ประธานกกต. ยันไม่ยื่นศาลรธน. ตีความปมคำนวณต่างด้าวรวมจำนวนราษฎร ตามคำแนะ ‘วิษณุ’ ชง 3 รูปแบบค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง ส.ส.เขต-บัญชีรายชื่อ ให้พรรคเลือก

เมื่อเวลา 11.35 น.วันที่ 8 ก.พ. 2566 ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการฯ ถ.แจ้งวัฒนะ นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมหารือกับพรรคการเมือง เพื่อกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ รวมทั้งหารือเรื่องการติดป้ายประกาศ ติดแผ่นป้ายหาเสียง และวิธีสรรหาผู้สมัครของพรรคแบบไพรมารีโหวต เพื่อเตรียมความพร้อมเลือกตั้งส.ส.ว่า ค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร กกต.กำหนดตุ๊กตาไว้ 3 รูปแบบ คือ

รูปแบบที่ 1 กกต.คิดเอง โดยคำนวณกับปัจจัย 7 ประการ ได้แก่ อัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ ดัชนีราคาผู้บริโภค น้ำมันดีเซล ราคาไม้อัดขนาด 4X8 ฟุต หนา 4 มิลลิเมตร กระดาษโปสเตอร์ขนาด 15.5X21.5 (บาทต่อแผ่น) ค่าไวนิลขนาด1X3 เมตร (บาทต่อผืน) และฟิวเจอร์บอร์ด 130 เซนติเมตร X 3 มิลลิเมตร (บาทต่อแผ่น) หากสภาอยู่ครบวาระ ผู้สมัครส.ส.เขต ใช้จ่ายได้คนละ 6.5 ล้านบาท และพรรคใช้จ่ายได้ 152 ล้านบาท ส่วนกรณียุบสภา ผู้สมัครส.ส.เขต ใช้จ่ายได้คนละ 1.74 ล้านบาท และพรรคใช้จ่ายได้ 40.6 ล้านบาท

รูปแบบที่ 2 นำปัจจัย 7 ประการ ไปหารือกับ 3 หน่วยงานทางเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงพาณิชย์ ทำให้จำนวนค่าใช่จ่ายของผู้สมัครเพิ่มขึ้นกว่าที่กกต.ตั้งตุ๊กตาไว้

รูปแบบที่ 3 เป็นข้อเสนอของ 3 หน่วยงาน ที่เห็นว่าควรคำนวณอัตราเงินเฟ้อรวมเข้าไปด้วย
นายอิทธิพร กล่าวว่า ทั้ง 3 รูปแบบ ได้เสนอให้ผู้แทนพรรค พิจารณาในที่ประชุมวันนี้ ซึ่งพรรคแสดงความเห็นหลากหลาย ทั้งเห็นว่าเหมาะสมแล้ว มากเกินไป หรือน้อยเกินไป โดยกกต.มีแบบสอบถามความเห็นให้พรรค แสดงความเห็นว่าพึงพอใจรูปแบบใด จากนั้นสำนักงานกกต.จะนำความเห็นมาประมวล และส่งให้ที่ประชุมกกต. พิจารณาว่าเท่าใดจึงจะเหมาะสมก่อนออกประกาศ

สำหรับการติดป้ายหาเสียง ประเด็นที่พรรคสอบถาม คือติดป้ายไว้ที่ใดบ้าง ซึ่งมีข้อเสนอว่า กกต.ควรเป็นผู้กำหนดสถานที่ติดป้ายประกาศ ส่วนขนาดของป้าย มีทั้งที่มองว่าที่กกต. กำหนดใหญ่หรือเล็กเกินไป แทนที่จะให้พรรคเป็นผู้ดำเนินการ กกต.ควรเป็นคนกำหนด

นายอิทธิพร กล่าวถึงการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่นำจำนวนราษฎรที่ไม่ได้มีสัญชาติไทยมาคำนวณจำนวนส.ส.และแบ่งเขตเลือกตั้งว่า ตนยืนยันว่ากกต.ปฏิบัติตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 86 บัญญัติไว้ ว่าให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศตามหลักฐานการทะเบียนราษฎรที่ประกาศในปีสุดท้ายก่อนปีที่มีการเลือกตั้ง ซึ่ง ผอ.ทะเบียนกลางได้ประกาศจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2566 ว่ามีเท่าใด โดยมีทั้งบุคคลที่มีสัญชาติไทยและไม่มีสัญชาติไทย ถ้าพิจารณาถ้อยคำที่ใช้ จะเห็นว่าให้เอาจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักรมาพิจารณา ซึ่งกกต.ยึดหลักการนี้ในการแบ่งเขตมาตลอด

เมื่อถามว่าเป็นห่วงว่าจะมีการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตีความคำว่า ราษฎร จะมีผลต่อการแบ่งเขตหรือไม่ นายอิทธิพร ยืนยันว่าเราทำตามที่กฎหมายเขียนไว้ ว่าให้ใช้จำนวนราษฎรทั้งประเทศ เมื่อถามว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ เห็นว่าควรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อเป็นบรรทัดฐาน นายอิทธิพล กล่าวว่า เราเห็นว่าสิ่งที่เราพิจารณาเป็นไปตามข้อกฎหมายแล้ว

เมื่อถามว่าหมายความว่ากกต.จะไม่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายอิทธิพร กล่าวว่า เวลานี้เราไม่ได้คิดอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าใช้จ่ายของผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ในรูปแบบที่ 2 ที่กกต.นำปัจจัย 7 ประการ ในการคิดคำนวณไปหารือกับ 3 หน่วยงาน พบว่ามีการให้นำดัชนีราคาผู้บริโภค จากปีฐานคือปี 2562 มาคำนวณด้วย ซึ่งจะทำให้กรณีครบวาระผู้สมัครส.ส.แบบแบ่งเขต ใช้จ่ายได้คนละ 7 ล้านบาท แบบบัญชีรายชื่อ 163 ล้านบาท แต่ถ้ายุบสภา แบบแบ่งเขตใช้จ่ายได้คนละ 1.9 ล้านบาท และบัญชีรายชื่อใช้จ่ายได้ 44 ล้านบาท

รูปแบบที่ 3 คิดจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2562-2565 จะพบว่ากรณีอยู่ครบวาระ ผู้สมัครแบบแบ่งเขต จะใช้จ่ายได้ 6 ล้านบาท แบบบัญชีรายชื่อ 141 ล้านบาท และหากยุบสภา แบบแบ่งเขตใช้ได้ 1.6 ล้านบาท แบบบัญชีรายชื่อใช้จ่ายได้ 38 ล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน