เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ครั้งที่ 1/2561 และกล่าวในที่ประชุมว่า วันนี้จะมีมาตรการและกลไกสำคัญทำให้การบริหารราชการแผ่นดินเกิดความต่อเนื่อง บูรณาการอย่างมีธรรมาภิบาล เกิดความยั่งยืนในการพัฒนาประเทศ ด้วยการใช้จ่ายงบประมาณและการจัดทำแผนงานโครงการให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ตรงตามศักยภาพของประเทศมีเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในห้วงเวลา 20 ปี ซึ่งเป็นแผนงานในอนาคต ตามวิสัยทัศน์มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ได้อย่างแท้จริงเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทาง ตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนา ประกอบด้วย เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ทรงรับสั่งให้สื่อสารต่อยอด สิ่งต่างๆเหล่านี้ ให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งทุกอย่างมีหลักการและเหตุผลพอเพียงที่จะดำเนินการ
“ที่ผ่านมาอาจมีการสร้างการรับรู้โดยไม่ได้มีการปูพื้นฐานเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ จึงเป็นการบริหารแบบส่วนราชการอย่างเดียว มีการใช้จ่ายงบประมาณตามภารกิจเพียงอย่างเดียว แต่ครั้งนี้เราจำเป็นต้องทำให้เกิดการบูรณาการ ให้เกิดความต่อเนื่อง ยุทธศาสตร์ชาติจึงเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาล และแผนงานด้านความมั่นคง ซึ่งนโยบายด้านความมั่นคงมี 21 นโยบาย และแผนความมั่นคงแห่งชาติ อีก 18 แผน ในส่วนของแผนสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปี มียุทธศาสตร์ 6 ด้าน โดยมียุทธศาสตร์เสริมเพิ่มขึ้นมาให้สอดคล้องกับแผนแม่บทการปฏิรูปเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะต้องขจัดปัญหาและอุปสรรคที่มีอยู่ให้ได้ ตลอดจนหาวิธีการใหม่ๆ เข้ามาเสริมศักยภาพการทำงานของทุกภาคส่วนให้ได้” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)หรือสภาพัฒน์ แถลงผลการประชุมว่า ขณะนี้ได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ชาติครบทั้ง 6 ด้านแล้ว อยู่ระหว่างปรับปรุงแก้ไข และทบทวนเป้าหมายของยุทธศาสตร์ให้มีความชัดเจน สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อีกทั้งยังมีการเปิดรับฟังความเห็นอย่างต่อเนื่อง ผ่านเว็บไซต์สศช. และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ทั้ง 6 คณะ รวมถึงการเชิญหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจากทั่วประเทศเข้ารับฟังสร้างความเข้าใจ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดไปแล้ว 2 งาน ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ก.พ. พบว่าประชาชนตื่นตัวและให้ความสนใจจำนวนมาก ส่วนภาคกลางจัดวันที่ 16 ก.พ. ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ และภาคใต้ จ.สงขลา วันที่ 22 ก.พ.
ภายหลังรับฟังความเห็นจากประชาชนแล้วจะนำมาพิจารณาปรับปรุงเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพื่อให้ความเห็นชอบ ภายในเดือนพ.ค. จากนั้นจะนำเข้าสู่ที่ประชุมครม.เพื่อให้ความเห็นชอบภายในเดือนมิ.ย. และเข้าสู่กระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาภายในเดือนก.ค.นี้
“เรื่องการจัดทำเป้าหมายและทิศทางของประเทศในระยะ 20 ปี ซึ่งมีเสียงวิจารณ์ว่า 20 ปีเป็นเรื่องระยะยาวจะมองทิศทางหรือกำหนดเป้าหมายได้อย่างไร ในเรื่องนี้มีข้อมูลว่าหลายประเทศได้จัดทำยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ของประเทศในระยะยาว 30 ปี 50 ปีด้วยซ้ำ มีประเทศยากจน ร่ำรวย ตั้งแต่กานา ยูกันดา รวมถึงฝรั่งเศส หรือประเทศเพื่อนบ้าน ทุกคนตื่นตัวและเห็นเป็นเรื่องสำคัญในการบริหารประเทศที่ต้องคำนึงถึงการกำหนดทิศทางระยะยาวของประเทศ เป็นเรื่องที่ประเทศไทยได้เตรียมการเช่นกัน ถ้าไม่มียุทธศาสตร์ชาติอาจมีการวิจารณ์ว่าประเทศไทยไม่มีวิสัยทัศน์ ทำแต่เรื่องระยะสั้นไปวันๆ หนึ่ง” นาย ปรเมธี กล่าว
