ศิริกัญญา ซัดรัฐบาล 10 มาตรการช่วยเหลือประชาชน ทำแบบขอไปที ช่วยแบบกะปริบกะปรอย แก้ขัด เผยรัฐบาลเงินหมดหน้าตักแล้ว เตือนกองทุนประกันสังคม เสี่ยงล้ม
วันที่ 23 มี.ค.2565 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวถึงการที่ครม.อนุมัติ 10 มาตรการเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนว่า เป็นการรับสารภาพว่ารัฐบาลเงินหมดหน้าตัก ทำแบบขอไปที ทั้งนี้รัฐบาลไม่สามารถตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตรได้ถึงเดือนพ.ค. ตามที่เคยให้สัญญาไว้ และจะสิ้นสุดการตรึงราคาสิ้นเดือนเม.ย.นี้ รวมถึงจะทยอยขึ้นราคาก๊าซหุงต้มตามมา จึงออกมาตรการช่วยเหลือแบบกะปริบกะปรอยแก้ขัด
ส่วนใหญ่แล้วเป็นการต่ออายุมาตรการเดิม ก้อนใหญ่สุดคือลดเงินสมทบประกันสังคม แต่รัฐบาลไม่ยอมใช้คืนกองทุน ทำสถานะการเงินกองทุนง่อนแง่น เสี่ยงขาดทุนเร็วขึ้น โดบการเลิกตรึงราคาน้ำมันดีเซลตามมาตรการข้อ 7 ต้องไม่ปล่อยลอยตัวทันที เพราะจะเท่ากับลอยแพประชาชน ราคาจะปรับขึ้นไปประมาณ 10 บาททันที จะกระทบกับประชาชนอย่างหนักและเศรษฐกิจอาจจะหยุดชะงักได้ จึงต้องสอบถามทางรัฐบาลว่าจะมีแนวทางการปรับราคาดีเซลขึ้นอย่างไร
สำหรับก๊าซหุงต้มที่จะมีการทยอยปรับขึ้นเช่นกัน มาตรการช่วยเหลือเน้นไปที่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐทั้งที่เป็นคนทั่วไป (100 บาทต่อ 3 เดือน) และผู้ค้าหาบเร่แผงลอย (100 บาทต่อเดือน) ก็เป็นเพียงการต่ออายุมาตรการเดิมที่เคยได้รับการอุดหนุนจากกลุ่ม ปตท. ที่สิ้นสุดลงไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ส่วนมาตรการผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเพียงน้อยนิดแล้ว ยังไม่ครอบคลุมด้วย เพราะผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในปัจจุบัน เป็นฐานรายชื่อที่ลงทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2560 หลังเกิดวิกฤตโควิดมีคนจนหน้าใหม่เกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่เคยมีการอัปเดตฐานข้อมูลอีกเลย
ด้านการลดเงินสมทบประกันสังคมที่จะช่วยให้ผู้ประกันตนเหลือเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้นได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลไม่เคยชดใช้เงินคืนกองทุนประกันสังคมเลย ขณะนี้เงินกองทุนน่าจะหายไปกว่าแสนล้านบาท ทั้งจากการลดเงินสมทบ ทั้งที่ควักกระเป๋าจ่ายแทนรัฐบาล กรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัยจากมาตรการล็อกดาวน์
สถานะกองทุนประกันสังคมจึงง่อนแง่นเสี่ยงจะล้ม หากรัฐบาลต้องการช่วยค่าครองชีพผ่านช่องทางนี้ ควรต้องเติมเงินสมทบให้กองทุนด้วย เพราะเป็นเงินของผู้ประกันตนในยามเกษียณไม่ใช่เงินงบประมาณจากภาษีของคนทั้งประเทศ
การเปลี่ยนจากการตรึงราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้ม มาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง จำเป็นต้องช่วยให้ได้น้ำได้เนื้อ บรรเทาภาระค่าครองชีพได้จริง ไม่ใช่ช่วยแบบขอไปที เพราะเศรษฐกิจของประเทศคงฟื้นตัวไม่ได้จริง หากกำลังซื้อยังถูกกดไว้ด้วยค่าครองชีพที่แพง แต่ค่าแรงไม่ขึ้น จึงหวังว่าการแถลงของกระทรวงการคลังที่กำลังจะมีขึ้น จะมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมที่จะช่วยเหลือประชาชนได้จริง

