สนช.ถก กม.เลือกตั้งส.ส.ปมร้อนขยายเวลาบังคับใช้ 90 วัน สมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยเป็นระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว ด้าน ตัวแทนกกต.แจงเหตุผลขยายเวลา ชี้ มิ.ย.ชัดเจน เลือกตั้งเมื่อไหร่

เมื่อวันที่ 25 ม.ค.เวลา 09.25 น.ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) ในวาระ2-3 ตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.พิจารณาเสร็จแล้ว มีจำนวน 178 มาตรา มีสาระสำคัญที่ถูกจับตามองคือ มาตรา 2 การให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ภายหลังพ้น 90 วันนับจากการประกาศในราชกิจจานุเบกษา

โดยนายวิทยา ผิวผ่อง ประธานกมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงความจำเป็นการเลื่อนเวลาบังคับใช้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ 90 วันว่า เพื่อให้ประชาชน พรรคการเมือง ได้ศึกษา ทำความเข้าใจกฎหมายล่วงหน้า จะได้ไม่กระทำผิดโดยไม่เจตนา อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 1.5 ล้านคน จะได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยไม่ผิดพลาด จึงมีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายออกไปเป็น 90 วัน ซึ่งที่ผ่านมามีกฎหมายหลายฉบับที่มีการขยายระยะเวลาบังคับใช้กฎหมายมาแล้ว

ด้านนายประพันธ์ นัยโกวิท คณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อยที่สงวนคำแปรญัตติไม่ให้ขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย อภิปรายว่า สิ่งที่คณะกมธ.เสียงข้างมากทำ เป็นการเปลี่ยนแปลงหลักการที่กรธ.กำหนดไว้ โดยการทำงานของกรธ.ทำตามมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ มีกรอบเวลาชัดเจนคือ เขียนกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับภายใน 240 วัน นับแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ ซึ่งกรธ.ได้ทำตามกรอบและวางแผนอย่างดีว่าต้องทำอย่างไร เพราะรู้ดีว่า มีเวลาเพียง 240 วัน ดังนั้นการที่กรธ.เสนอว่าต้องดำเนินการเลือกตั้งใน 150 วัน นับแต่ร่างดังกล่าวประกาศใช้ ถือว่าระยะเวลาดังกล่าวมีความยืดหยุ่นเหมาะสมแล้ว รวมทั้งกกต.ก็ใช้เวลาทำงานเท่ากัน ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้ขยายเวลายาวกว่ารัฐธรรมนูญปี50 ที่กำหนดเพียง 90 วันเท่านั้น จึงไม่เห็นความจำเป็นต้องขยายเวลาอีก 90 วัน เพราะแค่ 150 วันก็ยืดหยุ่นสามารถปฏิบัติได้ และเรื่องนี้คสช.ไม่เคยขอให้กกต.มาทำอะไรเกี่ยวกับมาตรา 2 เลย

ขณะที่นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน กมธ.เสียงข้างน้อย ที่สงวนคำแปรญัตติขอขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็น120 วัน อภิปรายว่า การขยายเวลาบังคับใช้ 90 วันไม่เพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาแก่พรรคการเมือง ไม่สามารถเตรียมการเลือกตั้งได้ทัน อาจมาขอขยายเวลาเพิ่มภายหลัง จนกลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามา ทั้งนี้คำสั่งคสช.ที่ 53/2560 ที่ให้ขยับเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองเริ่มต้นโดยพรรคการเมืองใหม่ เริ่มในเดือนมี.ค.และพรรคการเมืองเก่าในเดือนเม.ย.ส่งผลให้เงื่อนเวลาดำเนินกิจกรรมทางการเมืองถูกขยับออกไป 6 เดือน แต่ถ้าจะขยายเวลาออกไป 6 เดือน จะถูกวาทกรรมต่างๆเช่น ยื้อเวลา สืบทอดอำนาจมากดดัน ทางกมธ.จึงเห็นว่าควรขยายเวลา 90 วันน่าจะเพียงพอ เพราะมีขั้นตอนหลายอย่างต้องใช้เวลาดำเนินการมาก เช่น การทบทวนรายชื่อสมาชิกพรรคการเมือง ระบบไพรมารี่โหวต ขณะที่กกต.มีประเด็นใหม่หลายเรื่องที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อนเช่น การหาเสียงทางอิเลคทรอนิกส์ ผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งไม่รู้ว่ากกต.มีความพร้อมและมีความรู้แค่ไหน ซึ่งตนเห็นว่าหากไปกำหนดเงื่อนเวลา 90 วัน ตามแรงกดดันที่ ทำแบบกล้าๆกลัวๆ เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งอาจเกิดปัญหาได้ ตนจึงเห็นว่าควรขยายเวลาเป็น 120 วัน จะเหมาะกว่า

