เมื่อวันที่ 21 ม.ค.2566 น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เร่งขับเคลื่อนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ให้เจริญก้าวหน้า ทันสมัย โดยเฉพาะระบบขนส่งทางราง ที่จะช่วยให้การเดินทางและขนส่ง มีประสิทธิภาพ ทำให้การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน เป็นไปได้สะดวกรวดเร็ว เสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจการค้าและโลจิสติกส์

โดยผลักดัน โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ช่วงลพบุรี–ปากน้ำโพ งบประมาณก่อสร้าง จำนวน 21,467 ล้านบาท ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของไทย พ.ศ.2558-2565 เพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสาร เพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าสูงขึ้น ลดระยะเวลาเดินทางและการขนส่งสินค้า สู่พื้นที่ภาคเหนือ

โครงการดังกล่าวเป็นงานก่อสร้างทางรถไฟใหม่ขนานไปกับทางรถไฟเส้นเดิมของช่วงลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 145 กิโลเมตร โดยส่วนใหญ่อยู่ในเขตทางรถไฟและเป็นทางวิ่งระดับพื้นระยะทางประมาณ 116 กิโลเมตร และทางช่วงเลี่ยงเมืองลพบุรีเป็นโครงสร้างทางรถไฟยกระดับ ระยะทางประมาณ 29 กิโลเมตร ประกอบด้วยงานก่อสร้างรถไฟทางคู่ จำนวน 2 สัญญา และงานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม

สัญญาที่ 1 ช่วงบ้านกลับ–โคกกระเทียม ก่อสร้างทางรถไฟทางคู่ใหม่ เพื่อเบี่ยงแนวเส้นทางเดิมช่วงที่ผ่านเข้าตัวเมืองลพบุรี ระยะทาง 29 กิโลเมตร เริ่มต้นที่บริเวณสถานีบ้านกลับ จ.สระบุรี สิ้นสุดบริเวณสถานีโคกกระเทียม จ.ลพบุรี คืบหน้า 81.72%

สัญญาที่ 2 ช่วง ท่าแค-ปากน้ำโพ ก่อสร้างทางรถไฟใหม่เพิ่มอีก 1 ทาง ขนานไปกับเส้นทางรถไฟเดิม ระยะทาง 116 กิโลเมตร เริ่มต้นที่บริเวณสถานีท่าแค จ.ลพบุรี สิ้นสุดบริเวณสถานีปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ คืบหน้ากว่า 75.60%

ส่วนงานติดตั้งระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม โดยการก่อสร้างได้นำสถาปัตยกรรมท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ออกแบบ เน้นความปลอดภัย ง่ายต่อการขนส่ง และอนุรักษ์อาคารสถานีรถไฟเดิมทุกสถานี โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในปี 2566

“พล.อ.ประยุทธ์ เน้นย้ำการก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัย หากโครงการนี้แล้วเสร็จ จะพลิกโฉมการขนส่งทางรางไทยให้รวดเร็วทันสมัย ตามความตั้งใจพัฒนาในทุกพื้นที่ไม่แบ่งแยกหรือเลือกจังหวัด และยังเพิ่มทางเลือกในการเดินทางให้กับประชาชน ลดเวลาการเดินทางระหว่าง กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ เพียง 2 ชั่วโมง 40 นาที ลดต้นทุนการขนส่ง สามารถรองรับการขนส่งสินค้า 144,000 ตันต่อวัน ในปี 2577 กระตุ้นเศรษฐกิจการค้าขาย ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค และท้องถิ่น”น.ส.ทิพานัน กล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน