สมช. กอ.รมน. กองทัพภาคที่ 4 ดาหน้าตีตรา “ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ” มอ.ปัตตานี “ทำประชามติแยกดินแดน” โดยมีฝ่ายการเมืองโยงทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลัง ชักจูงเยาวชน ฯลฯ
นี่เป็นปมทับซ้อนทั้งข้อเท็จจริงและเชิงนโยบาย ว่าในข้อเท็จจริงก่อน วันนั้น มีงานเปิดตัว “ขบวนการนักศึกษาแห่งชาติ” เชิญนักวิชาการ ตัวแทนพรรคการเมือง ไปเสวนาเรื่อง “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตัวเอง” Right to Self-determination ซึ่งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และตรงกับนโยบาย 3 พรรค ก้าวไกล ประชาชาติ เป็นธรรม เพียงแต่ตัวแทนก้าวไกลติดงานไม่ได้ไป
หลังจากนั้นนักศึกษาได้ทำแบบสำรวจความคิดเห็น “เห็นด้วยกับสิทธิในการกำหนดชะตากรรมตนเองหรือไม่ ที่จะให้ประชาชนปาตานีสามารถออกเสียงประชามติแยกตัวเป็นเอกราชได้อย่างถูกกฎหมาย” ซึ่งฝ่ายทหารมองว่าเป็นการทำประชามติเพื่อแบ่งแยกดินแดน จะเอาผิดดำเนินคดี ขณะที่นักวิชาการ-ภาคประชาสังคม แย้งว่ายังไม่ใช่ทำประชามติ ยังอยู่ในกรอบวิชาการ
ละประเด็นนี้ไว้ก่อน แม้บางคนอาจมองว่านักศึกษาทำเกินเลย แต่ถามว่าฝ่ายการเมืองไปชักจูงอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือไม่ ทั้งนักวิชาการและตัวแทนพรรคการเมืองที่ไปร่วมเสวนาไม่มีใครรู้เลย เพราะไม่อยู่ในกำหนดการ ฝ่ายทหารกล่าวหาง่ายๆ ได้อย่างไร
ยิ่งกว่านั้น สื่อบางสำนักระบุว่า ประธานนักศึกษาเป็นลูกนักการเมืองพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน แกนนำคนหนึ่งเป็นหลานพรรคฝ่ายค้าน แต่อีกคนก็เป็นหลานพรรคร่วมรัฐบาล
คนรุ่นใหม่มีความคิดของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับพ่อแม่เครือญาติหรือพรรคไหน มีแต่พวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีเชื่อว่าม็อบเยาวชนโดนจูงจมูก
ในทางวิชาการ พูดให้ถึงที่สุด ควรเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงด้วยซ้ำว่า “แยกตัวเป็นเอกราช” แล้วจะเกิดผลดีหรือผลเสียมากกว่ากับประชาชนปาตานี แยกตัวแล้วจะอยู่อย่างไร ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ศาสนา ฯลฯ เชื่อเถอะว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดถึงขั้นนั้นหรอก
ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ อาจมีอิทธิพลความคิดแยกดินแดน อิทธิพลโลกอิสลาม แต่กระแสหลักมาจากการกดทับของอำนาจรัฐส่วนกลาง “รัฐไทย” ฝ่ายทหาร ฝ่ายความมั่นคง ที่ใช้ทัศนะ “คนไทย” ต้องคิดเหมือนกันหมด ไม่ยอมรับความแตกต่าง แค่เรียกร้องต้องการปกครองตนเอง กำหนดชะตากรรมตนเอง ก็มองเป็น “แยกดินแดน” ไปหมด
ทั้งที่คนมุสลิม 3 จังหวัดมีหลายเฉด มีทั้งคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ ที่ไม่ได้คิดเหมือนกันหมด ยกตัวอย่างง่ายๆ คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ประชาชาติได้อันดับ 1 แต่ก้าวไกล “สมรสเท่าเทียม” ก็ตามมาอันดับสอง 20% ขึ้นไปทุกเขต
กองทัพรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการดูแลปัญหาภาคใต้มา 17 ปีตั้งแต่รัฐประหาร 49 หมดงบพิเศษไป 5 แสนล้าน แถมเบี้ยพิเศษสิทธิพิเศษนับอายุราชการทวีคูณ กระทั่งมีเรื่องฉาวอย่างกิ๊ก ส.ว. ลงใต้แต่ชื่อ ตัวไม่ได้ไป
ปัญหาภาคใต้ก็ยังไม่ไปถึงไหน ใช้การทหารนำการเมือง ใช้กำลังกดไว้ ประกาศกฎอัยการศึก ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมา 19 ปี
ลองนึกภาพเด็กคนหนึ่งเกิดช่วงปล้นปืนปี 47 ตั้งแต่ลืมตาดูโลกจนเป็นนักศึกษา ก็โตมาใต้กฎอัยการศึกใต้สถานการณ์ฉุกเฉินทั้งชีวิต ถ้าเขามีความคิดแบ่งแยกดินแดนจริงๆ ควรโทษใคร ทหารหรือนักการเมือง
รัฐบาลใหม่จึงมีนโยบายเปลี่ยนแนวทางแก้ปัญหา 3 จังหวัดใต้ทั้งหมด ดังที่เขียนใน MOU 8 พรรค “ร่วมผลักดันกระบวนการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชน การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงทบทวนภารกิจของหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง”
ย้ำอีกที “…ทบทวนภารกิจของหน่วยงานและการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง”
3 พรรคหลักที่ได้รับเลือกจาก 3 จังหวัด ประชาชาติ ก้าวไกล เป็นธรรม มีความคิดสอดคล้องกันว่าต้องลดอำนาจทหาร ที่เข้าไปกำกับควบคุมส่วนราชการอื่น ยกเลิกกฎอัยการศึก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งสงสัยใครก็ให้อำนาจควบคุมตัว 7+30 วัน โดยไม่ต้องขอหมายศาล ไม่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ละเมิดสิทธิมนุษยชน
พร้อมกับชู “สิทธิในการกำหนดชะตากรรมตัวเอง” มุ่งกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มุ่งสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ
โดยเฉพาะก้าวไกลมีนโยบายยุบ กอ.รมน. ซึ่งตั้งตัวเป็นรัฐซ้อนรัฐ ไม่เฉพาะ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แต่ทั้งประเทศ ที่ทหารเข้าไปยุ่มย่ามชี้นำกิจการพลเรือน
กองทัพ กอ.รมน. จึงเป็นคู่กรณีโดยตรงกับรัฐบาลใหม่ในปัญหาชายแดนใต้ เป็นผู้ที่จะสูญเสียอำนาจ สูญเสียประโยชน์ในการบริหารจัดการงบประมาณบางด้าน
ดังนั้น การออกมาปั่นประเด็น “นักศึกษาทำประชามติแยกดินแดน” โดยมีฝ่ายการเมืองอยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง ก็ต้องย้อนถามเช่นกันว่า ทำเพื่อปกป้องอำนาจหรือเปล่า
เลขาฯ สมช.กล่าวถึงการหาเสียงเลือกตั้งว่า “ค่อนข้างจะสุดโต่ง แรง และหลายเรื่องที่ทาง สมช.มีข้อกังวล”
แล้วไง เขาชนะเลือกตั้ง ประชาชาติชนะท่วมท้นในสามจังหวัด ก้าวไกลชนะทั้งประเทศ เพื่อไทยในยุคยิ่งลักษณ์ก็ตั้ง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นเลขาฯ ศอ.บต. ด้วยความคิดสอดคล้องกัน ใช้การเมืองนำการทหารสร้างสันติภาพยั่งยืน
ทหารอาจคิดว่าตัวเองรักชาติกว่าคนอื่น แต่วิธีคิดทัศนะแข็งตัวพิสูจน์แล้วว่าแก้ปัญหาภาคใต้ไม่สำเร็จ เช่นเดียวกับ 9 ปีประยุทธ์มีแต่เสื่อมสลาย ถึงเวลาต้องถอยออกไป คายอำนาจ ยอมให้ฝ่ายการเมืองคลี่คลายปัญหาด้วยวิถีทางการเมือง แก้ไขความขัดแย้งด้วยประชาธิปไตย เปิดพื้นที่ให้ความคิดหลากหลายอยู่ร่วมกัน
สังคมไทยก็ควรตระหนักว่าจะปล่อยให้ปลุกชาตินิยม ความแตกต่างทางศาสนา มารั้งปัญหาสามจังหวัดให้เรื้อรังต่อไปไม่ได้แล้ว