อัยการธนกฤต กางความเห็นข้อกฎหมาย ทั้ง2 ฝ่าย เสนอชื่อนายก เป็นญัตติและไม่เป็นญัตติ ยกเคสเคยมีเสนอชื่อ ตลก.ศาลปกครองสูงสุด 2 ครั้ง ชี้หากหาข้อยุติไม่ได้ อาจนำไปสู่การตีความข้อบังคับให้รัฐสภาวินิจฉัย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2566 ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ข้อเขียนเรื่องญัตติ กับ การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ความเห็นทางกฎหมายที่แตกต่างกัน และจุดสิ้นสุดว่า

จากกรณีวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 นี้ จะมีวาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ มีประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นข้อถกเถียงกันเป็นอย่างมากว่า การเสนอชื่อคุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบในการที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติหรือไม่ ถ้าหากถือว่าเป็นญัตติแล้ว ก็จะถูกห้ามตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ไม่สามารถเสนอชื่อคุณพิธาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก

ผมขอเสนอมุมมองที่เป็นความเห็นทางด้านกฎหมายในเรื่องนี้ โดยจะเสนอมุมมองของทั้งฝ่ายที่เห็นว่าเป็นญัตติ และฝ่ายที่เห็นว่าไม่เป็นญัตติ รวมทั้งจะเสนอผลทางกฎหมายที่ตามมาในตอนท้าย โดยจะกล่าวสรุปสาระสำคัญเพียงสั้น ๆ ไม่ลงในรายละเอียด เพื่อความสะดวกในการทำความเข้าใจของผู้ที่ไม่ได้เป็นนักกฎหมาย และเพื่อไม่ให้ข้อเขียนนี้ยาวจนเกินไป

โดยข้อเขียนของผมในเรื่องนี้ เป็นการให้ข้อมูลและความเห็นทางวิชาการในประเด็นข้อกฎหมาย เพื่อประโยชน์แก่ผู้สนใจ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก โดยไม่มีเจตนาและวัตถุประสงค์ทางการเมือง และไม่มีเจตนาที่จะเข้าข้างพรรคการเมืองใด หรือฝ่ายการเมืองใดทั้งสิ้น และเมื่อได้อ่านข้อเขียนนี้แล้ว แต่ละท่านจะมีความเห็นอย่างไร ก็แล้วแต่ดุลพินิจของแต่ละท่าน ซึ่งผมไม่อาจก้าวล่วงได้ และท้ายที่สุดข้อยุติปัญหาความขัดแย้งทางความคิดเห็นนี้เป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะเป็นผู้วินิจฉัย ผมเพียงแต่นำเสนอประเด็นปัญหาข้อกฎหมายของทั้ง 2 ฝ่าย ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันเท่านั้น

ก่อนอื่นสมควรไปดูความหมายของ “ญัตติ” ว่ามีความหมายอย่างไรเสียก่อน ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. 2563 และ ข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2562 ไม่ได้กำหนดความหมายของ “ญัตติ” ไว้ แต่มีการกำหนดความหมายของ “ญัตติ” ไว้ ในข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ข้อ 44 ว่า “ญัตติ” คือ ข้อเสนอใด ๆ ที่มีความมุ่งหมายให้สภาลงมติหรือชี้ขาดว่าจะให้ปฏิบัติหรือดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ได้ให้ความหมายของ “ญัตติ” ไว้ว่า “ญัตติ” คือ ข้อเสนอเพื่อลงมติ เช่น ผู้แทนราษฎรเสนอญัตติเข้าสู่สภาเพื่อขอให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบด้วยหรือไม่

ฝ่ายที่เห็นว่าการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี “เป็นญัตติ” มีความเห็นโดยสรุปดังนี้

1. รูปแบบการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี มีรูปแบบเดียวกับการเสนอญัตติ คือ ต้องมีผู้เสนอและมีสมาชิกสภารับรองเหมือนกัน โดยถึงแม้จะใช้จำนวนคนแตกต่างกัน ก็เป็นเพราะการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นกรณีเฉพาะ เช่น ญัตติทั่วไปต้องมีผู้เสนอญัตติและสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฯ ข้อ 29 ส่วนกรณีของการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องมีผู้เสนอชื่อและมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรับรองไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด

2. ตามที่ข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฯ ข้อ 36 กำหนดไว้ว่า “ญัตติที่ไม่ต้องเสนอล่วงหน้าเป็นหนังสือ ให้ผู้รับรองญัตติแสดงการรับรองโดยวิธียกมือขึ้นพ้นศีรษะ เว้นแต่การรับรองการเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามข้อ 136” ได้แสดงให้เห็นว่า การเสนอชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นญัตติ จึงได้นำมาบัญญัติไว้ในข้อ 36 ซึ่งเป็นกรณีที่กำหนดให้การรับรองญัตติจะต้องกระทำด้วยการยกมือ เว้นแต่เป็นการรับรองการเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี การรับรองให้ดำเนินการตามข้อ 136

สำหรับฝ่ายที่เห็นว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี “ไม่เป็นญัตติ” มีความเห็นโดยสรุปดังนี้

1. การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นกรณีที่ประธานรัฐสภาบรรจุวาระการประชุมตามระเบียบวาระ และเป็นการดำเนินการตามกระบวนการและขั้นตอนของรัฐธรรมนูญในการให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี

2. หากพิจารณาข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฯ ข้อ 29, 30, 31, 32 และ 33 จะกำหนดเรื่องที่ถือว่าเป็นญัตติไว้ แต่ไม่ได้มีการกำหนดให้การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติด้วย

3. หากเรื่องใดเป็น “ญัตติ” ตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฯ จะใช้คำว่า “ญัตติ” นำหน้าเรื่องนั้นเสมอ เช่น ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ญัตติขอให้ประชุมลับ ญัตติขอให้รัฐสภามีมติยกเว้นไม่ต้องเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีจากผู้มีชื่ออยู่ในบัญชีของพรรคการเมือง

แต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฯ ข้อ 136 และ ข้อ 137 ไม่มีคำว่า ญัตติ นำหน้าการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ อีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย เนื่องจาก หากพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 152 และมาตรา 154 บัญญัติให้การขอเปิดอภิปรายทั่วไปเป็นญัตติ แต่ในมาตรา 153 กลับไม่ได้มีคำว่า ญัตติ นำหน้าการขอเปิดอภิปรายทั่วไป จึงไม่น่าจะกล่าวได้ว่า เรื่องที่เป็นญัตติ จะต้องมีคำว่า ญัตติ นำหน้าเรื่องนั้นเสมอไป

4. วุฒิสภาเคยลงมติในการพิจารณาให้ความเห็นชอบให้บุคคลดำรงตำแหน่งตามกฎหมาย ว่าจะให้ความเห็นชอบนายรัชนันท์ ธนานันท์ อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮลซิงกิ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ จำนวน 2 ครั้ง หลังจากที่การพิจารณาครั้งแรกมีมติไม่เห็นชอบ จึงได้นำเรื่องการเสนอชื่อนายรัชนันท์กลับเข้ามาพิจารณาลงมติใหม่ในที่ประชุมวุฒิสภาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้น หากนำกรณีของนายรัชนันท์ ซึ่งเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งเช่นเดียวกันมาเทียบเคียงกับกรณีการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำได้ โดยไม่ถือว่าเรื่องนี้เป็นญัตติ

สำหรับความเห็นที่ยังขัดแย้งกันอยู่ว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติ หรือไม่นี้ หากยังไม่อาจหาข้อยุติได้ อาจนำไปสู่การหยิบยกข้อบังคับการประชุมรัฐสภาฯ ข้อ 151 ซึ่งใช้บังคับในกรณีมีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับ มาใช้จัดการปัญหาความเห็นต่างและข้อขัดแย้งนี้ ซึ่งกำหนดให้กรณีที่มีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับ ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย และเมื่อที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภาแล้ว ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเป็นเด็ดขาด โดยการขอให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัย กระทำโดยประธานรัฐสภาขอปรึกษา หรือสมาชิกรัฐสภาเสนอญัตติโดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 40 คน

ซึ่งหากที่ประชุมรัฐสภาได้ลงมติวินิจฉัยโดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งว่า การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นญัตติ แล้ว จะส่งผลให้การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ละชื่อจะกระทำได้เพียงครั้งเดียว เนื่องจากถือว่าเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว จึงห้ามนำญัตติที่มีหลักการเดียวกันขึ้นเสนออีก เว้นแต่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต เมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป

ดังนั้น จึงต้องรอดูว่าในวันที่ 19 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้ ที่ประชุมรัฐสภาจะพิจารณาและดำเนินการต่อข้อขัดแย้งทางความคิดเห็นในประเด็นปัญหาเรื่อง “ญัตติ” ที่แตกต่างกันนี้อย่างไร จะสามารถหาข้อสรุปร่วมกันจนเป็นที่ยุติหรือไม่ หรือไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ต้องใช้ข้อบังคับข้อ 151 ให้ที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยปัญหาการตีความข้อบังคับดังที่กล่าวไป

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน