พรรคการเมืองอันดับหนึ่งตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคอันดับสองตั้งรัฐบาลโดยไม่มีพรรคอันดับหนึ่ง เป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย
แต่ไม่ใช่ในระบอบ 250 สว. โหวตนายกฯ ไม่ใช่ในการเลือกตั้งที่พรรคฝ่ายค้านประกาศเจตนารมณ์เดียวกัน “ปิดสวิตช์ 3 ป.” หลังจากสู้มาด้วยกันในนาม “ฝ่ายประชาธิปไตย” สี่ปี
ว่าที่จริง เพื่อไทยก็ยังมีสิทธิขอตั้งรัฐบาลเอง ถ้าไม่มีพรรค 2 ลุง ก็สามารถร้องขอสปิริต ให้ก้าวไกลช่วยโหวตปิดสวิตช์ ส.ว. แล้วค่อยไปเป็นฝ่ายค้าน กระนั้นก็ต้องหลังจากกอดคอ ต่อสู้ด้วยกันฉัน “เพื่อน” จนถึงทางตันจริงๆ แล้วพูดกันอย่างตรงไปตรงมา
แต่พฤติกรรมมันชัดว่า การที่เพื่อไทยผละไปตั้งรัฐบาลข้ามขั้วนั้น “เป็นการเตรียมการและตกลงกันก่อนเลือกตั้ง“ อย่าง บก.ลายจุดชี้
คุณจะหลอกเด็กอมมือได้อย่างไร ว่าการจัดตั้งรัฐบาลไม่เกี่ยวกับทักษิณกลับบ้าน เป็นเรื่องบังเอิ๊นบังเอิญ ในขณะที่ฝ่ายอนุรักษนิยมดีอกดีใจ พูดเปิดเผยว่าเอาทักษิณกลับมาสกัดก้าวไกล
ย้อนมองช่วงหาเสียง เพื่อไทยก็ไม่ตอบชัดเรื่องจับมือพลังประชารัฐ เอาเมียเพื่อนป้อมมาลงปาร์ตี้ลิสต์เห็นชัดกว่า จนก้าวไกลมาแรงค่อยประกาศไม่จับ การช่วงชิงเก้าอี้ประธานสภา จนไปตกที่วันนอร์ ก็ย้อนมองได้ว่าเล่นเกมโดยมี Agenda ตั้งแต่ต้น
เมื่อเป็นการเตรียมการและตกลงกันมาอย่างนี้ พรรคก้าวไกลจึงไม่จำเป็นต้อง “แสดงสปิริต” โหวตให้ เพราะเมื่อพรรคเพื่อไทยมีดีล ก็ต้องมั่นใจว่ามีเสียงพอ ภูมิธรรมก็พูดเองว่ามีเสียงพอ ไม่ต้องง้อก้าวไกล
ถามว่าเพื่อไทย “เหลี่ยมทุกดอกบอกเพื่อนกัน” ถึงขั้นคบไม่ได้หรือเปล่า ก็อาจไม่ถึงขั้นนั้น เพียงแต่เพื่อไทยไม่ได้ทำการเมืองแบบก้าวไกล ที่บอกประชาชนอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาทุกขั้นตอน เพื่อไทยทำงานการเมืองแบบเล่นเกมอำนาจ ใช้การต่อรอง ซ่อนจุดประสงค์ แม้กับอำนาจอนุรักษนิยม
พูดอย่างให้ความเป็นธรรม ไม่มีเรื่องทักษิณกลับบ้าน เพื่อไทยก็ไม่เลือกหนทางกอดคอ 8 พรรคสู้ไปอีก 10 เดือน เพราะวิถีนักการเมืองเพื่อไทย ไม่กล้าแลกอยู่แล้ว ไม่กล้าสู้ถึงที่สุดอยู่แล้ว
การกอดคอ 8 พรรคไม่ได้แปลว่าต้องรอ 10 เดือน แต่จะเร่งเร้าสถานการณ์ เพิ่มแรงกดดัน 250 สว.และระบอบปรสิต เป็นโอกาสดีที่สุดในการรวมพลังประชาชน 26 ล้านเสียง 312 สส. ท้าชนอำนาจเหนือระบบแบบกล้าเสี่ยง บีบให้พวกเขาถอย และนำไปสู่การรื้อล้างโครงสร้างบางส่วน ประนีประนอมบางส่วน
