เสรี ห่วง 8 พรรค โหวต ‘พิธา’ นั่งนายกฯ อาจขัดม. 159 ถูกตีความล้มล้างการปกครอง บอกนัดด้อมส้มชุมนุม 13 ก.ค. ไร้วุฒิภาวะ ลั่น ส.ว.ไม่กดดัน ทุกอย่างทำตามรธน.
เมื่อเวลา 09.50 น. วันที่ 10 ก.ค.2566 ที่รัฐสภา นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบคุณสมบัติของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคก้าวไกล กรณีถือครองหุ้นสื่อ อาจส่งผลต่อการโหวตเลือกนายกฯ ว่า เราต้องพิจารณาคุณสมบัติอยู่แล้ว การที่ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นแนวทางที่สร้างความชัดเจน ช่วยแก้ปัญหาความเห็นต่างๆ กกต.จึงเป็นทางออก เมื่อสอบสวนชัดเจนแล้วสรุปเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ก็จบปัญหา ถ้าทำเสร็จจริง ควรส่งไป
เมื่อถามว่าอาจถูกมองเป็นการสกัดกั้นนายพิธา ไม่ให้เป็นนายกฯ หรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า มันไม่ใช่เรื่องสกัดหรือไม่สกัด ถ้าใช้คำนั้นเหมือนตั้งใจไม่ให้นายพิธา เป็นนายกฯ แต่เป็นเรื่องของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้นายกฯ ต้องมีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม โดยกำหนดอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ให้ ส.ส. และ ส.ว. โหวตเลือกนายกฯ
ส่วนมาตรา 159 ส.ส.และส.ว. ต้องเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติไม่มีลักษณะต้องห้ามคือห้ามถือหุ้นสื่อ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ผิดในตัวเองอยู่แล้ว แต่การส่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อหาข้อยุติให้ชัดเจน เพราะการถือหุ้นคือเหตุ ส่วนผลคือ รอศาลตัดสิน แต่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น ส.ส.และส.ว. ต้องทำตามบทบัญญัติในมาตรา 159 ให้ชัดเจน
“ผมเป็นห่วง 8 พรรคที่เซ็นเอ็มโอยู ว่าจะกล้าตัดสินใจเลือกคนที่คุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากเลือกคนขัดรัฐธรรมนูญ คนขาดคุณสมบัติ ทั้งหมดจะเหมือนปลาในข้องเดียวกัน จะมีปัญหากับพรรคเหล่านั้นได้ จึงอยากฝากไปพิจารณาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้วย
การที่แต่ละพรรคจะโหวตนายพิธา ดูมาตรา 159 หรือยัง ว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม แต่ละพรรคต้องไปดู มิเช่นนั้นจะกลายเป็นท่านทำขัดรัฐธรรมนูญเอง กลายเป็นท่านล้มล้างการปกครองหรือไม่ เพราะขัดมาตรา 159 ซึ่งจะไปไกลถูกตีความอีกเยอะ สุดท้ายจะทำร้ายตัวคุณเอง อาจจะไปไกลถึงถูกยุบพรรค” นายเสรี กล่าว
เมื่อถามว่ามีการพูดกันว่าส.ว.ไม่เคารพเสียงประชาชน นายเสรี กล่าวว่า พรรคก้าวไกลได้ 14 ล้านเสียง และรวมกับพรรคอื่นๆ ต้องเข้าใจว่าเสียงแต่ละพรรคที่ได้มาคือประชาชนลงคะแนนให้แต่ละพรรค เช่น ลงให้พรรคเพื่อไทย เพราะจะให้แคนดิเดตนายกฯ ทั้ง 3 คน ของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ เขาไม่ได้ให้เอาคะแนนไปบวกกับพรรคอื่นแล้วเลือกพรรคอื่นเป็นนายกฯ หากแต่ละพรรคเอาเสียงประชาขนไปบวกพรรคก้าวไกล จะกลายเป็นแต่ละพรรคไปทำขัดเจตนารมณ์ประชาชนที่เลือกพรรคนั้นๆ มา
ดังนั้น อย่าไปรวมกันเลย มันเป็นกระบวนการผ่านความเห็นชอบจากประชาชนมาระดับหนึ่ง แต่การเลือกนายกฯ ก็เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภาทำตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นคนละส่วนกัน สิ่งสำคัญคืออย่ายุยงคนให้ชุมนุมเรียกร้อง เพราะจะปั่นป่วนนักการเมืองต้องมีความรับผิดชอบต่อบ้านเมืองและประชาชน ยิ่งแสดงออกพฤติกรรมเหล่านี้ยิ่งแสดงว่าไม่เหมาะสมบริหารประเทศ
“วันที่ 13 ก.ค.ที่มีการนัดให้กำลังใจนายพิธา หน้ารัฐสภา สิ่งนี้แสดงถึงวุฒิภาวะที่ไม่รับผิดชอบ ซึ่งส.ว.ไม่กังวล เพราะทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ หากเราหวาดหวั่นต่อสิ่งผิด แสดงว่าเราเป็นคนใช้ไม่ได้ ไม่รับผิดชอบที่กลัวม็อบ กลัวแรงกดดัน ทำให้ทำลายหลักการสำคัญของบ้านเมือง เชื่อว่าคนทั้งประเทศไม่ต้องการให้ผมเป็นคนแบบนั้น” นายเสรี กล่าว
เมื่อถามว่าขณะนี้ส.ว.ชัดเจนในการโหวตเลือกนายกฯ อย่างไร นายเสรี กล่าวว่า กลุ่มเราชัดเจนว่าจะไม่เลือกคน และพรรค ที่ทำเรื่องกระทบสถาบัน และกระทบมาตรา 112 เช็กเสียงตอนนี้ยังโหวตไม่ถึง 5 คน หรืออาจบวกลบนิดหน่อย
เมื่อถามว่าส.ว.หลายคนยินดีโหวตนายกฯ เสียงข้างมาก กังวลหรือไม่ว่าอาจเป็นพลังเงียบ นายเสรี กล่าวว่า เงียบก็คือเงียบ มันไม่มี ถามว่ามีใครออกมาแสดงตัวบ้างว่าสนับสนุน รายชื่อที่ออกมาก็มีแต่ถอย แต่ถ้ามีจริงก็ให้สาธารณชนเห็นด้วย คนจะได้เชื่อ
เมื่อถามว่าพรรคก้าวไกลติดต่อมาบ้างหรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า ไม่มีการติดต่อมายังตน แต่ได้ข่าวว่ามีติดต่อมาหาเพื่อนส.ว. แต่ถูกปฏิเสธไป บอกว่าถ้าไม่ถอยเรื่อง 112 เขาก็ไม่เลือก เขาตอบชัดเจน ส่วนวันโหวตนายกฯ ส.ว.จะงดหรือไม่เห็นชอบ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนจะเลือกเอง