พรรคก้าวไกลถือฤกษ์ 27 มิถุนา วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศไทย “อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย” เข้ารายงานตัวที่สภา พร้อมกันทั้ง 151 คน
ยังสงสัยว่าจะมีนักร้องไปยื่นยุบพรรคฐาน “ล้มล้างระบอบการปกครอง” หรือไม่ ระบอบอะไร?
91 ปีผ่านไป ท่ามกลางการบิดเบือน เขียนประวัติศาสตร์ใหม่ คณะราษฎรถูกทำให้เป็น “ผู้ร้าย” ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงการปกครองมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อสามัญชน คนรุ่นปู่ย่าตายายของคนปัจจุบัน ทั้งด้านสิทธิโอกาส การศึกษา การรับราชการ การทำมาหากิน ไปจนวางระบบบริหาร ระบบภาษี การเงินการคลัง โดย “ข้าราชการหัวใหม่” ที่ประกอบกันเป็นคณะราษฎร
แม้แน่ละในโลกยุค 91 ปีก่อน ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ฉับพลัน คณะราษฎรก็มีจุดอ่อนเป็นปกติสามัญ ไม่สามารถเอาบรรทัดของฝ่ายก้าวหน้ารุ่นหลังไปวัด
แต่สำหรับฝ่ายอนุรักษ์ เรื่องเศร้าคือพวกเขาไม่ยักตระหนักว่า ระบอบประชาธิปไตยที่คณะราษฎรสถาปนา คือการนำสถาบันกษัตริย์พ้นไปจากความรับผิดในการใช้อำนาจ
เปรียบเทียบง่ายๆ ว่าก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เศรษฐกิจตกต่ำ ยุค Depression ข้าวยากหมากแพง ต้องขึ้นภาษี ปลดข้าราชการ ฯลฯ คนก็วิพากษ์วิจารณ์ “รัฐบาล” แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้การใช้อำนาจบริหาร การออกกฎหมาย ต้องทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธย แต่ผู้รับผิดชอบคือนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานสภา ซึ่งถ้าผิดพลาด ล้มเหลว ตั้งคนผิด เกิดการทุจริตฉ้อฉล ฯลฯ ประชาชนก็ด่ารัฐบาล ด่านักการเมือง ได้เต็มที่
พวกที่โหยหายุคก่อน 2475 ไม่เข้าใจหลักการนี้ โดยเฉพาะหลังความขัดแย้ง 17 ปี ไล่ทักษิณจนเกิดรัฐประหาร
แต่ 17 ปีผ่านไป 91 ปีประชาธิปไตย เสมือนเข้าสู่หลักหมุดใหม่ หลังชัยชนะถล่มทลายของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่จะตั้งรัฐบาล 8 พรรค 26 ล้านเสียง แม้เป็นชัยชนะใน “ยุคมืด” เพราะยังอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเผด็จการ 250 ส.ว.ตู่ตั้งยังมีอำนาจโหวตนายกฯ กกต. ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีอำนาจสอย หรือแขวน ว่าที่นายกฯ เพียงเพราะถือหุ้นน้อยนิดในบริษัทที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ต้องการแปลงกลับไปเป็น “หุ้นสื่อ”
แต่เพราะยุคมืด 9 ปีนี่แหละ ทำให้ประชาชนเหลืออด ระบอบอำนาจถอยหลังทำให้คนเลือกพรรคก้าวไกลถล่มทลายไม่คาดฝัน ประกอบกับการเมืองอุปถัมภ์ที่สั่งสมเสบียงอาวุธมา 4 ปี ตีตลบหลังชนะพรรคเพื่อไทยหลายสิบเขต