แต่เพื่อไทยไม่กล้าเสี่ยง นั่นคือเพื่อไทย “สู้ไม่สุด” แล้วนายแบกนางแบกพากันสร้าง Scenario เลวร้าย เขามีปืนมีกฎหมาย เขาไม่แยแสหรอก 26 ล้านเสียง สู้ก็ตายแบบ 99 ศพ เดี๋ยวยุบพรรคก้าวไกล ดูด สส. อยู่ต่ออีก 4 ปี ฯลฯ
ขณะที่มันสมองของเพื่อไทยก็พยายามขายความคิด Pragmatism ปฏิบัตินิยม ประโยชน์นิยม เอาเท่าที่ได้ เป็นรัฐบาลดีกว่าไม่ได้อะไรเลย อย่างน้อยก็ได้แก้ปากท้อง ไปถึงดวงดาวไม่ได้ก็เอายอดมะพร้าว ทั้งที่พิสูจน์แล้วตอนเลือกตั้ง ว่าคนในฝั่งประชาธิปไตยส่วนใหญ่ ไม่เลือกยอดมะพร้าว
Pragmatism ไม่ได้ผิด แต่ขึ้นกับการประเมินสถานการณ์ เส้นแบ่งระหว่าง Pragmatism กับไม่กล้าสู้ แล้วเอามาอ้าง เป็นเส้นบางๆ เท่านั้น
เพื่อไทยอาจไม่ได้คิดถึงขั้นยอมตัวเป็นเครื่องมือทำลายก้าวไกล แต่นี่คือโอกาสเดียวที่เพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาล จะได้อำนาจ ได้ฟื้นฐานเสียง ทั้งด้วยฝีมือแก้ปากท้องและระบบอุปถัมภ์ แล้วหวังว่าจะต่อรองแก้ไขปัญหาประชาธิปไตยได้บ้าง เช่นที่ทำให้มวลชนของตนเชื่อว่า เข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญเผด็จการ
คำถามคือ เพื่อไทยจะแก้รัฐธรรมนูญได้แค่ไหน เมื่ออยู่ใต้อำนาจอนุรักษ์ครอบงำ เมื่อร่วมรัฐบาลกับพรรคที่รับใช้ประยุทธ์มาก่อน แก้อำนาจ สว. อีก 10 เดือนก็หมด แก้ระบบเลือกตั้ง ก็แก้จนแพ้ จะรื้ออำนาจองค์กรอิสระ เขาจะยอมให้คุณทำ?
จะปฏิรูปกองทัพ ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม กระจายอำนาจ เลิกผูกขาด ฯลฯ ลอก MOU นโยบายก้าวไกล คิดว่าจะได้ทำ?
บางคนแย้งว่าก้าวไกลก็ทำไม่ได้ อาจใช่ แต่ก้าวไกลเชื่อในวิถีการเมืองใหม่ ปลุกประชาชนเปลี่ยนประเทศไปด้วยกัน ไม่ชนะก็เปลี่ยนความคิดคน ขณะที่เพื่อไทยเชื่อในวิถีได้อำนาจแล้วต่อรอง โดยเชื่อว่าจะ Win-Win
แต่ผลของมันจะกลายเป็น Win-Win แบบประชาชนได้ 10 เพื่อไทยได้ 20 อำนาจอนุรักษ์ยังกุมไว้ 70
แล้วก็สลายพลังการต่อสู้ของประชาชน โอกาสดีที่สุดของการต่อสู้ หาก 8 พรรคจับมือเหนียวแน่น อาจไม่กลับมาอีกเลย
ที่สำคัญ ขออวยพรให้ตั้งรัฐบาลสำเร็จ เพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่วินิจฉัย ต้องเลื่อนไป 2 สัปดาห์ ระหว่างนี้พรรคเพื่อไทยก็จะโดดเดี่ยว ไม่มีมิตร มีแต่พรรคที่เคยเป็นศัตรู ซึ่งนับนิ้วแบบหมอชลน่าน พวกเขาเป็นอันดับหนึ่ง 188 เสียง บวก สว. 250 เสียง เพื่อไทยเป็นอันดับสาม 141 เสียง
ขอให้โชคดี อย่าถูกหลอกอีกก็แล้วกัน