ทิศทางจัดตั้งรัฐบาลผสม 8 พรรค 312 เสียง ภายใต้การนำของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพรรคก้าวไกล ชัดเจนขึ้นอีกขั้นในการแถลงข่าวจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานช่วงเปลี่ยนผ่าน จากปัจจุบันไปสู่การมีรัฐบาลชุดใหม่
รวมถึงเตรียมการตั้งคณะทำงานแปรเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจร่วมกัน หรือเอ็มโอยู จำนวน 23 ข้อ ที่เป็นเพียงแผ่นกระดาษไปสู่การปฏิบัติจริง บรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาล เตรียมแถลงต่อรัฐสภา
นอกเหนือสองประเด็น สิ่งที่สร้างความสบายใจให้บรรดาแฟนคลับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่า “ด้อมส้ม” หรือ “ด้อมแดง” คือภาพความกลมเกลียวชื่นมื่นของสองพรรคใหญ่
ระหว่างนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กับนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย
หลังลงนามเอ็มโอยู เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม หลายคนยังมีปมชวนให้คลางแคลง ถึงความจริงใจของเพื่อไทย
ไม่ว่ากระแสข่าว “ดีลลับ” รายวัน เจรจากันที่ฮ่องกง และลังกาวี เพื่อไทยเตรียมถอยจากก้าวไกล ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับอีกขั้ว
ตามด้วยการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่ง ยื่นข้อเรียกร้องให้เพื่อไทยถอนตัว จากการร่วมจัดตั้งรัฐบาล เพราะไม่สบอารมณ์กับท่าทีพรรคก้าวไกล
บวกกับแผนการฝ่ายตรงข้ามมุ่งหมายใช้เรื่องนโยบายแหลมคม และหุ้นสื่อ บดขยี้ “พิธา” และ “ก้าวไกล” อย่างต่อเนื่อง
ส่งผลให้เกิดคำถามถึงความไม่แน่นอน การจัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคจะไปตลอดรอดฝั่งได้หรือไม่
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ประกาศกลางวงแถลงข่าว 8 พรรค ว่าเพื่อไทย ก้าวไกล ได้รับอาณัติจากประชาชน 25 ล้านเสียง ในการจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายเสรีประชาธิปไตย เป็นการมัดที่แน่น
“ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป” คำยืนยันของ นพ.ชลน่าน ช่วยให้สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาล มีความคมชัด มั่นคงมากขึ้น
แต่ในมุมกลับกัน อันตรายที่อาจตามมาคือ แผนทำลายล้างจากฝ่ายตรงข้ามที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย
เห็นได้จากท่าทีส.ว.ที่เพิ่มดีกรีดุดันในการโจมตีพรรคก้าวไกล การจุดพลุเปิดประเด็น “รัฐบาลแห่งชาติ” เนติบริกรชี้ช่องกรณีนายพิธา ถูก “นักร้อง” กระหน่ำยื่นตรวจสอบคุณสมบัติ อาจนำไปสู่การเลือกตั้งซ่อมครั้งใหญ่
แต่ไม่ว่าเส้นทางจัดตั้งรัฐบาลก้าวไกล จะสิ้นสุดลงตรงไหน ตรงนั้นก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นวิกฤตการเมืองรอบใหม่ได้เช่นกัน