สถานการณ์การควบรวมระหว่างพรรคชาติพัฒนากับพรรคกล้า จนกลายเป็นพรรคชาติพัฒนากล้า กำลังเป็นพิมพ์เขียวให้กับหลายพรรคการเมือง
อย่างน้อยที่สุดก็จุดประกายให้กับการเจรจาระหว่างพรรคสร้างอนาคตไทยกับพรรคไทยสร้างไทย
คำถามที่แหลมคมเป็นอย่างมากก็คือ ทำไมการควบรวมระหว่างพรรคชาติพัฒนากับพรรคกล้า จึงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและสมประโยชน์ของทุกฝ่าย
คำตอบ 1 มาจากปัญหา”ร่วม”ของทั้งพรรคชาติพัฒนาและพรรคกล้า ที่มีความจำเป็นต้องผนึกกำลังกัน เพราะหากไม่ผนึกกำลังกัน โอกาสที่จะสูญพันธุ์มีความเป็นไปได้สูง
คำตอบ 1 มาจากความสุกงอมของทั้ง 2 ฝ่าย เมื่อนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็นประธานที่ปรึกษา นายกรณ์ จาติกวณิช เป็นหัวหน้า นายเทวัญ ลิปตพัลลภ เป็นเลขาธิการ ก็เรียบร้อย
กล่าวสำหรับพรรคสร้างอนาคตไทยกับพรรคไทยสร้างไทย ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาร่วมจากกติกาในการเลือกตั้งอย่างเดียวกัน แต่ก็มิอาจจัดวางตัวบุคคลได้อย่างราบรื่น
ตรงนี้เองที่กลายเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่ราบรื่นเรียบร้อย
ประเด็นมิได้อยู่ที่การจัดวางตำแหน่งอันเหมาะสมระหว่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประการเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับอีก 2 ปัจจัย
ปัจจัยหนึ่ง คือจะหาที่ทางอย่างไรจึงจะดูดีให้กับนายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เนื่องจากความริเริ่มในการจัดตั้งพรรคสร้างอนาคตไทยมาจากนายอุตตม นายสนธิรัตน์ เป็นหลักตั้งแต่ยุคพรรคพลังประชารัฐมาแล้ว
ปัจจัยหนึ่งซึ่งทวีความสำคัญเป็นอย่างสูงคือ จะมอบหมายให้ฝ่ายใดดำรงอยู่ในสถานะเป็นแม่ทัพรับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ของการเลือกตั้งในขอบเขตทั่วประเทศ
ขณะที่พรรคชาติพัฒนากล้าวางน้ำหนักไปที่นครราชสีมา แต่ พรรคสร้างอนาคตไทยวางน้ำหนักที่ภาคใต้และกรุงเทพมหานคร
จุดแข็งเป็นอย่างมากระหว่างพรรคสร้างอนาคตไทยกับพรรคไทยสร้างไทยคือ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เคยทำงานด้วยกันในพรรคไทยรักไทยมาก่อน
กระนั้นจุดแข็งนี้ก็อาจกลายเป็นจุดอ่อน เพราะรู้จักกันดีมาก
เมื่อรู้จักกันดีมากระหว่างนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กับคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงย่อมรู้จักทั้งในด้านอันเป็นบวกและในด้านอันเป็นลบ
ความรอบรู้เป็นอย่างมากเช่นนี้แหละที่กลายเป็นอุปสรรค