วันที่ 11 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มีหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ที่ประชุมจะพิจารณาร่างรายงานผลการปฏิบัติงานปราบปรามการค้ามนุษย์ปี 2560 โดยเฉพาะฉบับภาษาอังกฤษที่ต้องจัดทำและสรุปเป็นรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ต) ให้สหรัฐอเมริกาวันที่ 31 ม.ค.นี้ จะขอให้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสรุปรายงานให้ชัดเจน กระชับและเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะประเด็นที่สหรัฐฯสนใจ เช่น คดีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง และการชดเชยเยียวยาเหยื่อขบวนการการค้ามนุษย์ พร้อมให้กระทรวงยุติธรรมเข้าไปดูแลเร่งรัดการพิจารณาคดีให้รวดเร็วและเป็นธรรม เพราะยังล่าช้าและมีการยกฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐหลายคดี อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ
พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์หลังประชุมว่า การจัดทำรายงานสรุปสถานการณ์เรื่องการค้ามนุษย์ใกล้เสร็จสิ้นแล้ว โดยให้สรุปเนื้อหาของรายงานจาก 50 หน้าให้กระชับขึ้น การทำงานไม่ติดขัดอะไรจึงคาดหวังว่าสหรัฐจะปรับอันดับไทยจากประเทศที่จับตาให้ดีขึ้น
พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมพิจารณาการจัดทำทิปรีพอร์ตแล้วจะนำข้อมูลไปประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องวันที่ 12 ม.ค. เพื่อนำผลที่ได้ไปปรับปรุงร่างรายงานทั้งฉบับภาษาไทยและฉบับภาษาอังกฤษ และจะส่งนายกฯวันที่ 15 ม.ค.นี้ ก่อนส่งกลับมาที่คณะกรรมการฯเพื่อปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งก่อนจัดทำให้เสร็จสมบูรณ์ เพื่อส่งให้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐวันที่ 31 ม.ค.นี้
พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า การจัดทำรายงานฉบับใหม่นี้ได้นำข้อสังเกตและข้อท้วงติงจากสหรัฐที่มีต่อรายงานฉบับเก่า อาทิ การลงโทษข้าราชการ และเจ้าหน้าที่รัฐ การช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อและการป้องกัน ขณะที่คดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์รัฐบาลได้ประสานกับตำรวจ อัยการ ศาล เร่งรัดกระบวนการการดำเนินคดีให้เสร็จรวดเร็วขึ้น สิ่งต่างๆเหล่านี้จะเขียนลงไปในรายงานฉบับใหม่ให้สหรัฐเห็นว่าเราแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง
“มั่นใจรายงานฉบับนี้จะทำให้ไทยได้รับการจัดอันดับขึ้นไปอยู่ในเทียร์ 2 (กลุ่มประเทศที่ต้องถูกจับตามอง) จากเดิมอยู่ที่ 2.5 (เฝ้าระวัง) เพราะทำดีมากขึ้นเยอะ ทุกคนร่วมมือกันอย่างดี และมีทีมที่ปรึกษาเข้ามาช่วย” รมว.พม.กล่าว แน่นอนการที่ไทยกำลังจะเลือกตั้งจะทำให้สหรัฐมีท่าทีที่ดีต่อไทยมากขึ้น