จากนั้นสมาชิกสนช.อภิปรายสลับกันแสดงความเห็น ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมาย 90 วัน เพราะเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม ไม่มากเกินไป เชื่อว่ากกต.และพรรคการเมืองเตรียมตัวได้ทัน อาทิ นายวัลลภ ตั้งคณานุรักษ์ กล่าวว่า ตัวแทนจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงเป็นกมธ.เสียงข้างมากเห็นด้วยกับการขยายเวลา 90 วัน ตนเข้าใจเอาเองว่าเป็นเพราะกกต.เห็นว่ากำหนดเวลาเดิมไม่ทันใช่หรือไม่ จึงเห็นด้วยกับการขยายเวลาดังกล่าว ซึ่งกกต.ต้องตอบคำถาม อีกทั้งต้องอธิบายเหตุผลด้วยว่าทำไมต้องเป็น 90 วัน ทั้งนี้ การขยายเวลาออกไปรัฐบาลก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่าเดิม เพราะผลงานรัฐบาลคือสิ่งที่ทำมาตลอดไม่เกี่ยวกับ 90 วัน

ด้านนายสมชาย แสวงการ สนช.อภิปรายว่า ข่าวสื่อเรื่องที่ว่าจะมีการล้มกฎหมายลูกนั้นขอให้ผ่านไปได้เลย เพราะ ไม่สามารถเป็นไปได้อยู่แล้ว ซึ่งการขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ออกไป เพราะมีขั้นตอนในการดำเนินการแต่ละช่วงโดยก่อน 150 วัน ประมาณช่วงละ 19วัน ซึ่งทั้งหมดประมาณ 60-90 วัน และมี 90 ที่ 2 อยู่ใน 150 วัน ซึ่งรวมแล้วเป็นเวลา 180 วัน จึงเห็นว่าการขยายเวลาออกไป 90วันนั้นน้อยเกินไป ความจริงแล้วตนอยากได้ 180 วันด้วยซ้ำ แต่เมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นว่าควรขยายเวลาออกไป 90 วันตนก็ต้องเคารพ และสนับสนุน กมธ.เสียงข้างมาก ส่วนที่พรรคการเมืองออกมาค้าน 90วัน ก็ขอให้กล้าเอาความจริงมาพูด เพราะไม่ต้องการระบบไพรมารี่โหวตหรือไม่ จึงออกมาคัดค้านการขายเวลา อยากให้แปะข้างฝาไว้เลยว่าถ้าไม่ทำไพรมารี่โหวตวันนี้วันข้างหน้าก็จะไม่มีไพรมารี่โหวตตลอดการ ดังนั้นอย่ากล่าวหาสนช.ว่าขยายเวลาเพื่อต่อเวลาให้ตัวเอง

ส่วนพ.ต.ท.พงษ์ชัย วราชิต อภิปรายว่า ถ้าประเทศไทยไม่มีวันที่ 22 พ.ค. 57 เราจะไม่มีประเทศไทยแบบทุกวันนี้ จะมีแต่การเผาบ้านเผาเมือง แบ่งแยกประเทศ จับอาวุธสงครามมากมาย แต่การพัฒนาประเทศจะไม่เกิดขึ้น ขอถามว่าที่ผ่านมานักการเมืองทำอะไรเพื่อประเทศและประชาชนบ้าง มีแต่ใช้วาทะกรรมบิดเบือน ชักศึกเข้าบ้าน ซึ่งเรื่องการขยายเวลาบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้น ขอเสนอให้บังคับใช้กฎหมายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา 60 เดือนหรือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

จากนั้น นายนัฏฐ์ เล่าห์สีสวกุล ตัวแทนกกต.ในฐานะกมธ. ชี้แจงว่า ตนไม่อยู่ในเสียงข้างมากหรือเสียงน้อย เนื่องจากขณะที่ประชุมพิจารณาเรื่องขยายเวลาตนไม่ได้อยู่ในที่ประชุม แต่ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งมีความพร้อมตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญเราก็เตรียมการเลือกตั้งไปพอสมควรแล้ว ซึ่งผู้ที่จะเป็นผู้สมัครส.ส.จะอ่านกฎหมายฉบับเดียวแล้วมาสมัครไม่เพียงพอ ต้องอ่านทั้ง 3 ฉบับ ทั้งรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมือง และกฎหมายเลือกตั้งส.ส. เพราะมีการทำไพรมารีโหวตเพิ่มขึ้น และกกต.จะต้องดำเนินการตามกฎหมายที่บังคับใช้อยู่แล้ว ตนลองคาดคะเนดูแล้ว ในเดือนม.ค.กฎหมายดังกล่าวจะผ่านสนช. และอีกประมาณ 5 เดือนจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือประมาณเดือนมิ.ย. ถ้าไม่มีการเลื่อนเวลาออกไปก็จะเริ่มนับ 150 วันซึ่งจะจบที่เดือนพ.ย.นี้ ตามที่ผู้นำประกาศไว้ แต่เมื่อมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 53/2560 และติดคำสั่งคสช.ที่ 57/2557 หากยกเลิกคำสั่งดังกล่าวพรรคการเมืองจะสามารถจัดประชุมใหญ่และทำไพรมารี่โหวตได้

“สมมุติว่ากฎหมายประกาศในราชกิจจาฯในเดือนมิ.ย. พรรคก็จะสามารถประชุมและสามารถทำกิจกรรมทำการเมืองได้ รวมทั้งระยะเวลาในการปรับปรุงพรรคการเมืองใหม่และเก่า เวลาในการดำเนินการจะสิ้นสุดในวันที่ 27 ก.ย. ซึ่งรวมแล้วเกือบ 3 เดือน ประมาณ 90 วัน ดังนั้นทางกมธ.เห็นว่าเพื่อให้เกิดประโยชน์และเป็นเวลาที่เหมาะสมคือ 90 วัน แต่การขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป 90 วัน ไม่ได้แปลว่าวันเลือกตั้งต้องขยายออกไป 90 วัน เพราะอำนาจการขยายเวลาบังคับใช้เป็นของฝ่ายบริหาร แต่อำนาจการกำหนดวันเลือกตั้งเป็นของกกต. ดังนั้นปฏิทินการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นชัดเจนในเดือนมิ.ย. 61 ซึ่งกิจกรรมพรรคการเมืองจะเริ่มได้เมื่อไหร่ก็จะอยู่ในเดือนมิ.ย.เช่นกัน และระยะเวลาภายใน 150 วัน ถ้าให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นเร็วที่สุดคาดว่าจะมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งในวันที่ 70 ของ 150 วันหลังจากพรรคการเมืองทำไพรมารีโหวตแล้ว ดังนั้น การขยายระยะเวลา 90 วัน น่าจะเพียงพอ”นายณัฎฐ์ กล่าว
จากนั้นเป็นการพิจารณาในมาตราอื่น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน