พรรคก้าวไกลยื่นญัตติด่วนแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ยกเลิกอำนาจ 250 ส.ว.โหวตนายกฯ
มันจะเป็นไปได้ไง บางคนถาม ต้องใช้ 84 ส.ว.โหวตเห็นชอบ ไปหาอีก 51 คนมาโหวตพิธาไม่ง่ายกว่าเหรอ
คนถามยังไม่เข้าใจวิถีก้าวไกลที่ทำให้ชนะเลือกตั้ง การต่อสู้บนความชอบธรรม สร้างประเด็นคู่ขนานไปกับการเคลื่อนไหวของประชาชน
พูดง่ายๆ นี่จะช่วยปะทุพลังเคลื่อนไหวนอกสภา ซึ่งไม่ใช่แค่ม็อบ แต่รวมถึงการรณรงค์ เรียกร้อง เข้าชื่อ จากประชาชน ประชาสังคม นักวิชาการ ไปจนภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ elite บางส่วน
เปลี่ยนประเด็นจากเรียกร้องให้โหวตพิธา เป็นยกเลิกอำนาจ ส.ว. ซึ่งเห็นแล้วว่าดันทุรังไม่แยแสประชาชน ธุรกิจโดนบอยคอต ก็ไม่เดือดร้อน
มันอาจไม่สำเร็จหรอก แต่มันจะ “ตบหน้า” ระบอบอำนาจอย่างรุนแรง อย่างน้อยจะเปลือยล่อนจ้อนพวกที่อ้างว่าไม่โหวตเพราะแก้ 112 แล้วตอนนี้จะปกป้องอำนาจตัวเองไหม
พวกที่อ้างว่างดออกเสียงเพราะไม่สบายใจ พวกที่ร่ายกลอนปิดสวิตช์ ส.ว.แต่งดออกเสียง หรือพวกที่โดดประชุมแล้วอ้างเป็นกลางอย่าง 6 ผบ.เหล่าทัพ
รวมทั้งเปลือยล่อนจ้อนป้อมแป้ง ส.ส.จากเลือกตั้ง อ้างเป็นโจรรักสถาบัน ยังจะโหวตหนุนอำนาจ ส.ว.ไหม
พรรคก้าวไกลนั้นอย่าดูแคลน ทำเหมือนไร้เดียงสาทางการเมือง แต่ขุดปลักดัก ส.ว. ส.ส. ให้อภิปราย 112 ปะทะผลเลือกตั้ง พรรคก้าวไกลอมพะนำ ทำเหมือนได้ ส.ว.เพียงพอแล้ว ทั้งที่มองย้อนหลังน่าจะรู้ว่าได้ไม่กี่คน
แต่ กกต.ก็ร้อนรน ยื่นศาลสอยพิธา ในประเด็นที่สังคมขยี้ไปหมดแล้วว่าไอทีวีไม่ใช่หุ้นสื่อ พิธาถูกวางยา
ก้าวไกลกลัวยุบพรรคไหม เขาเตรียมอยู่แล้ว นอกจากพิธา กรรมการบริหารเช่น “เจี๊ยบ อมรัตน์” ก็ไม่ลงเลือกตั้ง จะซื้องูเห่า? ครั้งนี้คัดผู้สมัครมาอย่างรัดกุม ทุกคนก็เห็น งูสอบตกหมด
โหวตรอบแรกไม่ผ่าน ทุกคนมองไปที่โหวตรอบสอง ที่ไหนได้ ก้าวไกลยื่นแก้รัฐธรรมนูญตัดอำนาจ ส.ว.
ก้าวไกลไม่ได้อยากเป็นรัฐบาลจนตัวสั่น ไม่งั้นคงยกเลิกนโยบายแก้ 112 ไปแล้ว เขาอยากเปลี่ยนประเทศ โดยดึงพลังสังคม “สู้ไปด้วยกัน”
เกมนี้จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่าง 381 เสียงกับ 312 เสียงหรือ 324 เสียง แต่กับประชาชน 26.6 ล้านคน
ในกระบวนการเลือกนายกฯ แน่ละ 8 พรรคยังต้องเสนอพิธา รอบ 2 แม้คาดว่าไม่ผ่านอีก ก็อย่าเพิ่งถอดใจง่ายๆ แบบเปลี่ยนตัวเป็นเพื่อไทย แม้เชื่อว่าพิธา ก้าวไกล มีสปิริตยอมสละ
ก่อนอื่นต้องดึงเวลา ดูซิว่าพวกเขาจะดันทุรังตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย มีป้อมเป็นนายกฯ จริงไหม อยากตั้งก็ตั้งไป ยิ่งสนุกจะอยู่อย่างไรในเมื่อ ส.ว.เหลือแค่ 10 เดือน
8 พรรคต้องหนักแน่น ต้องตระหนักว่าถ้า 312 เสียงไม่แตกยังไงฝ่ายตรงข้ามก็พลิกไม่ได้ สู้ร่วมกันให้ถึงที่สุด ไปต่อไม่ได้ก็เสนอชื่อเศรษฐา อุ๊งอิ๊ง วัดใจ โดยยืนยัน MOU เดิม ข้อตกลงเดิม แม้อาจเปลี่ยนการจัดสรรตำแหน่งเป็น 13+1 กับ 15 ยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ นิรโทษทางการเมือง แก้กฎหมายรื้อกองทัพ กระจายอำนาจ
แน่ละอาจมีความเห็นต่าง ขอรื้อบางอย่าง แต่ถ้าไม่ใช่หลักการสำคัญก็ต้องยืนหยัดร่วมกัน
นี่คือสิ่งที่ประชาชน 26 ล้านเสียงต้องการ ไม่ใช่ต้องการให้หยวนยอม แต่ต้องการให้เป็นรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบาย แนวคิดใหม่ๆ รื้อทำลายอำนาจเก่าทีละด้าน
ประชาชน “คลุมถุงชน” ไม่ได้ต้องการให้ก้าวไกลถอยไปเป็นฝ่ายค้าน ไม่ได้ต้องการให้เพื่อไทยแยกไปตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย พลังประชารัฐ
แม้แน่ละ สมมติต้องดันเศรษฐาแทนพิธา ความคาดหวังที่ประชาชนตั้งไว้กับพิธานั้นสูงกว่าไปแล้ว จนชนะเลือกตั้ง เศรษฐาก็จะอยู่บนความกดดัน เพื่อไทยต้องยกเพดานตัวเองสูงขึ้นหากจะเป็นแกนนำ อาจต้องมีข้อตกลงยุบสภาหลังรัฐธรรมนูญผ่าน หรือถ้าพิธาไม่โดนสอย 250 ส.ว.หมดวาระก็เปลี่ยนกลับ ฯลฯ
แต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคตที่จะต้องร่วมกันฟันฝ่า เฉพาะหน้าต้องยืนยันว่า 8 พรรคเหนียวแน่นเพื่อรักษาชัยชนะของประชาชน 26 ล้านเสียง
อย่าเอาความระแวงเป็นที่ตั้ง แบบทฤษฎี Conspiracy ป้อมพาแม้วกลับบ้าน นี่เป็นโอกาสของเพื่อไทย ไม่ใช่โอกาสดัดหลังอย่างที่เสี้ยมกัน แต่เป็นโอกาสให้ประชาชนเชื่อมั่น สู้ร่วมกับก้าวไกลถึงที่สุด ถ้าพิธาไม่ได้ ให้เพื่อไทยตั้งรัฐบาล ก็ต้องยืนหยัด MOU ที่ตกลงกัน
ก้าวไกลก็จะต้องร่วมกันผลักดัน ไม่ถอยเป็นฝ่ายค้าน เว้นแต่เพื่อไทยฉีก MOU หรือขอสลาย 8 พรรค สลับขั้วร่วมรัฐบาลภูมิใจไทย พลังประชารัฐ ซึ่งยากมาก เพราะแกนนำพรรคเพื่อไทยก็รู้ว่าหายนะทางการเมือง
ที่ว่ามาเป็น Scenario สมมติ เพราะยังไม่ไปถึงขั้นพิธาต้องสละให้เศรษฐา ต้องสู้ให้ถึงที่สุดก่อน และการต่อสู้นั้นยังคาดเดาไม่ได้ ฝ่ายสืบทอดอำนาจประมาทพลังประชาชน อย่างน้อยก็คงไม่คาดคิดว่าโลกออนไลน์จะไล่ถลก #ธุรกิจสว. ไล่ขุดประวัติว่าเป็นใครมาจากไหน ลูกหลานอับอายไหม
ไม่ว่า Scenario ไหน 8 พรรคไม่แตก ขั้วตรงข้ามก็ทำอะไรไม่ได้ แกนนำ 8 พรรคต้องนิ่ง กำชับ ส.ส. แม้ห้ามด้อมแบกไม่ได้
อะไรจะเกิดก็สู้ไปด้วยกัน เพราะสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามต้องการมากที่สุดคือให้ก้าวไกลเพื่อไทยแตกกัน