นายปรเมธี กล่าวว่า ในที่ประชุม นายกฯได้ขอให้มีการเผยแพร่ สร้างการรับรู้และความเข้าใจเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในกลุ่มนักศึกษาที่กำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่จะต้องปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติในระยะ 20 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ ยังสั่งการให้ทุกกระทรวงจัดตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติประจำกระทรวง ทั้ง 20 กระทรวง รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) โดยให้ปลัดกระทรวงหรือรองปลัดกระทรวงเป็นประธานคณะ เพื่อรับช่วงในการนำแผนยุทธศาสตร์ชาติสู่การปฏิบัติต่อไป โดยแต่ละกระทรวงจะต้องจัดทำแผนแม่บทเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ในลำดับต่อไป
นายปรเมธี กล่าวว่า สำหรับการจัดทำแผนปฏิรูปประเทศ ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า แผนปฏิรูปประเทศที่นำมาเสนอมีความสอดคล้องกับทิศทางยุทธศาสตร์ชาติ เชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยมีทิศทางการพัฒนาประเทศตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ สร้างสมดุลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชาชนมีสวัสดิการดี มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ทั้งนี้ คาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมครม.เพื่อให้ความเห็นชอบในเดือนมี.ค. และประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาได้ทันวันที่ 5 เม.ย.นี้ ซึ่งเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้จัดทำแผนปฏิรูปประเทศภายใน 1 ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 เม.ย.2560
ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า แผนการปฏิรูปประเทศอาจไม่ใช่เรื่องตายตัว เพราะกฎหมายระบุว่าต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แต่เนื่องจากแผนการปฏิรูปประเทศกำลังจะออกมาก่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติ ดังนั้นถ้าในอนาคต มีสิ่งใดในแผนการปฏิรูปประเทศที่ต้องถูกปรับแก้ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติก็สามารถทำได้ และไม่ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ไม่ต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูล ถ้าครม.มีมติเห็นชอบ สามารถประกาศใช้ได้ทันที และถ้าในอนาคตรัฐบาลต้องการจะแก้ไขอีกก็ทำได้ ไม่ยุ่งยากเหมือนกับกรณีของแผนยุทธศาสตร์ชาติ
ส่วนยุทธศาสตร์ชาติ คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในเดือนส.ค.หรือก.ย.นี้ หลังจากประกาศใช้ จะมีงานสำคัญออกมา คือการจัดทำแผนแม่บทที่กำหนดว่าปีไหนต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งสศช.เสนอว่าแม้แผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดยาว 20 ปี แต่อยากให้จัดทำแผนแม่บทฉบับแรก ระยะเวลา 10 ปีที่ถือว่าครอบคลุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2 แผนแล้ว จากนั้นจึงจะทำแผนแม่บทฉบับที่ 2 ต่อไป
ด้านนายจิรชัย มูลทองโร่ย ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า สำหรับด้านสื่อ ตนมีแผนอยู่ 6 ด้าน แต่เน้นไฮไลท์ 2 เรื่องคือการรู้เท่าทันสื่อ และจริยธรรมการกำกับดูแลสื่อ ซึ่งนอกจากกฎหมายกำกับดูแลสื่อแล้วยังให้ให้สอดคล้องเค้าโครงเดิมจากร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสิทธิเสรีภาพจริยธรรมสื่อ ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศ(สปท.)ทำมา อีกส่วนหนึ่งคือมาตรฐานวิชาชีพสื่อฐานกลาง ที่จะต้องขับเคลื่อนเร่งรัดตรงนี้ ส่วนอีก 4 ด้านที่เหลือ เช่น ออนไลน์ ไซเบอร์ อุตสาหกรรมโทรทัศน์ การบริการข้อมูลข่าวสารภาครัฐ บางส่วนเป็นเรื่องการปรับปรุงกฎหมายซึ่งกำลังติดตามว่ามีความคืบหน้าอย่างไร เชื่อว่า การรู้เท่าทันสื่อในฐานะเป็นผู้บริโภคเป็นปัญหาหลักของประชาชนอยู่เหมือนกัน ดังนั้น การบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับคุ้มครองผู้บริโภคจำเป็นจะต้องมี