในด้านต่างๆ

จ่อยืดเวลาพิสูจน์สัญชาติแรงงาน

วันที่ 3 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.แรงงาน กล่าวถึงการขยายเวลาการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าวว่า วันนี้ตนจะเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมครม. เพื่อให้เห็นชอบการขอขยายระยะเวลาแรงงานต่างด้าวบางส่วนจากเดิมใบอนุญาตหมดอายุไปตั้งแต่สิ้นเดือนธ.ค.แล้ว อีกกลุ่มจะหมดอายุ 31 มี.ค.61 จึงขอขยายเวลาระยะเวลาการพิสูจน์สัญชาติออกไปถึง 30 มิ.ย.61 เนื่องจากการจัดระเบียบพิสูจน์สัญชาติประเทศต้นทางจะเข้ามาดำเนินการเอง อาจมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะจึงต้องลงไปดูและจัดระบบใหม่เพื่อให้มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างประเทศต้นทาง กระทรวงสาธารณสุข ตำรวจ และแรงงาน

รมว.แรงงานกล่าวว่า ขณะนี้ยังเหลือแรงงานต่างด้าวที่รอการพิสูจน์สัญชาติอยู่ประมาณ 900,000 คน ยืนยันเราทำเต็มที่และที่ผ่านมาได้ลงไปจัดระเบียบให้หน้างานทำงานเร็วขึ้นทั้งของประเทศเมียนมาและกัมพูชา เดิมใช้เวลา 12 ชั่วโมง ซึ่งเวลาน้อยกว่านั้น พยายามจัดระบบใหม่ หากการใช้เวลาเหลือ 6 ชั่วโมงก็รับได้ จากนี้ตนจะลงพื้นที่ไปติดตามดูในแต่ที่อีกครั้งว่านโยบายที่จัดระเบียบใหม่เร็วขึ้นหรือไม่

เมื่อถามว่าเครื่องสแกนม่านตายังเพียงพอต่อการใช้พิสูจน์สัญชาติหรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า จากเดิมที่ใช้ของต้นทางยังไม่เพียงพออาจต้องมีการเพิ่มเติมจากเดิม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน