‘ชวน’ เชื่อไร้ปัญหา 2 พรรค ชิงเก้าอี้ ประธานสภา ชี้ส่วนใหญ่มาจากพรรคเสียงข้างมาก ย้ำต้องเป็นกลาง ไม่มีผลได้เปรียบออกกฎหมาย
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 23 มิ.ย. 2566 ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ในฐานะอดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กรณีการเลือกประธานสภาฯ ที่ยังไม่ลงตัวจะทำให้เกิดความวุ่นวายได้หรือไม่ว่า คงไม่น่ามีปัญหา เพราะอาจเป็นประสบการณ์ที่บางฝ่ายอาจจะไม่เคย โดยทั่วไปแล้วพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก มักจะได้ตำแหน่งประธานสภาฯ และนายกรัฐมนตรี
นายชวน กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคที่มีเสียงมากกับเสียงรองลงมาจะเป็นคนละฝ่ายกัน จึงไม่ค่อยมีปัญหากัน แต่ครั้งนี้พรรคที่มีคะแนนลำดับ 1 และลำดับ 2 ได้จัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน ทำให้เกิดปัญหาที่ต่างฝ่ายต่างต้องการที่จะเป็นประธานสภาฯ แต่ความวิตกกังวลว่าใครมาเป็นประธานสภาฯ แล้วจะได้เปรียบในการการเสนอกฎหมายหรือญัตติมันไม่มีผล เพราะประธานสภาฯ ต้องเป็นกลาง กฎหมายรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้เช่นนั้น
นายชวน กล่าวอีกว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา 55 ปี ของตน ที่ได้เห็นทั่วไป ไม่ว่าประธานจะมาจากที่ไหน ก็จะเป็นกลาง อาจจะมีสัก 1-2 ราย ที่เคยมีปัญหา เนื่องจากรัฐบาลสั่งให้ทำอะไรที่ไม่ค่อยถูกต้อง แต่เดี๋ยวนี้ตนไม่ค่อยเห็นว่าจะทำได้ แม้แต่การที่เอากฎหมายของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งขึ้นมาพิจารณาก่อนก็ทำไม่ได้ ยกเว้นเป็นมติของที่ประชุมสภาฯ
นายชวน กล่าวอีกว่า ถ้าไปเทียบว่าตอนเป็นฝ่ายค้านกฎหมายเสนอยาก ต่อไปนี้เป็นรัฐบาลก็จะชดเชย โดยทั่วไปเป็นรัฐบาลสามารถเสนอกฎหมายได้เป็น 100 ฉบับ แล้วสามารถพิจารณาได้โดยสภาฯ ต้องพิจารณาตามที่รัฐบาลขอ เช่น ขอให้พิจารณาเป็นเรื่องด่วน สภาฯ ก็จะบรรจุเป็นเรื่องด่วน ไม่แปลกอะไรที่กฎหมายของรัฐบาลจะผ่านการพิจารณาทุกเรื่อง แต่กฎหมายฝ่ายค้านอาจไม่ได้พิจารณาเลย เพราะเขาพิจารณาเรื่องด่วนก่อน
นายชวน กล่าวต่อว่า กรณีกฎหมายการเงินก็เช่นเดียวกัน ประธานสภาฯ ไม่มีสิทธิไปสั่งเอง ต้องให้นายกฯ สั่งว่าเป็นการเงินแล้วรับรองให้หรือไม่ สภาฯ มีหน้าที่เพียงส่งให้ไปวินิจฉัยว่าเป็นกฎหมายการเงินหรือไม่ และไม่ได้เลือกปฏิบัติ เพราะมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายพิจารณาอยู่ จะไปบอกว่าไม่ใช่กฎหมายการเงินแล้วบรรจุระเบียบวาระไม่ได้ เพราะหากสั่งผิดไปก็จะมีปัญหา
“ผมคิดว่า ปัญหาเรื่องตัวบุคคลเป็นคนละเรื่องกัน แต่ถ้าเป็นห่วงว่าใครเป็นแล้วเอาเปรียบอีกฝ่ายหนึ่งผมคิดว่าทำได้ยาก แม้กระทั่งกฎหมายที่เสนอช้ากว่าของคนอื่นไป 5 นาที เขาก็ให้ฉบับที่เสนอก่อนบรรจุก่อน เพราะมีกฎเกณฑ์บังคับไว้ประธานจะไปละเมิด เป็นเรื่องยาก มิเช่นนั้นจะถูกสมาชิกตรวจสอบได้” นายชวน กล่าว
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลอ้างว่าในสภาฯ สมัยที่แล้ว การเสนอแก้ไขมาตรา 112 ไม่ได้รับการพิจารณา นายชวน กล่าวว่า ตนอธิบายให้ฟังแล้วว่าการยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ในขณะนั้น เป็นผู้ดูแลกฎหมายนี้ และดูแลพระราชบัญญัติทุกฉบับ ซึ่ง 4 ปีที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหา มีเพียงฉบับดังกล่าวที่นายสุชาติมีความเห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 เพราะมีบทบัญญัติบางเรื่องที่เห็นว่าขัดรัฐธรรมนูญ นายสุชาติจึงมีความเห็นให้ส่งคืนผู้เสนอเพื่อให้แก้ไข แต่ผู้เสนอญัตติรับไปแล้ว และยืนยันไม่แก้ไข เมื่อไม่แก้ไข ก็ไม่ได้มีการบรรจุเข้าสู่วาระ ตนเห็นว่านายสุชาติรอบคอบมาก ที่มีการกลั่นกรองออกมาแบบนี้
เมื่อถามย้ำว่าถ้าตำแหน่งประธานสภาฯ เป็นของพรรคก้าวไกล และดันการแก้ไขมาตรา 112 อีกได้หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า แล้วแต่ ตนจะพูดก่อนล่วงหน้าไม่ได้ เมื่อถึงตอนนั้นก็อยู่ที่ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่สภาฯ ใครบรรจุระเบียบวาระต้องดูว่าวาระเป็นของใคร เป็นของรัฐบาลหรือไม่ ปกติแล้วถ้ารัฐบาลเสนอเข้ามา สภาฯ ก็จะพิจารณา เพราะถือว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายบริหารที่ต้องใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการบริหาร และการที่รัฐบาลจะเสนอกฎหมายอะไรมา แสดงว่ารัฐบาลได้พิจารณาโดยผ่านกระบวนการมาแล้ว
เมื่อถามว่า ขณะนี้สังคมถกเถียงกันว่าประธานสภาฯ ควรเป็นคนรุ่นใหม่ หรือคนรุ่นเก่าที่มีประสบการณ์การทำงาน นายชวน กล่าวว่า ใครก็ตามที่เข้ามาต้องช่วยกัน สมาชิกต้องให้ความร่วมมือกับประธาน ให้สามารถทำงานไปได้ เพราะเหนือสิ่งอื่นใดคือการรักษาระบบของฝ่ายนิติบัญญัติให้เข้มแข็ง ดำเนินงานไปได้ ฉะนั้นไม่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่หรือรุ่นเก่า ตนคิดว่าทุกฝ่ายคงจะให้ความร่วมมือ
เมื่อถามอีกว่า ตามมารยาทจะเสนอคนข้ามพรรคมาเป็นประธานสภาฯ ได้หรือไม่ นายชวน กล่าวว่า แล้วแต่ที่ประชุม คราวที่ตนเป็นประธานสภาฯ ทั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคอันดับ 4-5 ในการร่วมรัฐบาล โดยทั่วไปประธานสภาฯ ควรเป็นคนของพรรคอันดับ 1 แต่เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ลงมติร่วมรัฐบาล แล้วให้ตนรับตำแหน่งประธานสภาฯ โดยไม่คิดสัดส่วน และไม่กระทบต่อโควตารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพรรคร่วมขณะนั้นไม่เกี่ยงว่าจะต้องตัดโควตารัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์
“ต้องยอมรับว่าสภาฯ ของเราตอนนั้นว่างเว้นการเลือกตั้งมา 5 ปี ดังนั้นการทำให้สภาฯ เดินไปราบรื่นเป็นไปได้ยาก เพราะสมาชิกเกินครึ่งมาใหม่ และไม่มีประสบการณ์มาก่อน แต่เที่ยวนี้ถึงแม้จะมี ส.ส.ใหม่เกินครึ่ง แต่เราผ่านประสบการณ์มาแล้ว 4 ปี หลายฝ่ายได้เรียนรู้อะไรมากพอสมควร เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นการประท้วงหรืออภิปรายจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ ก็ยังหวังภาพบวกของสภาฯ อยู่ แต่ทั้งหมดคงไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไร ยืนยันว่าใครมาเป็นประธานสภาฯ ก็ตาม เราต้องช่วยสนับสนุนให้งานสภาฯ เดินไปได้ตามกระบวนการของระบอบประชาธิปไตยตามระบบรัฐสภา” นายชวน กล่าว