พรรคก้าวไกลจะไม่มีใครคบ โดดเดี่ยวตัวเอง ทำลายเพื่อน ฯลฯ นักวิเคราะห์ กูรู ผู้มากประสบการณ์ สั่งสอนกันขรม หลังก้าวไกล “พ่าย(?)” ศึกชิงประธานสภา

จริงหรือ อันดับแรกต้องบอกว่า ก้าวไกลต่างหากเลือกที่จะไม่คบใคร “มีลุงไม่มีเรา มีเราไม่มีลุง” ไม่คบรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ไม่คบพรรคดูด ไม่คบทุนผูกขาด จนถูกปรามาสว่าไร้เดียงสา ยังไม่ทันเป็นรัฐบาลก็ท้าชนโน่นชนนี่

วิถีการเมืองแบบก้าวไกลนั้น “ไม่มีเพื่อน” คือไม่มีคอนเน็กชั่น ซึ่งเป็นดาบสองคมในสังคมไทย เพื่อนเยอะ ก็ทำให้เกรงใจ ไม่กล้าแตะไม่กล้าชน “ไม่มีเพื่อน” ได้ใจมวลชน 14.4 ล้านเสียง แต่ก็จะทำงานยาก เผชิญศัตรูมากมาย เสี่ยงถูกทำลาย ถูกกำจัด

แต่ก้าวไกลไม่ยี่หระ ขอเพียงหันไปข้างหลัง เห็นประชาชนที่จะร่วมเปลี่ยนประเทศทวีจาก 14 ล้าน เห็นเด็กอายุ 13-14 ตื่นรู้ต่อเนื่องกัน

“ศึกชิงประธานสภา” ก้าวไกลไม่ได้แพ้ แม้ยอมถอยให้วันนอร์นาทีสุดท้าย ตลอดเวลาที่ต่อสู้กัน ก้าวไกลต่างหาก “กินทีละคำ” ตั้งแต่ความชอบธรรมของพรรคอันดับหนึ่ง การนำเสนอภารกิจประธานสภาในทัศนะใหม่ เสนอตัวบุคคล แสดงวิสัยทัศน์ ฯลฯ ในขณะที่ ส.ส.เพื่อไทยไม่สามารถประชันเหตุผล มีแค่ขอให้เห็นแก่หน้า ปรามาสพระบวชใหม่ หัวหน้าห้องต้องเพื่อนเยอะ ฯลฯ

คนเสื้อแดง คนเลือกเพื่อไทย จำนวนหนึ่งเชียร์พรรค แต่จำนวนหนึ่งทนไม่ได้ ขอย้ายเป็นแดงส้ม

ท้ายที่สุด ก้าวไกลได้ 4 ข้อตกลง หนุนพิธาเป็นนายกฯ สุดความสามารถ เห็นชอบกฎหมายนิรโทษกรรมการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งไม่อยู่ใน MOU รวมถึงกฎหมายอีก 3 ฉบับซึ่งจะโละรื้ออำนาจกองทัพ กอ.รมน.

สำหรับมวลชนก้าวไกล นี่คือยอมสละโดยเอาเป้าหมายใหญ่ เอาเสรีภาพประชาธิปไตยเป็นที่ตั้ง

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ไม่ต้องฟังคำเตือน เพราะแม้ถือว่าก้าวไกลชนะถ้านี่คือการรบ แต่ปัญหาคือมันไม่ใช่การรบกับศัตรู มันเป็นความขัดแย้งระหว่าง 2 พรรค ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมรบ และเป็นคู่แข่งกัน

แน่นอนว่ามันมีผลเสีย เพราะเกิดสงครามออนไลน์ระหว่างมวลชน 2 ฝ่าย จนเชื่อได้ว่าถ้า 250 ส.ว.ไม่ยอมให้พิธาเป็นนายกฯ แล้วด้อมส้มลุกฮือ FC เพื่อไทยส่วนหนึ่งก็คงไม่เข้าร่วม (บางคนแช่งด้วยซ้ำ)

ในทางกลับกัน ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นเศรษฐา อุ๊งอิ๊ง ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ด้อมส้มก็จะระแวงไม่ไว้วางใจ

กระนั้นถามว่าถ้าย้อนเวลาได้ ก้าวไกลควรหยวนยอมถนอมน้ำใจยกเก้าอี้ประธานสภาให้เพื่อไทยไหม เพื่อพิธาได้เป็นนายกฯ อย่างราบรื่น? มองแบบก้าวไกลคือเขาไม่ได้มองเป็นเก้าอี้ แต่มองเป็นภารกิจที่จะต้องผลักดันแก้ไขกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพและรื้อล้างอำนาจเก่า

ในฝั่งเพื่อไทยนั้น มีอารมณ์ค้างเป็นทุนเดิมจากการพ่ายแพ้เป็นอันดับสอง มองว่าแพ้เพราะก้าวไกลใช้ IO ก้าวไกลโจมตีให้ร้าย ไม่แฟร์ ฯลฯ