มันก็เสมือน “กรรมสนอง” ก้าวไกลทะลุทะลวงขึ้นมาเป็น แกนนำรัฐบาล ให้ดิ้นพล่านกันไปหมด
เช่นเดียวกัน ถ้าไม่มีแรงกดดันจาก “ยุคมืด” ก็คงไม่เกิดม็อบราษฎรหลังยุบพรรคอนาคตใหม่ เกิด “แผ่นดินไหวทางวัฒนธรรม” จนเข้มแข็งเป็น “ด้อมส้ม” ในวันนี้
ขณะที่ความล้มเหลวของระบอบประยุทธ์ คนดีแต่ผู้เดียว รอบตัวเต็มไปด้วยเรื่องทุจริต ก็ทำให้คนฝั่งอนุรักษ์ส่วนหนึ่งหันมาเลือกก้าวไกล คะแนนปาร์ตี้ลิสต์ท่วมท้นแม้แต่ภาคใต้
อำนาจอนุรักษ์จะทำอย่างไร ดันทุรังขัดขวาง ส่งศาลรัฐธรรมนูญแขวนพิธา หรือเล่นเกมหลายชั้น “ล็อกถล่มแผ่นดินทลาย”
ทั้งที่มันไม่ใช่เกมการเมืองเดิมๆ ที่กำหนดโดยชนชั้นนำกับนักการเมืองไม่กี่คน นี่เป็นการเมืองมวลชน ประชาชน 26 ล้านมีความหวัง 26 ล้านคนต้องการเปลี่ยนแปลง ถ้าใช้อำนาจขัดขวาง อะไรจะเกิดยังไม่กล้าคิด
รัฐประหารเหรอ ทำเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ระวังข้างหลัง รัฐประหารที่คนแอนตี้ ถ้ามีพลตรีพลโทสัก 4-5 คน ฮึดยึดอำนาจซ้อนคืนอำนาจให้รัฐบาล แก้รัฐธรรมนูญทำประชามติ 4-5 คนนั้นเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทันที
อันที่จริง ถ้าย้อนไปดู 24 มิถุนา 2475 จะพบว่ามีการเจรจาประนีประนอม จนเกิดรัฐธรรมนูญ ฉบับวันที่ 10 ธันวา เพียงแต่หลังจากนั้นก็ประนีประนอมกันไม่ลง ฝ่ายอนุรักษ์บางส่วนดื้อรั้นจนเกิดกบฏบวรเดช ถูกปราบราบคาบ กว่าจะกลับมาได้อีกครั้งในรัฐประหาร 2490 แต่นั่นคือโลกเมื่อ 76 ปีก่อน
ประเด็นน่าคิดคือ สถานการณ์วันนี้ประนีประนอมได้หรือไม่ ประนีประนอมแบบไหน ถ้าบอกว่าให้พิธาเป็นนายกฯ ไปก่อน แล้วค่อยเล่นงานทีหลัง นั่นไม่ใช่ประนีประนอม แต่ไปแตกหักในวันข้างหน้า
ย้ำอีกทีว่านี่ไม่ใช่การปะทะระหว่างอำนาจอนุรักษนิยม ซึ่งใหญ่โตมโหฬาร รัฐราชการ ทหาร ตำรวจ กระบวนการยุติธรรม องค์กรอิสระ กับพรรคก้าวไกล ส.ส.151 คนหรือ 8 พรรค 312 คน
แต่คือพลังเสรีประชาธิปไตย ที่เอาละ พลังเข้มข้นอาจไม่ถึง 26 ล้าน แต่ก็ไม่ต่ำ 10 ล้าน และยังมีคนรุ่นใหม่ๆ อายุ 14-15 ที่ยิ่งมายิ่งห้าว ไม่เกรงกลัวอำนาจมหึมาที่มีคะแนนเลือกตั้งแค่ 4-5 ล้านคนในวัยโรยรา
อำนาจอนุรักษ์ควรตระหนักว่า ต้องประนีประนอม ยอมปรับตัว ยอมถอย ยอมเสียบางอย่าง เพื่ออยู่ร่วมกับพลังประชาธิปไตย การแตกหักกับพลังที่เติบใหญ่ขึ้นทุกวัน มีแต่จะนำไปสู่หายนะ
ยุคมืด 9 ปีทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงเพียงนี้ ถ้าถอยหลัง อีกครั้ง ความเปลี่ยนแปลงจะรุนแรงกว่าหลายเท่า
พลังเสรีประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการถึงขั้นทำลายอำนาจอนุรักษ์ แค่มีพื้นที่ให้อำนาจจากเลือกตั้งทำตามความหวังประชาชน โละล้างองคาพยพล้าหลัง ให้ประเทศเดินหน้า
พวกที่ขัดขวางการปรับตัวไปด้วยกัน คือพวกที่กอดอำนาจผลประโยชน์ไว้นั่นเอง