พอตกลงกันไม่ได้ในตำแหน่งประธานสภา โดยมีแนวโน้มว่ายังไงๆ เพื่อไทยก็จะเอา 14+1 เท่ากัน ปิยบุตรก็เปิดประเด็นสู่สาธารณะ ประธานสภาควรเป็นของก้าวไกล ส.ส.เพื่อไทยยิ่งโกรธ มองว่าควรเจรจากันภายใน

แต่นั่นคือการเมืองวิถีก้าวไกล เอาประเด็นออกมาให้สาธารณชนร่วมตัดสินใจ ไม่ใช่เรื่องของ ส.ส. 151 คน 141 คน ประชาชนหย่อนบัตรมอบอำนาจให้แล้วจบ

ก้าวไกลจะทำแบบนี้ในการผลักดันทุกประเด็น เมื่อเป็นแกนนำรัฐบาล เช่นแก้กฎหมายลดอำนาจกองทัพพร้อมกับเลิกเกณฑ์ทหาร โดยดึงประชาชนตีโอบ

เพียงแต่เพื่อไทยโดนก่อน ซ้ำร้าย เพื่อไทยยังตกอยู่ในกระแสไม่ไว้วางใจ จาก “กรรมเก่า” สมัยนิรโทษสุดซอย ท่ามกลางทฤษฎีคอนสปิเรเสี้ยม ยิ่งเกี่ยงงอนยิ่งถูกจินตนาการด้านร้าย

ซึ่งต้องให้ความเห็นใจผู้บริหารพรรค หลังเจรจากัน ผู้บริหารพรรคยอม แต่ ส.ส.ไม่ยอม จนต้องออกที่วันนอร์

ถามว่าก้าวไกลอ่อนหัด ไม่เก๋าเกม จนเสียตำแหน่งประธานสภาหรือไม่ ถ้าเจรจาวงในก็อาจต้องยอมให้เพื่อไทยอยู่แล้ว พอเปิดมาข้างนอก ก้าวไกลแม้ไม่ได้เก้าอี้แต่ก็ได้หลักการ ได้ใจ ได้มวลชน นั่นต่างหากคือเป้าหมาย

หากจะติงกันคือความขัดแย้งบานปลาย แต่มันก็เป็นความขัดแย้งที่ต่อเนื่องอยู่แล้วตั้งแต่ช่วงเลือกตั้งจนหลังเลือกตั้ง โดยเฉพาะเมื่อเพื่อไทยอกหัก กลายเป็นพรรคอันดับสองอย่างไม่เคยมีใครคาดฝัน แล้วโกรธว่าแพ้เพราะก้าวไกลโจมตีอย่าง “ไม่แฟร์”

ศึกชิงประธานสภากระพือให้เดือดสุด แต่อีกด้านก็เหมือนสุดแล้วตระหนัก เช่น ส.ส.เพื่อไทยตระหนักว่า ยังไงก็ต้องสนับสนุนก้าวไกล ได้ประธานวันนอร์แล้วโหวตหมออ๋อง 312 เสียงพร้อมเพรียงแม้โหวตลับ

ถ้าจะติงกันคือ แกนนำทั้งสองพรรค ส.ส. มวลชน ต้องขัดแย้งกันบนความเข้าใจวิธีคิดที่แตกต่าง ร่วมรัฐบาลกันบน MOU จนกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญสำเร็จ 8 พรรคต้องร่วมกันถึงที่สุด ไม่ว่าจะเกิดอะไร นั่นคือประโยชน์ร่วมกัน

ด้อมแบกทั้งสองฝั่งก็อ่านโพสต์อานนท์ นำภา แล้วใคร่ครวญ แม้บางส่วนไม่ยอมฟัง

วิถีการเมือง 2 พรรคไม่ได้ต่างจากตอนหาเสียง เพื่อไทยหวังว่าประชาชนจะไว้วางใจให้อำนาจแล้วเข้าไปเจรจาต่อรอง เพื่อไทยคิดแบบผู้มีประสบการณ์ (และมีข้อจำกัดของตัวเอง) ว่านี่คือสังคมไทย แต่สังคมเหลืออดถูกกดทับมา 9 ปีจนอยากเห็นก้าวไกลเข้าไปปะทะ

วิถีก้าวไกลคือมาเพื่อเปลี่ยนเพื่อเขย่าเพื่อปะทะ บางคนเรียกว่า “พลีชีพ” ในจังหวะสังคม Disrupted ก้าวไกลมาเพื่อผลักดันประเด็น โดยไม่กลัวความขัดแย้ง

แม้ด้านหนึ่งต้องระวังท่าทีต่อมิตรต่อแนวร่วม แต่ถ้าไม่เดินวิถีนั้นก็ไม่ได้ 14 ล้านเสียง เป็น Dilemma ที่ต้องเอาเป้าหมายไว้ก่อน

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน